เย้ โซซิตี้ อั่มน้าฮี โตเลงเก้... คนอายุเลข 4-5 นำหน้า น่าจะรู้ท่วงทำนองเพลงนี้ดี โดยเฉพาะแฟนๆ หนังอินเดีย จากเรื่อง โชเลย์ โชเลย์ หนัง 10 ล้านสะท้านโลกเป็นคำโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ซึ่งสะท้านโลกจริงๆ เพราะประมาณ พ.ศ.2518-2520 เงิน 10 ล้านบาท ณ วันนี้คงเป็นร้อยล้าน เป็นหนัง 70 มม.เรื่องแรกของอินเดีย อมิตาป ปัจจัน กับทราเมนเดอร์ แสดงคู่กัน โดยมีเฮม่า มาลินี เป็นนางเอก ตอนที่โปรโมทหนังเรื่องนี้ในเมืองไทย เฮม่า มาลินี ทำทีมนักแสดงมาเมืองไทยด้วย
สมัยก่อนหนังอินเดียต้องไปดูที่โรงหนังควีนส์ ตรงวังบูรพา ซึ่งโดนทุบทิ้งไปหลายสิบปีแล้ว ใครที่อยากดูหนังอินเดียปัจจุบันมีดีวีดีและวีซีดีขาย แนะนำให้ก็ได้ ในซอยลิตเติ้ลอินเดีย ข้างห้างเอทีเอ็มเก่า ที่ถูกไฟไหม้ มีหลายร้าน ดีวีดีแผ่นละ 100 บาท แต่คุณภาพเป๊ะ หนังใหม่ๆ ชนโรงที่อินเดียก็ยังมี ที่สำคัญใครเคยดูหนังอินเดียพระเอกกับนางเอกรักกันร้องเพลงข้ามภูเขา 3-4 ลูก รวมทั้งฉากบู๊ที่ต่อยกันห่างเป็นวายังหน้าหงายนั้น ปัจจุบันไม่มีแล้ว หนังอินเดียยุคนี้ถ้าไม่โดนฝรั่งกีดกันมีหวังเอาเข่งใส่ออสการ์กลับบ้าน
ช่วงนี้ วันที่ 6-8 มิถุนายน ในบ้านเรามีงานใหญ่ในวงการหนังคือ งานมอบรางวัลอินเตอร์เนชั่นแนล อินเดียน ฟิล์ม อะคาเดมี หรือไอฟา (IIFA) ครั้งที่ 9 ที่สยามนิรมิต ซึ่งเป็นคล้ายงานออสการ์ของอินเดีย มีบุคคลในวงการหนังหลายๆ ชาติเข้าร่วมงาน ทั้งดาราเก่าและใหม่จากอินเดีย โดยเฉพาะอมิตาป ปัจจัน เจ้าพ่อบอลลีวู้ด เป็นทูตพิเศษของงานนี้ด้วย ประชันชาร์รุ ข่าน ซูเปอร์สตาร์ยุคใหม่, คาโจล, การีน่า การ์ปูร์, อมิเชค ปัจจัน, ไอชวารยา ไร ปัจจัน อดีตมิสยูนิเวิร์ส 1994 ลูกสะใภ้ของอมิตาป ปัจจัน, อัคเช กุมาร์ และพริตตี้ ซินต้า เป็นต้น
ในส่วนแฟนๆ คอลัมน์ ขอดก้นจาน ก็ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดเช่นเดียวกันกับ เทศกาลอาหารอินเดีย ซึ่งโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักของผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 -13 มิถุนายนนี้ ที่ห้องพาวิลเลี่ยน โดยเชิญเชฟชาวอินเดีย เดินทางมาจากโรงแรมเดอะ ลีลา พาเลซ เคมปินสกี้ เมืองบังกาลอร์
ความพิเศษของเทศกาลอินเดียครั้งนี้ นอกจากจะได้กระทบไหล่ดาราดังระดับโลกแล้ว ท่านที่มีบุตรหลานอยากจะให้เรียนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องมาลิ้มลอง เพราะเป็นอาหารจานยอดนิยมของบังกาลอร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็น ซิลิคอน แวลลีย์ (Silicon Valley) ของเอเชีย ที่สำคัญไม่ใช่มีแค่ 4-5 อย่าง แต่มีวันละประมาณ 20 อย่าง ไม่ซ้ำกัน บริการในแบบบุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อกลางวันและค่ำ ในราคาที่บอกว่า ถ้ากินในร้านอาหารอินเดียทั่วไปได้แค่ 2-3 อย่าง
บังคาลอร์ (Bangalore) แปลว่า ถั่วแดงต้ม ตามตำนานเล่าว่า มีพระราชาพลัดหลงมาบริเวณนี้ และได้เสวยถั่วแดงต้มจากยายแก่คนหนึ่งเพื่อประทังชีวิต ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) อยู่เกือบใต้สุดของอินเดีย เป็นแหล่งรวมอุตสาหกรรมด้านไอทีและซอฟต์แวร์ สร้างรายได้เป็นอันดับ 1 ให้แก่อุตสาหกรรมส่งออกซอฟต์แวร์ของอินเดีย สามารถเอาชนะซิลิคอน แวลลีย์ของอเมริกาที่เป็นแม่แบบ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ของโลกล้วนมาตั้งสาขาอยู่ที่นี่
ขณะเดียวกันอาหารอินเดียหลายคนที่คิดว่าเครื่องเทศจะฉุนเฉียวอย่างที่เคยพบเห็นในบ้านเรานั้น ไม่ต้องกลัว เพราะอาหารของงานนี้นอกจากเครื่องเทศจะไม่มากแล้ว ยังหอมหวนกลมกล่อมอีกต่างหาก เครื่องเทศบางอย่างก็คล้ายๆ ของไทย อินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นอาหารการกินจึงแตกต่างกันในทุกภูมิภาค รัฐกรณาฏกมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทางตะวันตกติดทะเลอาระเบีย สภาพอากาศกำลังดี ไม่ร้อนไม่หนาว ผักและผลไม้สดนานาชนิดขึ้นชื่อว่าปลอดสารพิษและยาฆ่าแมลง
ในบังคาลอร์มีร้านอาหารไทยด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นของคนจีน ทำให้รสชาติไม่เหมือนอาหารไทยแท้ๆ คนอินเดียชอบกินอาหารไทยมาก สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยก็ได้รับความนิยม เช่น บะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ ขนมของกินเล่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพู ฯลฯ ซึ่งหาซื้อได้ที่ร้านเจ๊ต้อยเพียงแห่งเดียว ร้านอยู่ในห้างฟอรั่ม มอลล์ เป็นช็อปปิ้ง มอลล์ที่ใหญ่ที่สุดในบังคาลอร์
ลักษณะอาหารอินเดียภาคใต้รสชาติจะเผ็ดจัดจ้านและนิยมใช้ข้าวเป็นหลัก มีการใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ และอาหารจะออกไปทางมังสวิรัติ ส่วนภาคเหนือนิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น กี (เนย) และลาซซี่ (โยเกิร์ต) อาหารที่ขึ้นชื่อคือ ซาโมซ่า อยู่ในประเภทอาหารว่าง ในการประกอบอาหารบางครั้งชาวอินเดียจะกินขนมปังกับแกงแทนการกินกับข้าว นอกจากนี้ยังมีนันหรือแผ่นโรตีที่เป็นแป้งกินแทนข้าว ท่านที่มางานนี้จะได้ลิ้มลองทั้งสองภาคผสมผสานกัน
ลองดูเมนูของเทศกาลอาหารอินเดียครั้งนี้สัก 4-5 อย่าง ซึ่งขอเรียกเป็นแบบไทยๆ ให้เข้าใจง่าย จานแรกเป็นอาหารว่าง กุ้งชุบแป้งทอดพร้อมงา เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศฝานบางๆ บนมะเขือเทศเหยาะด้วยซอสวาซาบิ เป็นวาซาบิที่สั่งมาจากทางบังกลาเทศ กลิ่นหอมกลมกล่อม ไม่ฉุน
จานที่สอง โรตีเสิร์ฟพร้อมแกงมังสวิรัติ โดยเฉพาะเต้าหู้ที่ใส่มาด้วยอร่อยดี เห็นหน้าตาแบบนี้ส่วนใหญ่ต้องคิดว่าคงมันและเลี่ยนแน่นอน จริงๆ ไม่เลี่ยนเลย โดยเฉพาะเมื่อตักราดกับโรตีที่ผ่านการย่างจากเตาดินแบบทันดูรีหอมกรุ่น โรตีเป็นอาหารประจำชาติขึ้นชื่อของอินเดีย ทำจากแป้งสาลีผสมน้ำ แล้วนำมานวดให้เป็นแผ่นกลมบางๆ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ปาราทา (โรตียัดไส้) ทันดู (โรที่ทำภายในโอ่งดิน) เป็นต้น
จานต่อมาเป็น ปลาคลุกเครื่องเทศ หอมกรุ่น ถ้าอยู่ที่อินเดียเชฟจะใช้ปลาคิง ฟิชเชอร์ แต่มาบ้านเราไม่มี ก็เลยใช้ปลาหิมะแทน เชฟบอกว่ารสชาติใกล้เคียงกัน ข้างนอกกรอบนิดๆ ข้างในนุ่ม จิ้มกับน้ำจิ้มซอสวาซาบิ
จานสุดท้าย ข้าวหมกไก่ เป็นจานที่ขอบอกว่าอย่าพลาด เชฟใช้ข้าวบาสมาติกคลุกเคล้าเครื่องเทศต่างๆ ตามสูตรของเชฟ แล้วผ่านกระบวนการหุงจนออกมาอย่างที่เห็น แห้งๆ แต่อร่อยและต่างจากข้าวหมกไก่ในบ้านเรา เวลากินให้ราดซอสโยเกิร์ตเล็กน้อย ข้าวบาสมาติกจะแตกต่างจากข้าวหอมมะลิของไทย ตรงที่ข้าวเป็นเม็ดใหญ่ ไม่อมน้ำมาก และเมล็ดข้าวจะยาวเรียว
ข้าวหมกเกิดขึ้นในสมัยที่ราชวงศ์โมกุลปกครองประเทศอินเดียหลายร้อยปี อินเดียมีอาหารต่างๆที่พิถีพิถันและแปลกใหม่เกิดขึ้นมากมาย ผู้ปรุงอาหารในยุคนั้นได้คิดสูตรอาหารพิเศษที่มีชื่อเสียงขึ้นมา นั่นคือข้าวหมกที่มีเครื่องเทศหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหมกแพะ ข้าวหมกผัก เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีเมนูเด็ดๆ อีกมากมาย เช่น ไก่เส้นหมักเครื่องเทศทอดกรอบ ซี่โครงแกะสไตล์ทันดูรี แกงกะหรี่แกะสไตล์แคชเมียร์ และขาแกะยัดไส้ เป็นต้น
ห้องอาหารเดอะ พาวิลเลี่ยน โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โทร.0-2200-9000 ต่อ 2399
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
