คาราวานรถบรรทุกจอดเรียงรายตามไหล่ถนน ทั้งที่ริมถนนสายเอเชีย ถนนสุขุมวิท หน้านิคมอุตสาหกรรม และที่ถนนสายนครราชสีมา-จักราช ในช่วงเช้าวันที่ 11 มิถุนายนนอกจากเป็นการสะท้อนถึงความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งในภาวะน้ำมันแพงแล้ว ยังมีอีกนัยหนึ่งคือ เป็นการส่งสัญญาณถึงพลังที่เตรียมจะเคลื่อนพลเข้ากรุงในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ หากสิ่งที่ร้องขอไม่ได้รับการตอบสนอง
ข้อเรียกร้องใหญ่ใจความหลัก เป็นการขอให้รัฐสนับสนุนน้ำมันดีเซลราคาพิเศษ รวมถึงขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นทุนในการนำมาติดตั้งแก๊สเอ็นจีวี ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายคันละประมาณ 2-3 แสนบาท รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยอื่น แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การเรียกร้องให้ หยุดส่วยรถบรรทุก หรือ ส่วยสติกเกอร์ ที่เคยเป็นข่าวโด่งดังในอดีต ปัจจุบันเชื้อร้ายยังไม่ตาย แต่กลับฝังรากลึกลงไปในระบบขนส่ง
ส่วยสติกเกอร์จะใช้สัญลักษณ์ที่รู้กัน โดยจะเปลี่ยนทุกเดือน เช่น รูปโดราเอมอน รูปป้ายหยุดตรวจ และรูปป้ายเครื่องหมายห้ามจอด ที่ต้องติดไว้ใกล้กับป้ายวงกลมหน้ากระจก โดยสติกเกอร์เหล่านี้จะมีนายหน้าวิ่งขายให้ผู้ประกอบการ และเป็นคนวิ่งเต้นติดต่อตำรวจ ส่วนใหญ่จ่ายคันละ 500-1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่พื้นที่เพื่อเคลียร์เส้นทาง ส่วนผู้ประกอบการเมื่อจ่ายเงินแล้วก็จะบรรทุกน้ำหนักเกิน จากที่กฎหมายให้ไม่เกินคันละ 25 ตัน ก็แบกไปถึง 40 ตัน บางคันเอารถมาพ่วงบรรทุกมากถึง 70-80 ตัน ถนนพังหมด ตำรวจนายหนึ่งยืนยันเรื่องส่วยสติกเกอร์
แล้ว ส่วยสติกเกอร์ เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มที่มาเคลื่อนไหว เหตุเพราะคนเหล่านี้ ไม่จ่ายส่วย จึงบรรทุกได้แค่ 25 ตัน ตามกฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับคันที่จ่ายส่วย ซึ่งมีส่วนต่างการบรรทุกมากถึง 15 ตัน นั่นย่อมส่งผลโดยตรงต่อ ต้นทุน การขนส่ง ที่ คนเข้าตามตรอกออกตามประตู เสียเปรียบพวกจ่ายใต้โต๊ะอย่างเห็นได้ชัด เพราะสามารถตัดราคาค่าขนส่งได้ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกรายย่อยที่ทำอย่างถูกต้อง มีต้นทุนสูง ไม่สามารถลดราคาลงมาสู้ได้
สอดคล้องกับข้อมูลของผู้ประกอบการรายย่อยแห่งหนึ่ง ที่ระบุว่า กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องทั้งหมด เพราะอยู่ในภาวะเสียเปรียบทางการค้า โดยเหตุใหญ่มาจากเรื่องส่วย เนื่องจากทุกคนมีต้นทุนประกอบการเท่ากัน ซื้อน้ำมันราคาเดียวกัน แต่สิ่งที่จะได้เปรียบ-เสียเปรียบอยู่ที่ใครสามารถแบกน้ำหนักบรรทุกให้ได้มากที่สุดเท่านั้น
ผลกระทบที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จนอาจทำให้ระบบการขนส่งของประเทศไทยล้มครืนทั้งระบบ คือ เมื่อรายย่อยอยู่ไม่ได้ กลุ่มทุนข้ามชาติก็จะเข้ามา ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีเข้ามาแล้วในรูปแบบของ โลจิสติกส์ ด้วยการเข้ามาซื้อกิจการของคนไทย เข้ามาบริหารท่ามกลางความได้เปรียบเรื่องทุนที่หนากว่า และนำเข้ารถบรรทุกจากจีนที่ติดแก๊สเอ็นจีวีมาแล้ว ทำให้ได้เปรียบกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งในพื้นที่อย่างมาก ที่ปัจจุบันยังไม่มีแม้เงินจะไปติดตั้งถังแก๊สเอ็นจีวี
และในที่สุด ธุรกิจสิบล้อ จะล้มตายเหมือนโชห่วย ที่ย่อยยับเพราะทุนข้ามชาติ ดังที่มีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
สิ่งที่กระทบในกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ภาคเกษตรกรรม ที่ปัจจุบันการขนส่งสินค้าเกษตรจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยต้องใช้บริการของ รถสิบล้อ แทบทั้งสิ้น เพราะการขนส่งปกติจะบรรทุกสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปสู่จุดหมายปลายทางจังหวัดต่างๆ ส่วนขาล่องก็บรรทุกพืชไร่ พืชผลเกษตรกรรมจากพื้นที่กลับมาที่กรุงเทพฯ หมุนเวียนอยู่เช่นนี้
ผู้ประกอบการขนส่งรายเดิมกล่าวว่า หากให้ทุนข้ามชาติเข้ามายึดกิจการ ขนส่ง ไปหมด บริษัทเหล่านั้นก็จะขนส่งสินค้าในเครือของตัวเอง หากต้องการใช้บริการก็จะถูกเรียกค่าบริการที่แพงหูฉี่ ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถจะใช้บริการได้ ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการขนย้ายโดยรถปิกอัพ ต้องเสียค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรต้องแพงตามไปด้วย
คิดว่าสิ่งที่ม็อบสิบล้อต้องการคือ การได้เข้าไปจับเข่าพูดคุยกับรัฐมนตรี นอกจากเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องน้ำมันราคาถูก เงินกู้ติดตั้งถังแก๊สเอ็นจีวี เพิ่มจำนวนปั๊มแก๊สแล้ว สิ่งสำคัญคือ เพื่อบอกรายละเอียดข้อมูลส่วย และการรุกคืบเข้ามาของทุนข้ามชาติ ที่ตอนนี้เป็นเสมือนเมฆดำทะมึนที่ลอยมาใกล้เข้ามาทุกที เจ้าของกิจการขนส่งกล่าว
น้ำมันลอยตัว รถบรรทุกลอยแพ รัฐช่วยด้วย!!!
ปราโมทย์ กงทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสานบอกว่า ที่ผ่านมาราคาที่ผู้ประกอบการอยู่ได้และไม่เดือดร้อน ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ราคาลิตรละ 25 บาท ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ผู้ประกอบการจะได้กำไรจากการขนส่งประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อวัน เช่น ขนส่งจาก กทม.มา จ.นครราชสีมา ใช้น้ำมัน 150 ลิตรลิตรละ 25 บาท ก็จะใช้เงินค่าน้ำมันเที่ยวละประมาณ 3,750 บาท รวมค่าคนขับรถอีกประมาณ 500 บาท เบ็ดเสร็จมีรายจ่ายประมาณ 4,250 บาท ได้รับค่าจ้าง 6,000 บาท ยังมีกำไรเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อน้ำมันลิตรละ 40 บาท ระยะทาง-ค่าแรง-รายรับเท่าเดิม จึงมีแต่ขาดทุนเท่านั้น ที่ผ่านมาจึงมีการทยอยปิดกิจการไปแล้วหลายราย
สมยศ เกตุทะเล ผู้จัดการบริษัท ธูทรานสปอต จำกัด จ.ระยอง ที่มีรถเทรลเลอร์ 50 คัน บอกว่า ต้นปีที่ผ่านมาจ่ายค่าน้ำมันเฉลี่ย 3.4 ล้านบาทต่อเดือน พอถึงเดือนพฤษภาคมต้องจ่ายมากถึง 5 ล้านบาท สูงขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ค่าขนส่งเก็บเพิ่มได้ไม่กี่บาท ไม่สมดุลกัน ทำให้ต้องจอดรถหยุดรับงานไปแล้ว 30 คัน ขณะที่ยังมีคนงานที่ต้องดูแลกว่า 100 คน
เราหวังว่าหลังจากได้ยื่นข้อเรียกร้องให้แก่ภาครัฐในวันนี้ จะมีโอกาสได้เชื้อเพลิงถูกลงย สมยศบอก
สมชาย ธนสมบัติกุล เจ้าของและผู้จัดการ หจก.สุพรรณพูนทรัพย์ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี บอกว่า ประกอบอาชีพรับจ้างขนส่งสินค้านานกว่าย 20 ปี มีรถบรรทุกสิบล้อ และรถพ่วง 20 คัน รับจ้างบรรทุกสินค้าประเภท น้ำตาล พืชไร่ และข้าวสาร ส่งไปยังภาคตะวันออก น้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องเลิกกิจการ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำกิจการใหม่ต้องปิดตัวลง
ผมใช้วิธีลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และลดจำนวนคนงานลง กำชับคนขับรถให้ลดความเร็วเพื่อประหยัดน้ำมัน และอุปกรณ์รถเสียตรงไหนซ่อมได้ก็จะซ่อม ไม่มีการเปลี่ยนใหม่ ทำขนาดนี้แล้ว ยังแทบไม่เห็นกำไร สมชายกล่าว
สินชัย นาคทอง เจ้าของรถบรรทุกห้องเย็นรับส่งอาหารทะเล จ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า ขาดผ่อนรถมาแล้ว 10 งวด เอาไปคืนบริษัทก็ไม่รับ ไม่ยึดและไม่รับคืน ช่วงต้นปีใช้น้ำมัน 300 ลิตรประมาณ 9,000 บาท แต่ปัจจุบันต้องจ่าย 1.2 หมื่นบาท ทำให้รายได้เหลือเพียงเดือนละประมาณ 7,500 บาทเท่านั้น ราคาน้ำมันที่ทุกคนอยู่ได้อย่างไม่ลำบากคือลิตรละ 35 บาท แต่คงเป็นไปไม่ได้
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกว่า การนัดเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นการยื่นเงื่อนไขเบื้องต้นให้รัฐบาลรับรู้ถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ เพราะที่ผ่านมาได้พยายามยื่นหนังสือเพื่อเข้าหารือกับรัฐบาล แต่ไม่มีท่าทีตอบสนองแม้แต่น้อย
เราอยากคุยกับรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมมาพูดคุยกับเราเลยสักครั้ง เราไม่อยากกดดันด้วยการนำรถมาปิดถนน หรือเดินขบวน เพราะรู้ดีว่าจะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และภาพลักษณ์ของประเทศแค่ไหน แต่ถ้าไม่ยอมมาพบเราก็คงต้องมีการเคลื่อนไหว และขอยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการขนส่งทางบกไม่มีการเมืองมาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด แหล่งข่าวรายนี้กล่าว
ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางบก เรียกร้องว่า อยากให้รัฐบาลช่วยจัดการกับปัญหาส่วยรถบรรทุก ซึ่งกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ด่านชั่งน้ำหนัก เรียกส่วยจากรถบรรทุกน้ำหนักเกินในอัตราเหมาจ่าย เช่น รายละ 2-3 แสนบาท เพื่อแลกกับการบรรทุกน้ำหนักเกิน โดยติดเครื่องหมาย เช่น สติกเกอร์ เป็นสัญลักษณ์ หากไม่จ่ายก็จะโดนจับ แต่คนที่ยอมจ่ายมักจะเป็นผู้ประกอบการส่วนน้อย ซึ่งไม่มีความเข้าใจ เพราะการบรรทุกน้ำหนักเกินนอกจากจะทำให้ถนนพังเร็ว และทำให้ผู้ประกอบการถูกมองเป็นผู้ร้ายแล้วยังทำให้แชสซีส์และยางพังเร็วกว่ากำหนดแค่ 2-3 เดือนก็ต้องเปลี่ยนแล้ว แต่ถ้าบรรทุกตามปกติจะใช้ได้ถึง 2-3 ปี
เรามีสมาชิกประมาณ 6-7 หมื่นคัน ซึ่งไม่อยากให้มีการเคลื่อนขบวนไปกดดันสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน เพราะรู้ดีว่าประชาชนก็เดือดร้อนอยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไม่เจรจาเราก็คงต้องเคลื่อนไหว โดยถ้าปิดถนนแค่บางช่องจราจรก็จะทำให้คนเดือดร้อนแล้ว หรือถ้าเราไม่ออกวิ่ง เพราะไม่คุ้มที่จะวิ่ง การขนส่งสินค้าในประเทศและส่งออกก็จะชะงักไปหมด แหล่งข่าวกล่าว
ม็อบสิบล้อไม่ใช่แค่น้ำมันแพง ส่วย-ทุนข้ามชาติ เมฆดำที่คืบคลานเข้ามา
คาราวานรถบรรทุกจอดเรียงรายตามไหล่ถนน ทั้งที่ริมถนนสายเอเชีย ถนนสุขุมวิท หน้านิคมอุตสาหกรรม และที่ถนนสายนครราชสีมา-จักราช ในช่วงเช้าวันที่ 11 มิถุนายน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
