ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธิการที่สนามบินนานาชาติมาเก๊า อ้อย ม.ล.นันทิกา วีรวรรณ ผู้บริหารบางกอกแอร์เวย์ส ก็ใจดีอยากให้ทุกคนเห็นแสงสียามราตรีของเมืองเมเก๊ายามค่ำคืน จึงบอกให้พนักงานขับรถวนรอบเมืองสักรอบ เพื่อเป็นการปลุกกระแสให้ทุกคนอยากจะสัมผัสเมืองนี้อย่างจริงจัง ซึ่งใช้เวลานั่งรถชมเมืองไม่ถึงชั่วโมงก็รอบเมือง เพราะมาเก๊ามีพื้นที่เพียง 29.2 กิโลเมตร และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มาจากการถมทะเลนั่นเองย กว่าจะได้เข้าห้องพักก็ดึกดื่นแล้วสถานที่แรกที่เราไปเยือนในวันรุ่งขึ้นก็คือ โบสถ์เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ (ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบละครเกาหลีคนคุ้นเคยเพราะสถานที่นี้เป็นที่ถ่ายทำละครดังที่คนไทยติดกันงอมแงมในเรื่องเจ้าหญิงวุ่นวาย เจ้าชายเย็นชา) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชุมชนโคโลอาน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1928 เป็นโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบบาร็อกสีขาวและสีครีม มีหน้าต่างเป็นรูปวงรีและหอระฆัง ภายในมีโบราณวัตถุที่สำคัญของชาวคริสเตียนในเอเชียประดับประดาไว้อย่างสวยงาม
ด้วยเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ การจะไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็เหมือนขับรถวนไปวนมา โดยมาเก๊าเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส บ้านเมืองและสถานที่ต่างๆ จึงออกแนวผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกอย่างสวยงามและลงตัว ซึ่งเขาก็อนุรักษ์ไว้อย่างดีและสมบูรณ์ซะด้วย แป๊บเดี๋ยวก็มาถึงเวลาอาหารกลางวัน (ก็เราออกจากโรงแรมจะเที่ยงแล้ว) ไกด์คนเก่งพาไปชิม อาหารแมกกานีส ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติมาเก๊า เป็นอาหารที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างตะวันตกและตะวันออก โดยมีเครื่องเทศจากนานาประเทศในแถบเอเชียเป็นตัวชูโรง โดยหน้าตาอาหารแต่ละจานก็น่าชิมไม่น้อย รสชาติก็กลมกล่อมถูกลิ้นชาวไทยอย่างเราๆ เพียงแต่จะมีความเลี่ยนมากไปนิดเท่านั้นย ก่อนจะปิดท้ายที่ขนมทาร์ตไข่ ขนมอร่อยชื่อดังของมาเก๊าที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี
อิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินย่อย โดยเป็นไอเดียเด็ดของไกด์ ก็จริงแล้วมาเก๊าถ้ามาในช่วงอากาศเย็นคือประมาณ 10 กว่าองศาจะสามารถเดินเล่นได้รอบเมือง หรือจะเช่าจักรยานขี่รอบเมืองก็เข้าที ไกด์จึงบอกให้เดินละลายไขมันก็ละลายจริงๆ เพราะอากาศร้อนเป็นใจ เราเดินกันไปบนถนนสายโรแมนติกของทุกคู่รัก นั้นคือบริเวณพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านไทปา ที่โอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงามด้วยอาคารสีเขียวสไตล์โปรตุเกส 5 หลัง ที่มีความคลาสสิกและมีชื่อที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละหลังจะแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวมาเก๊าและชาวโปรตุเกสที่น่าสนใจ เป็นการจำลองภาพชีวิตในอดีตให้เห็น และด้วยความสวยงามและโรแมนติกของบริเวณนี้ จึงทำให้คู่รักที่กำลังจะแต่งงานเลือกเป็นสถานที่ถ่ายภาพแต่งงานกันมากมาย
และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นก็เห็นคู่บ่าวสาวหลายคู่ในชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินถ่ายรูปไปรอบ...ทำเอาชาวคณะตาร้อนไปด้วยความอิจฉากันทีเดียว... ต่อจากนั้นเดินไปไม่ถึง 5 นาทีก็เข้าถนนสายขนมหรือที่เรียกว่า ฟู้ด สตรีทย เพราะเส้นนี้เป็นร้านขายขนมชื่อดังทั้งสองฟากฝั่ง โดยขนมชื่อดังของเมืองมาเก๊าก็มีอย่าง คุกกี้อัลมอนด์ และขนมทาร์ตไข่ นั่นเอง
จากนั้นมีโอกาสไปที่ มาเก๊า ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับที่ 10 ของโลก เมื่อขึ้นไปจะมองเห็นมาเก๊าได้โดยรอบ ในระหว่างที่กำลังมองทิวทัศน์อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดลั่น ทำเอาใจสั่นนึกว่าใครพลาดพลัดตกลงไป ที่ไหนได้ด้านนอกสูงขึ้นไปอีกในชั้นย 66 เข้าจัดให้มีกิจกรรมประลองความกล้าด้วยการกระโดดบันจี้ จั๊มพ์ ขนาดมองตามลงไปก็ใจหายแทน คนโดดก็ช่างกล้าเพราะสูงถึง 338 เมตร...โอ้หัวใจจะวาย...
ปิดท้ายการเดินทางครั้งนี้ยังเหลืออีกหนึ่งที่ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญซะด้วยที่ต้องไปเยือน นั่นก็คือ ประตูโบสถ์เซ็นปอล ที่เรียกว่าประตูเพราะตัวโบสถ์ถูกไฟไหม้ในปี 1835 ทำให้เหลือเพียงประตูของโบสถ์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาเก๊าทีเดียว และหลังจากการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1991 ด้านหลังของซากโบสถ์ก็ได้มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาขึ้น เพื่อรวบรวมภาพเขียนและจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา หลุมฝังศพของบาทหลงวาลิคนาโน ผู้ก่อตั้งโบสถ์ด้วย
เดินกันจนทั่วทุกคนที่ไปร่วมทริปต่างเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่า บ้านเมืองเขารู้จักอนุรักษ์ และรักษาของเก่าที่มีคุณค่ามีประวัติศาสตร์คู่บ้านเมืองมาได้อย่างดี สมแล้วละที่เป็นแหล่งมรดกโลก เดินกันอีกแป๊บก็ต้องรีบขึ้นรถ เพราะใกล้เวลาขึ้นเครื่องบินเที่ยวขากลับของบางกอกแอร์เวย์ส มาเก๊า- กรุงเทพฯ ที่ออกบินทุกวันในเวลา 20.20 น. ที่เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเมืองไทย..
อ่านกันจนมาถึงบรรทัดนี้ก็เชื่อแหละว่าคนไทยต้องรู้จักมาเก๊ามากขึ้น เพราะเมืองนี้เป็นเมืองมรดกโลกที่สำคัญแห่งหนึ่งทีเดียวค่ะ...
กรรณิกา ใจจำนงค์
ภาพและเรื่อง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
