บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เลขที่19 ซอยพระพินิจ ถนนสาทรใต้ หรือที่ลูกศิษย์ลูกหานักการเมืองรุ่นเก๋ารู้จักกันดี ในนาม '''บ้านสวนพลู''' นิวาสถานบ้านพักอันลือลั่น ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งยงของไทย ท่านพำนักอาศัยในบ้านเรือนไทยหลังนี้มานาน 35 ปี จนถึงแก่อสัญกรรมเรือนไทยแบบภาคกลางปลูกอย่างประณีตงดงามหลังนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม ซึ่งเก็บค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 50 บาท เด็กและนักเรียนในเครื่องแบบ 20 บาท โดยมี มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้ามาบริหารบ้านเรือนไทยแห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 เป็นต้นมา
ทว่าล่าสุดอำนวย วีรวรรณ ฐานะประธาน มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 เปิดแถลงข่าวว่าจำเป็นต้องเลิกกิจการบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายนนี้
7 ปีที่ผ่านมานายอำนวย เล่าว่า ม.ล.รองฤทธิ์ปราโมช เจ้าของบ้านอนุญาตให้มูลนิธิเข้ามาใช้บ้านโดยข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมามูลนิธิเสนอขอเช่าบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ทั้งบริเวณอย่างเป็นทางการเพื่อขยายงานตามวัตถุประสงค์ คือ การสอนนาฏศิลป์และดนตรีไทย และเปิดเป็นห้องสมุด เพื่อจัดแสดงและรวบรวมผลงานของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ กอปรกับวาระฉลองครบรอบ 100 ปีม.ร.ว.คึกฤทธิ์เมื่อปี 2554 การขยายงานต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากจึงจะขอเช่าระยะยาว แต่ท่านเจ้าของบ้านไม่สะดวกที่จะให้เช่าเป็นระยะเวลานาน มูลนิธิจึงต้องเลิกการบริหารกิจการบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
เรื่องการสร้างห้องสมุดและสถานที่สอนนาฏศิลป์ มูลนิธิจึงจะต้องหาสถานที่สร้างและทำอย่างถาวรต่อไป คณะกรรมการ '''มูลนิธิคึกฤทธิ์๘๐''' ล้วนเป็นลูกศิษย์ลูกหาก้นกุฏิอาจารย์หม่อมทั้งนั้นมูลนิธินี้ตั้งขึ้นมาโดยไม่หวังผลกำไร ขณะนี้มีเงินทุนเหลืออยู่ราว 18 ล้านบาท โดยมูลนิธิยังจะดำเนินการต่อไป เพียงแต่จะไม่มีส่วนกับการบริหารกิจการบ้านอีก นายอำนวยกล่าว
ตั้งแต่เปิดบ้านให้สาธารณชนเข้าชมประธานมูลนิธิ กล่าวว่า มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ใหญ่ 20,432 คน เด็ก 7,520 คน รวม 27,952 คน แต่ค่าเข้าชมก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายอยู่ดี มูลนิธิจึงพยายามหารายได้เพิ่มโดยการจัดจำหน่ายอาหารแก่ผู้ที่เข้าชมเป็นหมู่คณะ ต่อมามีผู้สนใจขอใช้สถานที่ในการจัดงานต่างๆ โดยบริจาคเงินบำรุงมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิจะอนุญาตเฉพาะรายที่เห็นสมควร ด้วยเห็นว่าไม่เสียหาย ตรงกันข้ามการอนุญาตให้เข้ามาจัดงานนอกจากเป็นการหารายได้เพิ่มแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้คนไทยและต่างชาติ ได้รู้จัก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และวิถีการดำรงชีวิตของท่านมากขึ้นซึ่งเป็นการส่งเสริมวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่ต้องการเผยแพร่อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เพราะผู้ที่เข้ามาขอใช้สถานที่ส่วนใหญ่เป็นคู่แต่งงานที่ต้องการบรรยากาศแบบไทย สำหรับคนต่างชาติส่วนมากเป็นผู้บริหารชั้นสูงของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งต้องการให้จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทยเป็นการต้อนรับ ส่วนใหญ่บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จะจัดแสดงจากวิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพฯ และหุ่นละครเล็กโจ หลุยส์
การจัดงานเช่นนี้มีผู้สนใจมากเกินความคาดหมาย ซึ่งบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไม่สามารถจะรับได้ เพราะสถานที่และอุปกรณ์ไม่อำนวย โดยเฉพาะเรื่องการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ มูลนิธิเห็นว่าไม่ควรจะรบกวนเพื่อนบ้านตลอดไป ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้นมีความอดทนให้ความร่วมมือ เพราะเห็นว่าเป็นกิจการเพื่อส่งเสริมการกุศลและการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย นายอำนวย กล่าว
และนี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มูลนิธิแถลงถึงความจำเป็นต้องหยุดการบริหารกิจการแต่บ้านหลังนี้ก็ยังเปิดให้คนเข้ามาชมตามปกติ โดยนายอำนวย กล่าวว่า เจ้าของบ้านคงต้องบริหารดูแลแทนมูลนิธิต่อไป
ม.ล.วิสุมิตราปราโมช ธิดาคนสุดท้องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการมูลนิธินี้ด้วย อธิบายว่า ดิฉันไม่ใช่เจ้าของบ้าน เป็นแค่น้องสาวเจ้าของบ้าน (ม.ล.รองฤทธิ์) ดิฉันเข้ามาทำงานในมูลนิธิเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้บ้านหลังนี้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา แต่ก่อนบ้านหลังนี้ก็ทรุดโทรมจนเกือบร้าง กระทั่งมูลนิธิมาขอซ่อม และใช้เป็นสถานที่สืบทอดเรื่องศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรื่องโขนที่พ่อตั้งคณะขึ้นมา ถ้าจะเสียดายก็คงตรงที่กว่า 7 ปีที่บ้านเปิดขึ้นมา เด็กๆ เยาวชนจำนวนมากได้เข้ามาเดินดูของเก่าสวยๆ งามๆ ที่พ่อเก็บไว้ ได้ทั้งความรู้และสัมผัสตัวตนคุณพ่อ ส่วนการเก็บค่าเข้าดูส่วนหนึ่งนอกจากบำรุงบ้านก็ยังใช้ในการดำเนินงานเพื่อการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์อีกด้วย ต่อไปบ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สมบัติของพี่ชาย ดิฉันไม่เกี่ยว อนาคตจะอย่างไรก็สุดแล้วแต่เจ้าของบ้าน ม.ล.วิสุมิตรา สรุปทิ้งท้าย
ทั้งนี้ เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีอายุครบ 80 ปี มิตรสหายและลูกศิษย์ได้จัดงานฉลองขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2534 และในวันนั้นก็ได้รวบรวมเงินจัดตั้งเป็นเงินทุน มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในด้านนาฏศิลป์และดนตรีโดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นประธานกรรมการมูลนิธิคนแรก และมีการปรึกษาหารือกันว่าจะซ่อมแซมบ้านหลังนี้แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ '''อาจารย์หม่อม''' ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อนมูลนิธิจึงขออนุญาต ม.ล.รองฤทธิ์ปราโมช เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซมบ้าน โดยการซ่อมแซมบ้านครั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานเงินก้นถุงและรับมูลนิธิไว้ในพระราชูปถัมภ์
เมื่อซ่อมแซมเสร็จแล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2543 ทรงมีพระราชดำริว่าไม่ควรปิดบ้านไว้เฉยๆเพราะจะทำให้ทรุดโทรมอีก น่าจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันโดยเฉพาะเยาวชนได้ระลึกถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ซึ่งได้ทำคุณประโยชน์ไว้แก่ชาติบ้านเมืองไว้เป็นอเนกอนันต์ และการจัดแสดงไม่ควรจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่จัดให้เป็นบ้านเหมือนตอนอาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเรือนไทยที่อยู่อาศัยจริงๆ ไม่ใช่จัดขึ้นเพื่อแสดงหาดูได้ยาก การจัดบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในรูปที่อยู่อาศัยจะทำให้คนรุ่นหลังเห็นถึงความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ที่เน้นความสมถะเรียบง่ายและสอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งจะไม่เห็นแล้วในปัจจุบัน โดย บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เปิดให้เข้าชมเฉพาะเสาร์, อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
