ต้องยอมรับว่าเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาล พลังประชาชน กับฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆหลังจาก สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศปิดประตูตาย ศึกอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของ สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 161 และของประชาธิปัตย์ตามมาตรา 179 โดยอ้างเหตุผลเงื่อนเวลามีจำกัด
ไล่หลังมาติดๆ พรรคประชาธิปัตย์ งัดไม่ตายด้วยการประกาศยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป ครม.ลูกกรอกตามมาตรา 158 และ 159 ของรัฐธรรมนูญ
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ฝากประชาธิปัตย์หยิบเงื่อนเวลาการเปิดสมัยประชุมวิสามัญครั้งนี้มาเป็นข้ออ้าง
ยังคงยืนยันถ้อยแถลงของรัฐบาลว่าได้นำเรื่องนี้เสนอ ครม.และมีมติว่าจะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญวันที่ 9 มิถุนายน และปิดวันที่ 30 มิถุนายนนี้
ขณะที่ล่าสุดรัฐบาลอ้างว่ามีพระบรมราชโองการปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญมาแล้ว ในวันที่ 28 มิถุายน ทั้งๆ ที่ประชาชนทั้งประเทศและฝ่ายค้านไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมได้ตราออกมาแล้ว
เมื่อรัฐบาลได้แต้มต่อด้วยหยิบเงื่อนเวลา ปิดล็อกประตู อีกชั้น ฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ จึงต้องพยายามหาช่องทางที่จะเข้าตีทะลุทะลวงปิดเกมให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะตั้งตัวได้ทันแน่
ยังคงยืนยันยื่นญัตติซักฟอก ครม.ให้ได้ทันอย่างช้าวันที่ 18 มิถุนายนนี้ พร้อมทั้งกางรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมโดยพบว่า ตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า เมื่อมีการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลไม่สามารถยุบสภาหนีได้ และเมื่อยื่นญัตติไปแล้วข้อบังคับการประชุมก็กำหนดว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องทำการตรวจสอบญัตติ พร้อมรายชื่อผู้ยื่นญัตติให้เสร็จภายใน 7 วัน
ดังนั้นเผือกร้อนจึงต้องไปตกที่ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพราะหากไม่บรรจุระเบียบวาระ ย่อมเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้มีกระแสข่าวมาเป็นระยะว่า หาก ชัย วางตัวไม่เป็นกลางให้สมเกียรติประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ จะนำไปสู่การยื่นถอดถอน ชัย ออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาในที่สุด
ซึ่ง ชัย ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ล่าสุดประธานรัฐสภาออกมาแบไต๋ว่า พร้อมที่จะบรรจุระเบียบวาระภายใน 3 วัน
แต่หากไม่เป็นตามนี้ ยังมีอีกช่องทางคือ ตามมาตรา 129 ที่ระบุให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 210 ของสมาชิกทั้งหมดเท่ามีอยู่ทั้งสองสภา มีสิทธิ์เข้าชื่อ ยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้
ช่องทางนี้คงไม่ยากเกินไปที่พรรคประชาธิปัตย์ จะไปผนึกกำลังกับ ส.ว. 61 คน ที่เคยเข้าชื่อขอยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ
แต่แว่วมาว่าหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะสกัดกั้นได้ก็เตรียมหาช่องทางบีบวันอภิปรายให้เหลือน้อยที่สุด เพราะหากมีการอภิปรายจริงต้องมีการเว้นระยะไว้ 1 วันก่อนที่จะลงมติ
โดยเหตุผลสำคัญที่สุดที่ สมัคร พยายามเลี่ยงการอภิปรายเพราะ กลัวว่า ส.ส.ในพรรคพลังประชาชน จะไม่ลงคะแนนเสียงไว้วางใจ
เพราะจะเป็นการสะท้อนความจริงว่า สมัคร ไม่ได้มีอำนาจการควบคุมเสียงในพรรค ที่ขณะนี้มีความขัดแย้งสูง และสุมเสี่ยงต่อการที่จะถูกพรรคร่วมรัฐบาล แหกโผ ไม่ไว้วางใจ แม้มีเสียงเดียวเกิดขึ้นย่อมกระทบรัฐบาลเป็นแน่
ดังนั้นเมื่อไม่สามารถสกัดกั้น จึงต้องหาทางปิดเกมให้เร็วที่สุดด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง
แต่ก็ไม่อาจที่จะทัดทานมติของพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพราะสุดเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี พร้อม ครม.อีก 8 คน ได้แก่
สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ข้อหาภาวะผู้นำบกพร่อง สนองอำนาจอดีตนักการเมืองผู้มีพระคุณ เลือกรัฐมนตรีไม่เหมาะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยให้รัฐมนตรีรังแกข้าราชการ ปล่อยปละละเลยปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จนความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ในกรณีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กรณีการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ
นพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ กรณีเขาพระวิหาร
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงที่ไม่เป็นธรรม และกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่เกินเวลา 60 วันหลังจากที่กฎหมายประกาศใช้ สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม พร้อมลูกน้อง ทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม ในกรณีการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน
และสุดท้าย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีไม่เหมาะสมข่มขู่ คุกคามข้าราชการ และเล่นงานฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนโดยเตรียมยื่นประธานรัฐสภาในวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 10.30 น. รัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลเป็นอย่างอื่นที่จะขัดขวางกระบวนการตรวจสอบในรัฐสภา เพราะอย่างน้อยที่สุดข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ก็กระทบต่อการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี
เพราะหลังจากที่ออกมาปูดข้อมูลการทุจริตในการปรับโครงสร้าง ขสมก. โดยยกเลิกรถเมล์ร้อน 3,000 คัน แล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์แอร์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี 6,000 คัน มีการจ่ายใต้โต๊ะกว่า 6,000 ล้านบาท ทำรัฐเสียหายร่วม 1 หมื่นล้านบาท
จึงเป็นต้นเหตุให้ ครม.ระงับเรื่องนี้เอาไว้ก่อน อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเบรกเกมร้อนของพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่สามารถที่จะสกัดกั้นการอภิปรายได้
ดังนั้นนาทีนี้เงื่อนเวลาปิดสมัยประชุมในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จึงไม่ใช่เหตุผลสำคัญสำหรับพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป
นั่นเพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อกระบวนการตรวจสอบในสภาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ การตรวจสอบฝ่ายการเมืองจะเคลื่อนลงสู่ท้องถนน
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าแนวร่วมการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไม่ได้มีแค่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการตรวจสอบในระบบรัฐสภาตามที่ได้มีการเรียกร้องตลอด
สุดท้ายการเมืองนอกสภาก็พร้อมที่จะเคลื่อนทัพทันที โดยเฉพาะเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ส.ว.สายสรรหา ซึ่งทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน พร้อมที่จะลุกฮือขึ้นมาเคลื่อนไหวรับช่วงต่อทันที
บัญชา แข็งขัน
บอลยูโร..พ่นพิษผุดเซียนใหม่ ป.4-มัธยม
ศึกยูโร 2008 นักพนันรับทรัพย์อู้ฟู่ โต๊ะบอลใน กทม.เจ๊งระนาว คาดจบรอบแรกโต๊ะบอลทั่วประเทศจะสูญหลายร้อยล้าน พบเด็กนักเรียนเซียนพนันหน้าใหม่อื้อ เด็กสุดแค่ชั้น ป.4 เมินมาตรการปราบปรามของ สตช.เหตุปากว่าตาขยิบ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
