รมว.ต่างประเทศ กางแผนที่เขาพระวิหารแจง สื่อ ยืนยัน ไทยไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ย้ำผลสำเร็จ ไม่ได้มาจากผลประโยชน์ทับซ้อนของอดีตนายกฯ ด้าน นักวิชาการไทยคดีศึกษา มธ. ยัน ไทยเสียเปรียบทุกประตู หากไม่ยืนยันยึดหลักเขตแดนไทยต่อกัมพูชานพดล ปัทมะ
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำแผนที่บริเวณที่มีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกมาชี้แจง โดยยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เจรจากับกัมพูชา เพื่อไม่ให้เกิดความรุกล้ำพื้นที่ทับซ้อนในที่ดินของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเจ้ากรมแผนที่ทหารได้ลงพื้นที่สำรวจรางวัดอย่างละเอียด เป็นเวลา 3 วัน และสามารถตกลงกับกัมพูชาได้ ก่อนที่ทางกัมพูชาจะมีการเสนอไปที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่ประเทศแคนาดาระหว่างวันที่ 2 - 10 กรกฎาคมนี้
นายนพดล กล่าวว่า ยืนยันว่า ทางการกัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ซึ่งจะไม่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการทำงานหนักของกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาจากผลประโยชน์ทับซ้อนของอดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหา
ขณะที่ พล.ท.แดน มีชูอัฐ เจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ก็ยืนยันเช่นกันว่า กระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่ทำให้ไทยเสียหาย
ด้าน นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการแถลงข่าวข้อเท็จจริงจากพื้นที่กรณีขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของมนุษย์ว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารต่อยูเนสโกเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2550 ซึ่งฝ่ายไทยได้เตรียมกำหนดท่าทีที่เหมาะสมต่อกรณีดังกล่า โดยเสนอให้มีการจดทะเบียนร่วมกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 12-13 ม.ค.2551 ผลการประชุมที่เมืองเสียมราฐอย่างไม่เป็นทางการโดยฯพณฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทย โดยย้ำเส้นเขตแดนที่ปรากฎในแผนที่ของฝรั่งเศส และจะเสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว และในวันที่ 15 พ.ค.2551 นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้หารือกับนายสก อัน รองนายก และรมต.ประจำสำนักนายกฯของกัมพูชา
"จากนั้นวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา กัมพูชาร่างแผนที่แนบท้ายคำขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกขึ้นมาใหม่ โดยไม่เกินขอบเขตพื้นที่ของไทยตามมติครม.ไทย พ.ศ.2505 และเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณา การกระทำดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ยอมรับการปักปันเขตแดนของไทย และในการประชุมครม.ของไทยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2551 ครม.มีมติยอมรับการรับรองแผนที่แนบท้ายการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา โดยนายนพดลยืนยันว่าไทยไม่เสียดินแดนอย่างแน่นอน แต่ยังไม่มีใครเห็นแผนที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่ไทยไม่ยืนยันหลักเขตแดนของไทยตามมติครม.ปี 2505 กลับไป แต่ยอมรับแผนที่ของกัมพูชานั้น แม้ว่าจะไม่เสียดินแดนตามที่นายนพดลกล่าวอ้าง แต่จะมีผลทำให้หลักปักปันเขตแดนไทยเลือนลงและไม่แน่นอน ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลไทยยอมรับอธิปไตยของฝ่ายกัมพูชา อันจะทำให้เกิดช่องว่างของเส้นเขตแดนไทยขึ้น"
นายประกาสิทธิ์ กล่าวว่า คณะวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้เรื่องพื้นที่ทับซ้อนเป็นประเด็นทางมิติความคิด ไทยมีแผนที่ L7017 และมติครม.พ.ศ.2505 ที่แสดงเส้นอาณาเขตชัดเจน แต่รัฐบาลไทยพยายามบิดเบือนความเข้าใจของสังคมไทยเสมอมาว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ในขณะที่กัมพูชามีความชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชาโดยสมบูรณ์ ยึดถือตามแผนที่ฝรั่งเศส นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังปล่อยปละละเลยให้กัมพูชากระทำการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชุมชน ร้านค้า ชุมชนวัด การตัดถนนรุกล้ำเข้ามาในไทย โดยที่ไทยไม่พยายามต่อต้านอย่างแข็งขัน ต่อเนื่อง ถือว่าเป็นการยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือพื้นที่ของไทยโดยพฤตินัย และเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมายปิดปาก ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ไทยจะต้องสูญเสียดินแดน
"การที่นายนพดล ออกมาระบุว่า กัมพูชายอมถอย ให้ตามข้อเรียกร้องของไทย และเรากำลังอยู่ในฐานะได้เปรียบกัมพูชานั้น จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างภาพให้คนไทยทั้งประเทศหลงดีใจและตกหลุมพรางที่กัมพูชาสร้างขึ้น อาจทำให้ไทยต้องเสียดินแดนให้กับกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง" นายประกาสิทธิ์ กล่าว