อ.จุฬาฯ ชี้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหารใหม่ได้ หวั่นกระแสชาตินิยม สร้างความขัดแย้งภายในประเทศไทย นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แจงหากยูเนสโกไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา เสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ควรเป็นการทำร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง กรณีเขาพระวิหารกับอนาคนไทยในภูมิภาค นายสุธาชัย แย้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงเขาพระวิหารในมิติทางประวัติศาสตร์ สาเหตุของความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากการปลุกกระแสชาตินิยม และตั้งแต่ที่รัฐบาลไทยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกด้วยความจำใจและขอสงวนสิทธิ์ ตั้งแต่ปี 2505 เขาพระวิหารก็ถูกปิดหลายปี จนกระทั่ง 15 ปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาก็ดีขึ้น และมีการเปิดเขาพระวิหารให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวอีกครั้ง ซึ่งไทยก็ได้ผลประโยชน์เพราะทางขึ้นอยู่ทางไทย
สำหรับเหตุการณ์ปัจจุบัน ผมคัดค้านกลุ่มชาตินิยมสุดขั้ว ต้องยอมรับความจริงว่า เสียเขาพระวิหารไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมๆกับการสูญเสียเมืองเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ทั้งในโลกสมัยใหม่เรื่องของลัทธิชาตินิยมก็ไม่เป็นผลดีต่อใคร ผมอยากเห็นประเทศไทยกับกัมพูชาพิจารณาเรื่องนี้อย่างสันติ การอ้างเขาพระวิหารว่าเป็นของไทยเป็นสิ่งที่ไม่ควร และการเรียกร้องเขาพระวิหารคืนจะก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ นายสุธาชัย กล่าว
นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนักวิชาการกัมพูชาต่อกรณีปัญหาเขาพระวิหาร จะเห็นว่า รัฐบาลกัมพูชา ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้มากนัก ซึ่งก็มีการนำเสนอข่าวบ้างพอควร ทั้งนี้เพราะกัมพูชาก็มีบทเรียนจากการปลุกกระแสชาตินิยมมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อหวังผลทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้กลายเป็นไฟลามทุ่ง จนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทย ทำให้ประเทศกัมพูชาก็ต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 30 ล้านดอลล่าร์ซึ่งเป็นเงินมหาศาลสำหรับกัมพูชา ทั้งนี้เว็บไซด์เกี่ยวกับเขาพระวิหารที่จัดทำโดยคนกัมพูชา จะแสดงความหวาดระแวงไทย และระบุว่า ไทยน่าจะปล่อยให้กัมพูชาอยู่ของกัมพูชาไป ส่วนเรื่องที่ไทยเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชานั้น คนกัมพูชาก็หวาดระแวงว่า จะสูญเสียเขาพระวิหารเช่นกัน
น่าเป็นห่วงว่า ความขัดแย้งภายในประเทศไทย จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และหากยูเนสโกไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา อาจทำให้กระแสชาตินิยมของกัมพูชารุนแรงขึ้น จนควบคุมไม่ได้ และหากต้องถึงกับปิดด่านชายแดน ชาวบ้านทั้ง 2 ฝ่ายก็เดือดร้อน จึงน่าจะหาวิธีการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ นางพวงทอง กล่าว
นายชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า แถลงการณ์ร่วมจะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาเนื้อหา แม้ว่านายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ จะลงนามไปแล้วก็ตาม หากเนื้อหาภายในมีการระบุให้ไทยต้องปฏิบัติตามอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นสนธิสัญญา ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่กลไกของสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า เนื้อหาแถลงการณ์ร่วม ระบุถึงพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อยุติ หากพื้นที่ดังกล่าวสร้างพันธะกรณีต่อฝ่ายไทย ก็ต้องนำเรื่องเข้าสภา ส่วนเรื่องการเสียดินแดนนั้น อ่านแล้วไม่พบเรื่องที่ทำให้เราสูญเสียดินแดนในแถลงการณ์ร่วม เพราะมีการเขียนล็อคไว้หมดแล้ว โดยระบุว่าการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร จะไม่ส่งผลต่อการเจรจาของคณะกรรมการปักปันเส้นเขตแดน เพียงแต่เขียนไม่ชัดเจน เพื่อความสบายใจก็ควรระบุข้อความให้ชัดเจนกว่านี้
ผมคิดว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ควรเป็นการทำร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา และเมื่อรมว.ต่างประเทศระบุว่า แถลงการณ์ร่วมไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ก็น่าจะไปเจรจากับกัมพูชาใหม่เพื่อขึ้นทะเบียนร่วมกัน ส่วนเรื่องพื้นที่ทับซ้อนก็ใช้วิธีบริหารร่วมกัน นายชุมพร กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
