(27มิย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวหลังการลงมติไม่ไว้วางใจว่า เป็นไปตามความคาดหมายที่พรรคร่วมรับบาลจะยกมือโหวตไม่ไว้วางใจนายสมัคร และรัฐมนตรี 7 คน เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนคนที่งดไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน กรณีลงญัตตินายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ต้องไปสอบถามความเห็นส่วนตัวของสมาชิกท่านนั้น เพราะมีการบันทึกการลงคะแนนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ข้อมูลที่พรรคนำมาอภิปรายเป็นประโยชน์ ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดใจกว้าง นำไปพิจารณาเดินหน้าต่อไป ซึ่งข้อมูลของพรรคมีน้ำหนักต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลากร วิธีการบริหาร รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่น แก้ปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนในขณะนี้เป็นขั้นตอนปกติของรัฐสภา เพราะหากไปดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านไม่เคยโหวตชนะในการลงคะแนนเพียงแต่ว่ารัฐบาลต้องตระหนักว่าเสียงข้างมากที่ใช้ในการบริหารประเทศ ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้น อะไรที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบของฝ่าย รวมถึงสาธารณชน รัฐบาลต้องรับฟัง เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง บรรยากาศบ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ามีความเสียหายที่ต้องระงับยับยั้ง หรือบรรเทา ในกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งพรรคก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้หยุดแค่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น โดยจะมีกระบวนการทำให้คณะกรรมการมรดกโลกได้รับทราบข้อเท็จจริง และความคิดเห็นของคนไทยจำนวนหนึ่งต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้พรรคพอใจในการทำงานของพรรค ส่วนผู้ฟังจะมีความเห็นอย่างไรต้องตัดสินใจเอง เชื่อว่าการดำเนินการเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 ประเทศ หากรัฐบาลดำเนินการด้วยความถูกต้องทั้ง 2 ฝ่าย ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น แต่กระบวนการตั้งแต่ต้นไม่โปร่งใส และจนถึงวันนี้ในประเทศไทยเองก็ไม่สามารถทราบมติ ครม. ในวันที่ 17 มิ.ย. และวันที่ 24 มิ.ย. เกี่ยวกับการลงนาม และการแก้ไขถ้อยคำว่า เป็นอย่างไร แต่ได้ทราบเพียงแถลงการณ์ร่วม เห็นแผนที่ และแผนผังเท่านั้น โดยเกิดขึ้นก่อนที่จะมีมติ ซึ่งประเด็นนี้เท่าที่ทราบในกัมพูชา พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาก็เรียกร้องเรื่องความโปร่งใส ดังนั้นสาเหตุทั้งหมด มาจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล อย่าไปโทษเรื่องอื่น เราต้องทำให้คนทั้ง 2 ประเทศรู้สึกเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกัน โดยไม่คิดถึงเรื่องผลกระทบด้านเขตแดน
นายอภิสิทธิ์ กล่าววว่า หลังจากนี้พรรคจะดำเนินการ 2 เรื่อง ยื่นศาลรัฐธรรมวินิจฉัยมติ ครม.ที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้นายทิวา เงินยวง นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค คณะทำงานด้านกฎหมาย ไปยกร่างคำร้องและทำหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้มอบหมายให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ไปดำเนินการ
เมื่อถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาล ต้องปรับ ครม. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยอมรับว่า ข้อมูลอภิปรายต้องไปกระทบต่อตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ภาพรวมในแง่ของท่าทีรัฐบาล ถือเป็นเรื่องสำคัญในการมั่นใจ ว่าจะไม่มีปมปัญหาในการบริหาร การเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่โยงใยไปถึงผู้มีอำนาจเดิม หากรัฐบาลทุ่มเทความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ฟื้นฟูประชาธิไตย จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด โดยต้องเริ่มจากนายกรัฐมนตรีลงมา ส่วนจะมีการเคลื่อนไหวของประชาชนนอกสภา หรือไม่นั้น ตนคงตอบไม่ได้ เพราะขณะนี้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การปรับ ครม.จะเพียงพอต่อความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อสภาลงมติไปแล้ว ก็ต้องยอมรับมติเสียงข้างมาก แต่นายกรัฐมนตรีต้องใช้สภาให้เป็นประโยชน์ คือทบทวนดูว่า ข้อเท็จจริงในการอภิปรายมีอะไรบ้างที่นำไปใช้และมีประโยชน์ เพื่อปรับปรุงการทำงาน ตรงนี้จะเป็นการสะท้อนให้เห็นคุณค่าในการทำงานในระบบรัฐสภา ที่มีรัฐบาลและฝ่ายค้าน
เมื่อถามว่า ก่อนการลงญัตติไม่ไว้วางใจ มีการหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐ จึงทำให้มองว่า ส.ส.ลงมติไม่เป็นอิสระ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาจจะมีแรงกดดันบ้าง แต่จะบอกว่าไม่เป็นอิสระคงไม่ใช่ ต้องอาศัยความกล้าหาญเท่านั้นเอง
ดีเอ็นเอ...คลี่ปมคดีผ่าทางตันฆาตกรรมสมชาย
การตรวจดีเอ็นเอจากวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้มัดตัวฆาตกรไม่ให้ดิ้นหลุด คดีการหายตัวไปของ ทนายสมชาย เป็นอีกคดีที่รอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อผ่าทางตัน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
