หลังจากศาลปกครอง มีคำวินิจฉัยมาแล้วว่า ให้การคุ้มครองชั่วคราวกรณีเขาพระวิหาร และห้ามใช้มติ ครม.เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่อนุมัติให้ไทยร่วมแถลงการณ์กับกัมพูชา สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกระทั่ง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ยังคงไม่มีความเร่งรีบที่จะดำเนินการใดๆ จากรัฐบาล เพื่อยับยั้งสิ่งที่ได้กระทำไป
นายกฯ พ่อครัว สมัคร สุนทรเวช เลือกที่จะเดินทางไปเยือนจีน กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์... แน่นอน ย่อมไม่ลืมพา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อความอุ่นใจ ไร้กังวลเรื่องปฏิวัติ-รัฐประหาร
ส่วน นพดล นั้นมีภารกิจที่กระทรวงในช่วงสายของวันเดียวกัน ต้อนรับประธานวุฒิสภาของญี่ปุ่น
ไม่มีใครในรัฐบาลนี้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องใหญ่ของประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทั้งที่รู้ดีว่า วันที่ 2 กรกฎาคม หรืออีก 2 วันข้างหน้า จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ ควิเบก ประเทศแคนาดา และอาจมีเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าไปพิจารณาด้วย
ทั้งที่รู้ดีว่า เรื่องนี้ สร้างความกังวลให้แก่มวลหมู่ชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก จะเป็นเหตุให้เกิดการเสียดินแดน
เพราะหากคณะกรรมการมรดกโลกประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามคำเสนอของกัมพูชาแล้ว พื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจนแต่ในทุกวันนี้เต็มไปด้วยชนชาวกัมพูชายึดครองอยู่นั้น จะกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาตามแผนของกัมพูชาหรือไม่
ปากบอกว่า ยอมเขาเฉพาะตัวปราสาท ที่ศาลโลกพิพากษา
แต่กลับนิ่งเฉยต่อเสียงเรียกร้อง โดยเฉพาะเสียงของคน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ให้ไปดูพื้นที่
จะได้เห็นกับตาว่า ที่บริเวณหน้าทางขึ้นปราสาทพระวิหารนั้น ความเข้าใจของกัมพูชาในเรื่องเขตแดนเป็นอย่างไร
ถ้าตาไม่บอด ตาไม่เอียง ก็น่าจะเห็นได้ชัดว่า พวกที่ยึดครอง ตั้งหลักแหล่งค้าขายอยู่ตรงนั้น ล้วนแต่เป็นคนกัมพูชา
น่าเสียดายที่รัฐบาลละเลย เพิกเฉยอ้างว่า หน่วยงานอื่น ทั้งตำรวจทหาร ฝ่ายปกครองรายงาน... ราวกับจะรอให้ถูก กฎหมายปิดปาก บังคับเอาอีกครั้ง !
นี่ยังไม่นับถึงความจงใจที่จะละเลยสิทธิที่ไทยเชื่อว่ามีแต่แรก ด้วยการยื่นเรื่องคัดค้านคำพิพากษาเอาไว้ เพราะตอนนั้นไม่เชื่อในหลัก กฎหมายปิดปาก พิพากษา แต่ไม่ยึดหลักสากล ที่ใช้ สันปันน้ำ เป็นหลักแบ่งอาณาเขตของศาลโลก
ชัดเจนว่า 2 วันก่อนที่คณะกรรมการมรดกโลก ยังไม่มีคำขอเปลี่ยนแปลงการให้การสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อย่างเป็นทางการจากไทย
แล้วมันจะทันกินหรือ ??
ต่อให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 1 กรกฎาคม ทำตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัด ถามว่า กัมพูชา จะถอนเรื่องตามที่ไทยร้องไปได้ทันหรือ ?
การจงใจที่จะไปตั้งวงถกเถียงขอบเขตของคำวินิจฉัยของศาล และคำสั่งคุ้มครองมีมากน้อยเพียงใด หรือบางคนเสนอให้กฤษฎีกาตีความ ถือเป็นความพยายามที่จะ เฉย-ดื้อ-ยื้อ ปล่อยเวลาทิ้งไป รอให้คณะกรรมการมรดกโลกเป็นผู้ชี้เองว่า จะขึ้นทะเบียนให้กัมพูชาหรือไม่
ถ้าไม่พิจารณาก็ดีไป แต่หากมีการขึ้นทะเบียนล่ะ นพดล จะทำอย่างไร ก็ในเมื่อ ขอบเขตอำนาจศาลปกครองนั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องราวที่ดอดไปคุยกันนอกประเทศ
เสียงคัดค้าน เรียกร้องให้ทบทวนแถลงการณ์ร่วมกัมพูชาดังขนาดนี้ ใครจะรับประกันได้ว่า ความสงบ-สันติ จะยังมีอยู่ในบ้านในเมืองของเรา
ทุกวันนี้ความขัดแย้งที่คุกรุ่น รอเพียงน้ำมันสาดซัดใส่ให้เปลวไฟกระพือลามเลียไปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
นพดล เองก็รับรู้รสชาตินั้นมาแล้วไม่ใช่หรือ
ขนาดเดินการกุศล เคียงข้างทูตสหรัฐ ก็ยังมีคนมาตะโกนด่า
นพดล ขายชาติ !
นพดล อาจไม่รู้สึกรู้สา ทำสีหน้าเรียบเฉย เพราะเชื่อในสิ่งที่ได้ทำลงไป ไม่ว่าจะเพราะรู้ หรือไม่รู้ ก็ตามที
แต่ท่าทีนิ่งเฉยของรัฐบาลในฐานะตัวแทนปวงชนที่เข้ามาบริหารประเทศ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งที่เวลามีจำกัดเช่นนี้ไม่ได้
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้มองไม่ออกว่า รัฐบาลจะหนีข้อหา ขายชาติ ไปได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ก็เสี่ยงเกินไปไหม ที่จะปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไป มีการทำร้ายประเทศชาติเช่นนี้
หากวันเวลาผ่านไปแล้วมี คนไทย ที่รู้จักมักคุ้นกับรัฐบาลนี้ ไปได้สัมปทานกิจการงานใดกับกัมพูชา โดยเฉพาะกิจการที่เป็นข่าวในช่วงเดียวกันกับความพยายามผลักดันเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือ สัมปทานกิจการพลังงาน ที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย ข้อกล่าวหา ขายชาติ ก็จะตอกตรึงติดหน้าผากไปยันลูกยันหลาน
ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้น จะไม่ได้คิด หรือรู้สึกอะไรกับคำว่า ขายชาติ ด้วยเพราะคิดว่า เรื่องการสูญเสียดินแดน หรือข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ทำให้ไทยอาจสูญเสียอธิปไตยนั้น ไม่เกี่ยวกับธุรกิจร่วมกับกัมพูชาของตน
อีกอย่าง... มันก็แค่ดินแดนที่ศาลโลกพิพากษาแล้ว ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ใครมีหน้าที่อะไรก็จัดการไปสิ เกี่ยวอะไรกับธุรกิจ-สัมปทาน ...?
เชื่อสิมีคนคิดแบบนี้...!
แต่ถ้าถามเรา-ท่านทั้งหลาย คงสรุปได้ไม่ยากว่า นี่มันขายชาติชัดๆ !
ศรายุทธ สายคำมี
เสียงร้องจากปั๊มก๊าซไม่มีปัญญากักตุน แต่ ปตท.ส่งให้น้อย
ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของผู้ใช้รถยนต์ก๊าซแอลพีจี ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถบ้าน อันเนื่องมาจาก ปัญหาก๊าซขาดแคลนแบบเฉียบพลันในระยะ 2-3 วันที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
