ส.ว.ส่งเรื่องให้ กกต.ฟันชัย ชิดชอบ สิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.สง-พ้นตำแหน่งประธานสภา ยันมีหลักฐานถือหุ้นใหญ่ในบริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ ที่ได้รับสัมปทานเหมืองหินเข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เรียกร้อง ส.ส.เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อศักดิ์ศรีของสภานายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ระบบสรรหา เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนว่า ได้ส่งเรื่อง นายชัย ชิดชอบ ส.ส.แบบสัดส่วนกลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้คณะคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )วินิจฉัยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ของ นายชัย ว่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรรมนูญ มาตรา 106(6) หรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานที่เชื่อว่า นายชัย มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มตรา 265(2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ
นายเรืองไกร กล่าวว่า ถ้า กกต.พิจารณาเห็นว่า นายชัย มีการกระทำต้องห้ามและสมาชิกภาพของ ส.ส.ของนายชัยสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 10 (11) กกต.มีอำนาจหน้าที่ส่งเรื่องไปยัง ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายชัยต่อไป
'ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายชัยสิ้นสุดสมาชิกภาพ นายชัยต้องพ้นจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย' นายเรืองไกรกล่าว
นายเรืองไกร กล่าวว่า หลักฐานที่เชื่อว่า นายชัยมีการกระทำต้องห้าามตามรัฐธรรมนูญได้จากการตรวจสอบข้อมูลการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายชัยที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 พบว่า นายชัยถือหุ้นอยู่ในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์(1991) จำกัด จำนวน 75,000 หุ้นมูลค่า 7.5 ล้านบาท ขณะที่นางละออง ชิดชอบ ภรรยา มีหุ้นอยู่ในบริษัท เดียวกันจำนวน135,000 หุ้น เป็นมูลค่า 13.5 ล้านบาท จากหุ้นทั้งหมดของบริษัท 150,000 หุ้น มูลค่า 15 ล้านบาท ทั้งนี้นางละอองยังเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวอีกด้วย และเพิ่งลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551
นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมือนแร่พบว่า บริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ฯ ประกอบธุรกิจโม่ บด ย่อย หินและได้รับสัมปทานเหมืองหินอุตสาหกรรมจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมือนแร่ ประทานบัตรเลขที่ 27261/15163 ที่สวายจิก อ.เมือง บุรีรัมย์เนื้อที่ 210 ไร่ 3 งาน 12 ตร.วา ตั้งแต่ 4 กันยายน 2539 อายุประทานบัตรครั้งแรกอายุ 10 ปีหมดอายุเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2549 และมีการต่ออายุสัมปทานออกไปอีก 15 ปีตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2549- 3 กันยายน 2564
ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การที่นายชัยและภรรยาถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ฯได้รับสัมปทานเหมืองหินฯดังกล่าวจากรัฐเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า นายชัยเข้าข่ายมีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265(2)ที่บัญญัติไว้ส่วนหนึ่งว่า 'สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร....ต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าวจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม'
นอกจากนั้น มาตรา 265 วรรคสาม ยังบัญญัติไว้ว่า 'ให้นำความใน (2) (3) และ (4) มาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นที่ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทำการตามมาตรานี้ด้วย'
นายเรืองไกร กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ตนเห็นว่า สมาชกิภาพของนายชัย ชิดชอบน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว จึงอยากให้ กกต.พิจารณาเรื่องนี้โดยเร็วเพราะประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งสำคัญ เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติควรเรื่องให้มีความชัดเจนโดยเร็วเพราะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและสถบันอังทรงเกียรติ
'นอกจากนั้นอยากเรียกร้องให้ ส.ส.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายชัยโดยตรงทำหน้าที่ของตนเองโดยเข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่เพื่อส่งคำร้องประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อความสง่างามและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรเอง' นายเรืองไกร กล่าว
นายเรืองไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนายชัยดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะรับพิจารณาเรื่องของตัวเองได้ สมควรให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่แทนประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับเรื่องไปพิจารณา
ข้อมูลจาก มติชน
