กรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เตรียมจะดำเนินการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณากรณี นายชัย ชิดชอบ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265(2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 106(6) และต้องพ้นจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนายเรืองไกรได้ตรวจสอบข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายชัยที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ซึ่งนายชัยแจ้งว่าถือหุ้นในบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด จำนวน 75,000 หุ้นมูลค่า 7.5 ล้านบาท ขณะที่นางละออง ชิดชอบ ภรรยา มีหุ้นอยู่ในบริษัทเดียวกันนี้ 135,000 หุ้น มูลค่า 13.5 ล้านบาท จากหุ้นทั้งหมดของบริษัท 150,000 หุ้น มูลค่า 15 ล้านบาท โดยนางละอองเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว และเพิ่งจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา
บ.ศิลาชัยฯ ประกอบธุรกิจโม่ บด ย่อย หิน ได้รับสัมปทานเหมืองหินอุตสาหกรรมจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ประทานบัตรเลขที่ 27261/15163) ที่สวายจิก อ.เมือง บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2539 อายุประทานบัตรครั้งแรก 10 ปี โดยได้รับการต่ออายุมาตลอด และล่าสุดจะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2556
รัฐธรรมนูญมาตรา 265(2) กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส.ไว้ว่าต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในขณะที่มาตรา 265 วรรคสาม บัญญัติให้นำความใน (2) (3) และ (4) มาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรของ ส.ส.และ ส.ว. ตลอดจนบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของ ส.ส.หรือ ส.ว. นั้นที่ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทำการตามมาตรานี้ด้วย นายเรืองไกรระบุ
ซึ่งนายเรืองไกรจะยื่นเรื่องต่อ กกต.ดำเนินการต่อไป ซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 10 (11) กำหนดให้ กกต.มีอำนาจหน้าที่ส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่ กกต.เห็นว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.คนใดสิ้นสุดลง เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
บังเอิญว่า นายชัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็คงเป็นหน้าที่ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะเป็นผู้ดำเนินการ
และงานนี้ เผลอๆ ปู่ชัย อาจจะเจอข้อหา แจ้งความเท็จ ด้วย เพราะเงินลงทุนของนายชัยและนางละอองใน บ.ศิลาชัยฯนั้นรวมกันเป็นเงิน 21 ล้านบาท แต่ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามหนังสือรับรอง ที่ บธ.-อ 012731 ออกให้ ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2551 บอกว่า บริษัททุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท ...เท่ากับว่านายชัยและภรรยายื่นบัญชีแสดงเงินลงทุนในหุ้น บ.ศิลาชัยฯสูงกว่าที่จดทะเบียนไว้!?!
นายชัยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า บ.ศิลาชัยฯ เป็นธุรกิจที่ทำมาตั้งแต่อายุ 30 ปี ถือว่าเป็นอาชีพดังเดิม และได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้ว และมั่นใจว่าไม่ได้ปกปิดทรัพย์สิน และสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้
ผมถือว่าไม่ได้ผิด ผมเป็นผู้แทนราษฎร ขอให้สังคมตรวจสอบเลยว่าผมคิดคดกบฏโกงตรงไหน ปู่ชัยยืนยันความบริสุทธิ์
สุดท้าย กลไกของ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบเรื่องนี้
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
