รายงานพิเศษถือเป็นคดีแรกที่ศาลอาญานัดตัดสินในคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตรง ในคดีหลีกเลี่ยง การชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
คดีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันโดยความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท และภาษีที่หลีกเลี่ยงจำนวน 546 ล้านบาท อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
ศาลโดยนายปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ ผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดี ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ในเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ก.ค.
คุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์และนางกาญจนาภาได้มาฟังคำตัดสิน โดยมีพ.ต.ท.ทักษิณและลูกชาย ลูกสาว มาร่วมฟังอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีดำที่ อ.1149/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อายุ 59 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อายุ 51 ปี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน อายุ 51 ปี เลขานุการ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในข้อหาความผิดร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
ยื่นฟ้องข้อหาที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2540 จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย หรือวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน เป็นเหตุให้รัฐขาดรายได้ จากการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรจำนวน 273,060,000 บาท
ข้อหาที่ 2 ระหว่างวันที่ 18 พ.ค.2544-30 ส.ค.2544 จำเลยที่ 1 และ 2 จงใจบังอาจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเหตุให้รัฐเสียรายได้เป็นเงิน 273,060,000 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 273,060,000 บาท รวมเป็นเงิน 546,120,000 บาท
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบโดยตลอดแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนายกหุ้นในบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีนางดวงตา วงศ์ภักดี ถือหุ้นแทน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น แต่ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด(มหาชน) ซื้อขายหุ้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2540 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 164 บาท รวมเป็นเงิน 738 ล้านบาท แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาแทน โดยจ่ายเป็นเช็คผ่านบริษัทหลักทรัพย์ภัทร เมื่อบริษัทหลักทรัพย์ภัทรหักค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมเฉพาะชำระราคาค่าหุ้นแก่น.ส.ดวงตา โดยเช็คดังกล่าวได้นำไปเข้าบัญชีธนาคารเดิมของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายทุกขั้นตอน
ต่อมาในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีอากรปี 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำมูลค่าหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำค่าหุ้นที่ได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์ภัทรเป็นเงินพึงประเมินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(17) และกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าการยกเว้นรัษฎากรข้อ 2 (23)
จากนั้นในปี 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยจำเลยที่ 1 และ 3 ให้ถ้อยคำต่ออนุกรรมการ ป.ป.ช.ว่า หุ้นดังกล่าวจำเลยที่ 2 แบ่งให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ซื้อ
ต่อมาป.ป.ช.วินิจฉัยว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็น เท็จ กรมสรรพากรจึงขอข้อมูลจากป.ป.ช.ไปประกอบการพิจารณาจัดเก็บภาษี ซึ่งจำเลยที่ 1 และ 2 ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรม เนียมประเพณี เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วให้ยุติเรื่องไป
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้ง 3 ยื่นข้อต่อสู้ว่า ประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยระหว่างพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 ว่าประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ไม่ขัดหรือแย้งกับมาตราในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวใช้ได้กับคดีทั้งปวง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อนี้ต่อไป
ข้อต่อสู้ของจำเลยว่า การที่คตส.ส่งเรื่องคดีให้อัยการสูงสุดฟ้องร้องขัดต่อประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 9 วรรคสอง ที่กำหนดให้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมสรรพากรก่อน แล้วจึงให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีอาญาต่อไป ดังนั้น พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง โดยศาลพิเคราะห์ว่าประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 9 วรรคสองบัญญัติให้อำนาจและรับรองอำนาจของคตส.เป็นพิเศษ การส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องร้องต่อจึงชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ปัญหาว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือไม่ เห็นว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้น แม้การให้ผู้อื่นถือหุ้นแทนในตลาดหลักทรัพย์จะทำได้ แต่เห็นได้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์การซื้อขายหุ้นตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ซื้อขายกันจริง แต่เป็นการกระทำโดยลวง เพื่ออำพรางให้ตามเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการกระทำโดยเท็จ เพื่อให้จำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้ขายได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
ปัญหาว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากการให้ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 เคยให้การต่อคณะอนุกรรมการป.ป.ช. ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์ ของสินพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าหุ้นดังกล่าวจำเลยที่ 2 เป็นผู้แบ่งให้ โดยมิได้ซื้อมา และจำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือและร่วมดำเนินการด้านธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณและจำเลยที่ 2 มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น รวมทั้งเป็นผู้กู้และผู้ค้ำประกันให้ด้วย
เห็นว่าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อาจมีผลให้พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี จึงเป็นเรื่องสำคัญ จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างมาก ย่อมต้องเตรียมการและระมัดระวังใน เรื่องที่จะให้การ ทั้งเป็นการให้การครั้งแรกๆ ขณะที่ยังมิได้มีปัญหาการตรวจสอบเรื่องภาษีและดำเนินคดีนี้ จำเลยที่ 1 น่าจะให้การไปตามความจริง
แม้การสอบถามในครั้งนั้นจะไม่มีประเด็นการให้หุ้นในคดีนี้ก็ตาม แต่หากรับเนื่องในโอกาสสำคัญอย่างที่จำเลยที่ 1 อ้าง และรับจากจำเลยที่ 2 ที่เป็นภริยาของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการถือครองหุ้น จำเลยที่ 1 น่าจะให้เหตุผลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานด้วย แต่นอกจากมิได้ให้การถึงเหตุผลว่าให้ในโอกาสใดแล้ว ยังให้การชัดเจนว่าเป็นการแบ่งให้ ไม่ได้ซื้อมา ทั้งที่ในกรณีอื่นกลับให้การอย่างละเอียด
จึงเชื่อว่าที่จำเลยที่ 2 ให้หุ้นแก่จำเลยที่ 1 เป็นการแบ่งให้ ซึ่งคำว่าแบ่งให้ มีความหมายอยู่ในตัวว่า เป็นการให้ที่มิใช่ให้เนื่องจากพิธีหรือตามโอกาส
ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี ว่าจำเลยที่ 2 ยกหุ้นให้ตามธรรมจรรยาในฐานะผู้ร่วมก่อการและดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเป็นของขวัญที่จำเลยที่ 1 มีภรรยาและบุตร ให้หลังจากป.ป.ช.มีมติว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ การให้เหตุผลที่แตกต่างจากที่เคยให้การไว้ในชั้นแรก จึงน่าเป็นการยกข้ออ้างขึ้นใหม่ให้เข้าข้อยกเว้นการเสียภาษี
ส่วนที่จำเลยที่ 1 และ 2 อ้างว่า เพื่อให้พี่น้องมีฐานะทัดเทียมกัน และจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะให้หุ้นแก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2539 เพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงาน แต่พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังยุ่งเพราะจะเข้าสู่การเมือง จึงต้องจัดการเรื่องบริหารให้เสร็จเสียก่อน จึงมาให้ภายหลังขณะที่บุตรของจำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 1 ปี เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สอดรับคำข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การ และเห็นได้ว่าหุ้นตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้คำแนะนำและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินแทนโดยตลอด การโอนหุ้นจึงทำได้โดยจำเลยที่ 3 คนเดียว
ดังนั้น หากจะโอนหุ้นเป็นของขวัญแต่งงานจริง ทำได้เพียงแค่จำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเท่านั้น ไม่ได้เป็นภาระหรือเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการจัดการบริหารงานตามที่อ้าง
แม้จะมีพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ นางสมทรง เครือไชย และนางบุษบา ดามาพงศ์ มาเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 2 เคยพูดว่าจะให้หุ้นแก่จำเลยที่ 1 เป็นของขวัญแต่งงาน แต่พยานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลย คำเบิกความน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย จึงมีน้ำหนักน้อย
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ให้หุ้นจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือโอกาสตามขนบธรรมเนียมประเพณีตามมาตรา 42(10)แห่งประมวลรัษฎากร
ปัญหาว่าหุ้นดังกล่าวถือเป็นเงินที่ได้รับอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาตามมาตรา 42(10) หรือไม่ ซึ่งขณะที่จำเลยที่ 1 รับการให้นั้น มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทชินวัตรฯ และเป็นกรรมการในบริษัทกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งมีกิจการมั่นคง และในการแสดงภาษีเงินได้ ได้แจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมินก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน 23,554,503.53 บาท ถือว่าเป็นจำนวนที่สูง นอกจากนี้ยังมีหลักทรัพย์เป็นหุ้นในบริษัทอื่นๆ จำนวนมาก
สภาพดังกล่าว วิญญูชนย่อมเห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ ในสภาพหรือสถานะที่ต้องการความช่วยเหลือเกื้อกูลตามบทบัญญัติของกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ธรรมจรรยาที่จะต้องอุปการะจำเลยที่ 1 การให้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นการอุปการะโดยธรรมจรรยา จึงฟังไม่ได้ว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ ตามรูปคดีการโอนหุ้นจะต้องเสียภาษี 273,060,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเจตนาที่แท้จริง ทั้งที่การโอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำได้ และไม่ต้องเสียค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทที่ดำเนินการ แต่จำเลยที่ 2 กลับกระทำโดยความเท็จ เป็นการซื้อขายลวงในตลาดหลักทรัพย์อำพรางการให้ที่ เป็นเจตนาที่แท้จริง และยอมเสียค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 7,380,000 บาท
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรเงินได้จากการรับให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้จ่ายแทน จึงทำเป็นการซื้อขายอำพรางการให้
จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการโอนหุ้น เป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลย ที่ 2 และมีสามีที่เป็นพนักงานบริษัทหลักทรัพย์ภัทรที่ทำการโอนหุ้นในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมมีความรู้ในเรื่องหุ้นและการโอนหุ้นเป็นอย่างดี และเบิกความรับกับจำเลยที่ 2 ว่าก่อนโอนหุ้นได้ปรึกษาให้คำแนะนำกันก่อนแล้ว จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้กันกับจำเลยที่ 2 และร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
ส่วนจำเลยที่ 1 ทราบมาแต่แรกว่าจำเลยที่ 2 จะให้หุ้นตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยที่ 3 มาขอเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ แจ้งว่าจะไปซื้อหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้ไปโดยไม่ได้ทักท้วง หรือสอบถามเหตุผล ผิดวิสัยผู้กระทำโดยสุจริต และการแสดงรายการภาษีเงินได้ พ.ศ.2540 ไม่ได้แสดงรายการในส่วนนี้
เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ประกอบความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และ 2 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นและร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 และ 3 ด้วยจึงเป็นตัวการร่วมกัน
โดยสรุปพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยทั้ง 3 ไม่สามารถหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดโดยเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามฟ้อง
ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือไม่ เห็นว่าเมื่อกรมสรรพากรมีหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 และ 2 เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีหลังจากป.ป.ช.มีมติว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ แต่จำเลยทั้ง 2 ให้การไปดังที่ศาลวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าไม่เป็นความจริง จึงเป็นการยกข้อที่ไม่เป็นความจริงขึ้นมาอ้างเพื่อให้เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอากร เป็นเหตุให้กรมสรรพากรหลงเชื่อไม่เรียกเก็บภาษีอากรจากจำเลยที่ 1
ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และ 2 จงใจแจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามฟ้อง
จำเลยทั้ง 3 เป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ แต่กลับร่วมกันการกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งที่จำนวนภาษีที่ต้องชำระเทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่
การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 จึงร้ายแรง
พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37(2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 37(1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83
การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้ง 3 คน คนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีก เลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
