รายงานพิเศษกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในเวลานี้ หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ จุดพลุกลางรายการ สนทนาประสาสมัคร
อ้างว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรม นูญของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะแก้ไขมาตรา 63 ว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุม ที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ก่อนความจริงจะเปิดเผยออกมาว่า ที่จริงแล้วกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่รู้เรื่อง เป็นความพยายามของนายสมัครเอง ที่ต้องการแก้ไขมาตราดังกล่าว ถึงขนาดเตรียมข้อความที่จะแก้ไขไว้แล้วคือ
บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ ไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม
และต่อไปนี้คือเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และนักเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งต่อกรณีดังกล่าว
สุนี ไชยรส
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
การพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 หรือออกกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งดูจากร่างกฎหมายจะเห็นว่าเน้นการควบคุมและกำกับมาก เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ชัดเจน
ตามหลักการ สิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐานที่ปกป้องความคิดเห็นต่างที่ประชาชนมีต่อรัฐ รัฐต้องช่วยจัดการดูแลความสะดวกตามสิทธิ ไม่ให้ใครมาทำร้ายได้
ความจำเป็นในการออกกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ควรวางมาตรการแนวทางดูแลมากกว่า ทั้งตำรวจ ทหาร ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิการชุมนุม และมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษคอยควบคุมดูแล
หากสถานการณ์ร้ายแรง ต้องฝึกให้สามารถจัดการสถานการณ์ได้ถูกต้อง ไม่ใช่การเข้าไปสลายหรือละเมิดการชุมนุม
รัฐต้องยืดหยุ่นในแนวปฏิบัติว่าไม่มีทางที่รัฐจะห้ามการชุมนุมได้ หรือต้องให้ขออนุญาตทุกครั้ง หรือห้ามเดินบนถนนหลวง ชีวิตจริงทำไม่ได้
เพราะคนที่มีความขัดแย้งจริงถึงจะมาชุมนุม รัฐต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาฟังปัญหาที่มาชุมนุมเพื่อให้เรื่องง่ายขึ้น
มาตรา 63 มีช่องโหว่ที่ยกเว้นสถานการณ์บางอย่างไว้ ถ้าจะแก้ก็น่าจะไปตัดเงื่อนไขข้อจำกัด แต่ความจริงรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ที่ไม่ควรไปยุ่งมากนัก
สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยร่างกฎหมายควบคุมการชุมนุม ซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ได้คัดค้านแล้วว่าไม่จำเป็น เพราะสิทธิการชุมนุมไม่ควรมีกฎหมายมาจัดระเบียบ
แต่ควรดูไปตามกฎหมายเฉพาะ เช่น หมิ่นประมาท พกพาอาวุธ ก็ดำเนินการควบคุมตัวเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่คนหนึ่งพกอาวุธมาแล้วไปสลายการชุมนุมทั้งหมด
รัฐใช้กฎหมายเฉพาะดำเนินการไปตามปกติทำได้มากอยู่แล้ว
อย่าคิดว่าจะมีแต่การชุมนุมทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ คนเดือดร้อนจากบนเขาบนดอย ชาวนาชาวไร่ก็ชุมนุมได้ ความเดือดร้อนที่แท้จริงของคนไม่ใช่ชุมนุมกันง่ายๆ รัฐต้องรับฟัง เป็นวิธีที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหา
จะบอกให้ชุมนุมไปเลย 2-3 ปี ไม่ได้ เพราะจะพัฒนาการชุมนุมไปสู่การเคลื่อนขบวน ส่วนใหญ่หากรัฐรับฟังจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ยุติได้ เพราะชาวบ้านต้องกลับไปทำมาหากิน
แต่ถ้าชุมนุมทางการเมืองอาจจะยืดเยื้อ ซึ่งต้องมีวิธีการจัดการที่เหมาะสม
สมชาย หอมลออ
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและ
การพัฒนา
การพยายามแก้มาตรา 63 เพื่อใช้เฉพาะ กับกรณีพันธมิตรฯ เป็นการแก้เพื่อกรณีใดกรณีหนึ่ง ไม่ถูกหลักการตามรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม
การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งใช้ในสังคมเผด็จการเท่านั้น
และยังขัดต่อหลักพันธกรณีระหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ที่ถือสิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิสำคัญ ห้ามจำกัดสิทธิ
เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างกรณีพันธมิตรฯ ก็ต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมืองมากกว่าจะใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ หรือควรไปจำกัดเงื่อนไขการชุมนุม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การให้รัฐมนตรีมีจริยธรรม
อย่างกรณีที่มีรัฐมนตรีหลายคนถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้อง โดยหลักการต้องพักการทำงาน ไม่ใช่ทู่ซี้อยู่ต่อ หรือย้ายไปทำงานอีกตำแหน่ง เพราะไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและหลักธรรมาภิบาล
การแก้มาตรา 63 หรือออกกฎหมายชุมนุม ขัดหลักประชาธิปไตยในการสกัดคนคิดคัดค้านรัฐบาล
ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนายกฯ เองที่ต้องการให้เกิดความสมานสามัคคีของคนในชาติ
คมสัน โพธิ์คง
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มสธ.
อดีตรองเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างรธน. 2550
การยกประเด็นการแก้ไขมาตรา 63 ขึ้นมา เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างมาก รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาของตัวเอง ต้องการแก้มาตราอื่น แต่นำเรื่องการแก้มาตรา 63 มาเป็นเพียงตัวประกัน
เบี่ยงเบนประเด็นให้เกิดการถกเถียงกันในสังคมว่าเหมาะสมหรือไม่ โยนหินถามคนในสังคมให้หันมาโฟกัสที่มาตรา 63
หากรัฐบาลยังเดินหน้าแก้ไขมาตรา 63 คงหนีไม่พ้นความรุนแรงรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น การปะทะหรือการเผชิญหน้ากันเป็นไปได้สูง
ในอดีตไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมของประชาชน รัฐธรรมนูญ 2540 จึงกำหนดไว้ว่าการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ต้องไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ห้ามไว้ เช่น เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ดังนั้นประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่
แต่ในร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ระบุการชุมนุมของประชาชนต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการ หมายความว่าการชุมนุมทุกประเภทถูกห้าม
หากประชาชนจะชุมนุมไม่ว่าเรื่องใดก็ตามต้องได้รับการอนุญาตก่อน ไม่สอดคล้องกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2550 รัฐบาลจึงต้องการแก้ไขมาตรา 63
แต่คงลืมไปว่ายังมีมาตรา 29 ที่ระบุว่าการจำกัดสิทธิของประชาชน ต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิ์จนประชาชนไม่มีสิทธิ์เลย และสุดท้ายขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แปลกใจว่าในยุคสมัยของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ปล่อยให้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างอิสระ แต่ยุคของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กลับห้ามไม่ให้มีการชุมนุมยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลเผด็จการเสียอีก
จึงอยากฝากถึงรัฐบาลว่าขอให้ล้มเลิกความตั้งใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย และหันไปทำงานอย่างอื่นจะดีกว่า
ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป อะไรถูกก็ว่าไป อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด
จินตนา แก้วขาว
ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์
รัฐบาลต้องการแก้ไขมาตรา 63 เพราะรัฐบาลอาจอ่อนสภาพลง ควบคุมประชาชนไม่ได้ เพราะทุกกลุ่มมีสิทธิชุมนุม หรือรัฐบาลอาจรู้สึกเสียหน้าที่จัดการชาวบ้านไม่ได้
ดังนั้น หากยังดื้อดึงแก้ไข เชื่อว่ารัฐบาลอาจจะพังหรือต้องจบการบริหาร เพราะจะกระตุ้นให้ชาวบ้านโมโหมากขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะแก้ไขมาตรา 63 ได้สำเร็จ ก็จะเกิดปัญหาในบั้นปลายแน่นอน
รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงในการต่อสู้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิโดยรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สิทธิในการปกป้องวิถีชีวิต สิทธิในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมบ้านเกิด
การให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 เป็นสิ่งดี แต่จู่ๆ จะเพิ่มเติมเงื่อนไขการชุมนุม เท่ากับไม่ได้ให้สิทธิในการชุมนุม
และคงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะอนุญาตให้ชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐมาจัดชุมนุมเรียกร้อง
ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะแก้ไขมาตรา 63 ทางกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด รวมทั้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่อีกหลายกลุ่ม จะต้องเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างแน่นอนจนถึงที่สุด
ขณะนี้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นเพื่อหาแนวทางดำเนินการหากรัฐบาลยังยืนยัน เบื้องต้นอาจเคลื่อนไหวโดยทำหนังสือคัดค้านและชุมนุมย่อยที่หน้าศาลากลางจังหวัดก่อน
เพราะถือว่าสิ่งที่รัฐบาลทำ เราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และยังเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ใช้สิทธิหลังจากรัฐธรรมนูญมีขึ้น และเราชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธ
มั่นใจว่าหากการแก้ไขมาตรา 63 ยังเดินหน้า กลุ่มคนที่สนับสนุนหรือไม่ได้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ อาจเดินหน้าไปชุมนุมรวมตัวที่เวทีพันธมิตรฯมากขึ้น หรือมีการชุมนุมในจังหวัดต่างๆ มากขึ้นด้วย
จะเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลแทนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้
สารี อ๋องสมหวัง
ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ไม่เห็นด้วยอย่างมากหากจะแก้กฎหมายให้การชุมนุมต้องขออนุญาตใคร เชื่อว่าทุกคนเห็นไม่ต่างกันว่าอยากให้รัฐบาลหยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะสร้างความวุ่นวายและเกิดปัญหาต่อสังคม และลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
สิ่งที่รัฐบาลควรคิดถึงคือหลักมนุษยชน ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ต้องแก้ไข
มั่นใจว่าขณะนี้คนที่ทำงานภาคสังคม เครือข่ายองค์กรเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเกี่ยวกับอะไร ทั้งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายเกษตรกร เครือข่ายผู้พิการ เด็กหรือผู้หญิง
ต่างไม่มีใครเห็นด้วยกับการแก้มาตรา 63 เพราะการชุมนุมเรียกร้องถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกประเทศในโลกนี้สามารถทำได้
หากรัฐบาลยังยืนยันจะแก้ไขมาตรา 63 จะนำไปสู่ปัญหาทำให้เกิดการคัดค้านอย่างมากตามมาแน่นอน
หลังจากนี้คงต้องปล่อยให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของสภาในการยื่นคัดค้านกฎหมายดังกล่าว แต่หากรัฐบาลยังฝืนจะทำ เชื่อว่ารัฐบาลคงต้องออกไปก่อนจะได้ออกกฎหมาย
เพราะเครือข่ายต่างๆ จะไม่มีทางให้รัฐบาลทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างแน่นอน
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
