(8ส.ค.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา แถลงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กรณีภรรยามีเงินลงทุนในคณะบุคคล 9 แห่งและมีเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญอีก1 บริษัท ว่าหลังจากที่ได้ยื่นเรื่องให้กกต.ตรวจสอบแล้ว ล่าสุดตนและเพื่อนส.ว.อีก 18 คน ได้ร่วมกันลงชื่อทำหนังสือถึงนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 เพื่อให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวของนพ.สุรพงษ์ กรณีรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 และ 259 วรรคสามหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนต่อไปประธานวุฒิสภาจะตรวจสอบรายชื่อส.ว.ดังกล่าว และจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไปนายเรืองไกร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบแบบ บลจ.5 เกี่ยวกับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นใน บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และนายวีระ มุสิกพงศ์ พบว่าแต่ละคนได้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวคนละ 1 แสนหุ้น หุ้นละ 100 บาท มูลค่า 10 ล้านบาทต่อคน ซึ่งใน บลจ.5 มีรายเซ็นของนายวีระ เป็นผู้รับรองความถูกต้อง เมื่อดูข้อมูลดังกล่าวแล้วจะเห็นว่าบุคคลทั้ง 4 มีฐานะพอสมควร ไม่ทราบว่าเอาเงินมาจากไหน ที่มาของเงินมาอย่างไร และขณะนี้เงินดังกล่าวไปอยู่ที่ไหน ตนจึงจะตรวจสอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งส.ส.ต่อไปว่า ได้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) อย่างไร โดยจะเทียบกับการยื่นแบบแสดงภาษีของบุคคลดังกล่าว โดยขณะนี้กำลังประสานกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอยู่ว่า มีการยื่นภาษีครบหรือไม่ แต่ละปีมีรายได้มาจากไหน ซึ่งบุคคลทั้ง 4 ควรออกมาชี้แจงโดยอาจชี้แจงผ่านรายการความจริงวันนี้ ทางสถานีเอ็นบีที ที่จัดอยู่ก็ได้
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ตนจะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปี 2552 โดยเบื้องต้นได้ดูบัญชีทรัพย์สินที่นายวรวัจน์ยื่นแสดงต่อป.ป.ช.แล้ว พบว่ามีเงินให้ชาวบ้านกู้ยืมถึง 104 ราย ตกรายละหลักหมื่นบาท รวมเป็นเงิน 4 ล้านกว่าบาท จึงต้องดูว่าเป็นการประกอบธุรกิจตามปกติหรือไม่ หรือเป็นการกระทำเยี่ยงธนาคารพาณิชย์หรือไม่ เพราะในประมวลกฎหมายรัษฎากร พบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายกระทำการเบี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงต้องดูว่าได้มีการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ มีพฤติกรรมเลี่ยงภาษีหรือไม่ แต่ยังไม่ได้เจาะจงลงไปว่ามีความผิดหรือไม่ ทั้งนี้การตรวจสอบดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่นายวรวัจน์ขู่ตัดงบประมาณของวุฒิสภาจำนวน 1,000 ล้านบาทแต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มอบให้เจ้าหน้าที่ไปจดรายละเอียดการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายวรวัจน์แล้ว คาดว่าสัปดาห์หน้าคงมีความชัดเจนมากขึ้น
บึ้ม...ใต้เมืองหลวงมหันตภัยใกล้ตัว
เหมือนกับหนังแอ็กชั่น เมื่อท่อระบายน้ำเกิดระเบิดขึ้นกลางเมืองหลวง อะไรคือ สาเหตุ จนท.กรมธุรกิจพลังงาน มีคำตอบ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
