สันติ รับตั้ง เพื่อไทย สำรองเพื่อความไม่ประมาท พปช.ติดใจศาล จี้ลดโควต้า กก.สรรหา ส.ว. ชี้ 74 คน ทำงานยิ่งกว่าฝ่ายค้าน อ้างอันตรายให้คุม ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ มากเกินไป กกต.ยังอืดคดียุบ ปชป.คาดรู้ผลสัปดาห์หน้า เสียงแตกคดียุบ พปช. คิดยื้อใบแดง ยงยุทธ เป็นผิดเฉพาะตัวนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมว่า จะลงมติกรณียุบ พปช.ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ หลังจากอนุกรรมการสรุปเรื่องเสนอนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว หากที่ประชุมมีมติเสนอยุบพรรค ในขั้นตอนต่อไป กกต.จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาภายใน 30 วันก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากอัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนหลักฐานยังไม่เพียงพอก็จะส่งเรื่องกลับมายัง กกต. ซึ่งตนในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการสูงสุดเหมือนกรณียุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ยืนยันว่า กกต.ไม่ตัดสินตามกระแสแต่จะพิจารณาตามข้อเท็จจริง และทุกอย่างเป็นความลับบอกไม่ได้ว่าหลักฐานอนุกรรมการมีน้ำหนักหรือไม่ เพราะแม้แต่คนถ่ายเอกสารไปมอบให้ กกต. ยังใช้แค่คนเดียว
ส่วนคดีร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชื่อนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วยนั้น ยังไม่ได้รับสำนวนจากทางคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ถ้า กกต.ได้รับผลสรุปแล้วจะพิจารณาโดยเร็วที่สุด ถ้าได้รับผลสรุปมาในสัปดาห์นี้คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า
เสียงแตกจ้องยื้อเป็นผิดเฉพาะตัว
รายงานข่าวจาก กกต.แจ้งว่า กกต.บางรายจะขอหารือในที่ประชุมวันที่ 19 สิงหาคม เพื่อขอขยายเวลาพิจารณาสำนวนคดียุบ พปช.ออกไปก่อน เพราะเห็นว่ากรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 1 รองหัวหน้าพรรค พปช.ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) นั้นเป็นความผิดเฉพาะตัว และเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 เป็นการแจกเงินหาเสียงล่วงหน้าก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องรับโทษทางอาญา ตามมาตรา 137 พ.ร.บ.ดังกล่าว และต้องถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
พปช.จี้ลด กก.สรรหา ส.ว.จากสัดส่วนศาลฯมีมากเกินไป
วันเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายกระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน มีมติในการประชุมให้ขยายเวลาการศึกษาออกไปอีก 30 วันจนถึงวันที่ 17 กันยายน หลังจากกรอบการทำงาน 60 วันสิ้นสุดลงในวันเดียวกันนี้ แต่การศึกษาของคณะ กมธ.บางชุดยังไม่เสร็จสิ้น
ต่อมา อนุ กมธ.ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยนายนิกร จำนง รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ปรึกษาอนุ กมธ.รายงานต่อที่ประชุม กมธ.โดยเสนอแนะให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีสัดส่วนที่มาจากองค์กรศาลมากเกินไป จึงควรเพิ่มภาคประชาชนเข้าไปเป็นกรรมการสรรหาด้วย
นายสุนัย จุลพงศธร กมธ.วิสามัญจากพรรคพลังประชาชน (พปช.) ตั้งข้อสังเกต ที่ผ่านมาเห็น ส.ว.สรรหา 74 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งยิ่งกว่าฝ่ายค้านเสียอีก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาลดกรรมการสรรหาที่มาจากศาลลง เพราะตอนนี้เท่ากับว่าศาลมีอำนาจคุมฝ่ายบริหารและคุมฝ่ายนิติบัญญัติมากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งและในระยะยาวจะเป็นปัญหามากกว่านี้ แต่นายนิกรแย้งว่า วุฒิสภาไม่ได้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่นอกเหนือหน้าที่ ถ้าเห็นว่าต้องแก้กระบวนการสรรหา ก็คงไม่สามารถดำเนินการได้
กลัว กมธ.ช้ายื่นแก้ รธน.สมัยนี้ไม่ได้
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข เลขานุการ กมธ.วิสามัญฯจาก พปช.กล่าวว่า หากอนุ กมธ.ทำงานยังไม่เสร็จภายใน 2 สัปดห์ กมธ.อาจต้องสรุปผลการศึกษาเอง เนื่องจากหากรอให้ครบ 30 วันในวันที่ 17 กันยายนนั้น จะไม่สามารถนำรายงานผลการศึกษาเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ทันการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น อาจต้องไปเสนอญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการเปิดสมัยประชุมหน้า คือช่วงเดือนมกราคม 2551 ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า ดังนั้น พยายามเร่งให้คณะอนุ กมธ.ในชุดที่มีปัญหายังไม่ได้ข้อสรุปให้ได้ข้อสรุปภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พปช.กลุ่มเพื่อนเนวิน ผู้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หลังได้รับผลศึกษาจาก กมธ. จะศึกษาสักระยะเพื่อสรุปประเด็นที่จะแก้ไขและที่สำคัญต้องรอความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนรายชื่อ ส.ส.ที่ร่วมเสนอญัตตินั้นขณะนี้ได้ครบแล้วโดยพรรคร่วมรัฐบาลจะส่งรายชื่อมาสมทบด้วย
สันติ รับ เพื่อไทย เพื่อไม่ประมาท
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจากพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวกรณี น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีตผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร พปช. และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายนาวิน บุญเสรฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร พปช. ลาออกจากการเป็นสมาชิก พปช.ย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยว่า การจัดตั้งพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นการเตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับกรณีการยุบพรรค พปช. เพื่อความไม่ประมาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ของพรรคไปจดทะเบียนไว้ ซึ่งถือว่ามีสิทธิที่จะทำในเรื่องดังกล่าวได้ เพราะในขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ พปช. ส่วนใครจะมีตำแหน่งอะไรในพรรคใหม่บ้างนั้น ไม่ทราบรายละเอียด เพราะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรค พปช.กล่าวว่า อดีตสมาชิก พปช. ทั้ง 2 คนที่ย้ายพรรคนั้นไม่ได้เป็น ส.ส. จึงไม่ขัดตามกฎหมาย บางทีอีก 2-3 วันนี้อาจจะมีคนไปอยู่พรรคอื่นก็ได้
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ญาตินายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า นายเนวินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคที่จัดตั้งขึ้น
ข้อมูลจาก มติชน
