พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรบิ๊กแมนฯ ซิตี้ จี้ แม้ว ลาออกจากเก้าอี้ ปธ.สโมสร เจ้าตัวพร้อมไขก๊อก แต่ขอเป็นเจ้าของเหมือนเดิม เผย ทักษิณ บอกรู้สึกละอายที่ทำความเสื่อมเสียมาให้สโมสรและพรีเมียร์ลีก รองอธิบดีสรรพากรยันทำหนังสือให้ ธ.ไทยพาณิชย์โอนเงิน ชินวัตร ที่ถูก คตส.อายัด 1.2 หมื่นล้านมาเก็บที่กรม อ้างแค่เป็นการยึดเงินนำส่ง ขู่ฟ้องอาญาฐานไม่ให้ความร่วมมือ แบงก์ใบโพธิ์แถลงโต้ยันทำตามคำขอไม่ได้
แมนฯ ซิตี้ขอ แม้ว ให้ลาออก
จากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของและประธานสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังของอังกฤษใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ หลังผิดคำสั่งศาลไม่ไปรายงานตัวในคดีทุจริตที่ดินย่านรัชดาภิเษก จนทำให้สถานการณ์ของสโมสรแมนฯ ซิตี้ ถูกจับตามองจากพรีเมียร์ลีก ด้วยนั้น
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่านาย แกร์รี่ คุก ประธานบริหารของสโมสรแมนฯ ซิตี้ เปิดเผยว่า ได้เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวพูดเปิดอกเองว่า หากสโมสรต้องการให้ลาออก และให้เป็นไปตามความต้องการของพรีเมียร์ลีก ก็ยินดีจะทำตาม ตราบใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของสโมสร พร้อมทั้งใกล้จะขายหุ้นจำนวนหนึ่งของสโมสรให้กับนักธุรกิจชาวเอเชียรายหนึ่งเพื่อนำเงินทุนมาใช้ในการซื้อนักเตะเข้าสโมสรด้วย หลังจากต้องไปขอยืมเงินจาก นายจอห์น วอร์เดิล อดีตประธานสโมสรแมนฯ ซิตี้ ก่อนหน้านี้ เพราะยังไม่สามารถนำเงิน 70,000 ล้านบาท ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดไว้ออกมาใช้ได้
เผยเจ้าตัวบอกละอายทำเสื่อมเสีย
"พ.ต.ท.ทักษิณรู้สึกละอายใจที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสโมสรแมนฯซิตี้ หรือพรีเมียร์ลีก ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ และเมื่อพรีเมียร์ลีกมีการตรวจ สอบคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นเจ้าของสโมสร จึงเป็นเหตุผลที่ต้องขอให้เขาออก จากตำแหน่งประธานสโมสร"
นายแกร์รี่ คุก กล่าว
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ เดลี่ เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานว่า นายแกร์รี่ คุก ได้เข้าพบกับ เซอร์เดฟ ริชาร์ดส ประธานพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เพื่อให้ข้อมูลว่า พ.ต.ท. ทักษิณและคุณหญิงพจมานภริยาที่หนีจากประเทศไทยมาด้วยกันไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสโมสรแมนฯ ซิตี้ หลังจากที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเหมาะสมต่อการเป็นเจ้าของสโมสรหรือไม่ ซึ่งตามกฎระเบียบของพรีเมียร์ลีกระบุไว้ชัดเจนว่า เจ้าของสโมสรมีสิทธิถูกปลดจากตำแหน่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตฉ้อโกงไม่ว่าที่ใดในโลก แต่นายแกร์รี่ คุก มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิถือครองหุ้นของสโมสรได้ต่อไป เพราะเป็นคนละส่วนกัน
สรรพากรอ้างแค่ยึดเงินนำส่ง
ส่วนกรณีข้าราชการระดับรองอธิบดีกรมสรรพากรรายหนึ่งได้ทำหนังสือส่งถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อ้างอำนาจ ตามมาตรา 12 ประมวลรัษฎากรสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จ่ายเช็ค 12,000 ล้านบาท ให้แก่กรมสรรพากร โดยเป็นเงินส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดไว้ทั้งหมด 69,000 ล้านบาท และฝากอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 30,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการอายัดเงินของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อชดใช้ค่าภาษีที่บุคคลทั้งสองค้างชำระกรณีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด จำนวน 329.2 ล้านหุ้นในราคา 1 บาท และขายไปในราคา 47.25 บาท เมื่อวันที่ 20 และ 23 มกราคม 2549 ทำให้บุคคลทั้งสองมีเงินได้กว่า 15,000 ล้านบาทนั้น
นางรวิฐา พงษ์นุชิต รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การถอนอายัดทรัพย์สิน แต่เป็นการยึดเงินนำส่ง ซึ่งมีความหมายแตกต่างกัน เพราะหากยังคงอายัดเงินดังกล่าวจะยังเป็นของเจ้าของเดิม แต่หากยึดเงินนำส่งดังที่กรมสรรพากรดำเนินการ เงินส่วนนี้จะกลายเป็นเงินของรัฐทันที และภายหลังหากศาลพิพากษาตัดสินคดีนี้ว่า นายพานทองแท้และ น.ส. พินทองทาต้องชำระภาษีให้แก่รัฐ เงินที่ยึดมาก็จะตกแก่กรมสรรพากรทันทีเช่นกัน
แจงไม่ทำ โอ๊ค-เอม มีเบี้ยปรับเพิ่ม
"การดำเนินการดังกล่าวเป็นเช่นเดียวกับทุกกรณี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกรณีนี้กรณีแรก ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรที่ระบุว่า กรมสรรพากรจะต้องถอนอายัดภายใน 15 วัน เพราะหากไม่ดำเนินการจะทำให้มีเบี้ยปรับเงินเพิ่มเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด" นางรวิฐากล่าว
นางรวิฐากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในการจะขอถอนอายัด กรมสรรพากรได้หารือกับ คตส.มาก่อน แต่ คตส.ไม่อนุมัติให้ทำ โดยระบุให้รอศาลตัดสิน ภายหลังเมื่อ คตส.หมดอายุไป กรมสรรพากรก็ได้ส่งหนังสือถามไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในประเด็นเดิม ซึ่ง ป.ป.ช.ระบุว่า ไม่มีอำนาจสั่งการ กรมจึงเริ่มกระบวนการด้วยตนเองในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยส่งหนังสือถึงธนาคารไทยพาณิชย์ให้ส่งเงินคืนมายังกรมภายใน 15 วันนับจากหนังสือไปถึง แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ไม่ตอบกลับ กรมจึงส่งหนังสือไปเป็นครั้งที่ 2 โดยทั้งสองครั้งมีนายอัษฏางค์ ศรีศุภรพันธ์ รองอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งรักษาการแทนอธิบดีกรมสรรพากรทำหนังสือส่งไป และทั้งสองครั้งนายอัษฎางค์ได้มาปรึกษาตนว่า ทำได้หรือไม่ ซึ่งตนได้แนะนำไปว่า สามารถทำได้และอย่าเลือกปฏิบัติว่าเป็นคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขู่ฟ้อง ไทยพาณิชย์ ไม่ร่วมมือ
นางรวิฐากล่าวว่า หากยึดเงินคืนกลับมาแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะตกไปถึงมือใคร หรือจะผ่านใครบ้าง เพราะตามกฎหมายกำหนดชัดว่า เมื่อถอนอายัดจะต้องส่งเงินคืนเป็นแคชเชียร์เช็ค โดยเขียนกำกับลงไปว่ามอบให้กรมสรรพากรเพื่อนำส่งคลัง เงินดังกล่าวจึงไม่มีหลุดลอดไปยังส่วนอื่นๆ หรือบุคคลอื่นได้ เรื่องนี้เป็นกฎหมายที่อธิบดีกรมสรรพากรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบดี เพราะฉะนั้นหากจะมีความกังวลตนสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด
"หากธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ยอมส่งเงินตามที่กรมสรรพากรเรียกไป กรมอาจฟ้องอาญาธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร" นางรวิฐากล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีหนังสือถามกลับมายังกระทรวงว่า หากธนาคารปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ทางกรมสรรพากรจะฝากเงินดังกล่าวไว้ที่ธนาคารต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นวงเงินค่อนข้างสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท อาจทำให้ยอดเงินฝากลดต่ำลงแบบฮวบฮาบ ส่งผลให้ธนาคารต้องพยายามเร่งระดมเงินฝากทดแทน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลังตอบกลับไปว่า ตามกฎหมายคงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเงินที่ถอนจากการอายัดจะต้องนำเข้าคลัง โดยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น
ใบโพธิ์ ยันทำตามสรรพากรไม่ได้
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 สิงหาคมทางธนาคารไทยพาณิชย์ จะออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีเงินฝากของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยยืนยันว่า ธนาคารไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอของกรมสรรพากรที่ให้ถอนอายัดเงินฝากจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำส่งให้กรมสรรพากรได้
"ขอปฏิเสธว่าธนาคารไม่ได้มีการต่อรองกับทางกรมสรรพากรว่า หากถอนอายัดแล้วขอให้กรมสรรพากร นำเงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านกลับมาฝากที่ธนาคารต่อไป เพราะธนาคารได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายแล้วว่าไม่สามารถถอนอายัดเงินจำนวนดังกล่าวได้" แหล่งข่าวกล่าว
ปชป.จี้กมธ.การเงินสอบสรรพากร
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (เงา) กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่กรมสรรพากรจะให้ธนาคารไทยพาณิชย์โอนเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทที่ถูก คตส.อายัดไว้มาไว้ที่กรมสรรพากร และเห็นว่ากรมสรรพากรไม่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรม การอุทธรณ์ภาษีและศาลภาษี เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถูกกล่าวหา ที่เปิดโอกาสให้กรมสรรพากรคืนเงินบางส่วนให้กับครอบครัวชินวัตร และเรื่องนี้จะต้องมีคำชี้แจงจากกรมสรรพากร
"น่าสนใจที่อธิบดีกรมสรรพากร เลือกที่จะไม่อยู่ในประเทศ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ และเมื่อสักครู่ ผมพยายามต่อสายไปหานายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แต่ติดต่อไม่ได้ จึงฝากข้อความไว้ว่า ทั้งหมดท่านรับทราบหรือไม่ และเป็นนโยบายของกรมสรรพากรหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องจะต้องมีคำตอบ" นายกรณ์กล่าว และว่า เรื่องนี้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเข้าไปตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคจะติดตามเรื่องนี้อย่างไร นายกรณ์กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยันจากธนาคารไทยพาณิชย์ว่ามีเอกสารมาจริง เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนอายัดเงินจำนวน 12,000 ล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์เรียกประชุมคณะกรรมการ และเห็นว่าไม่ใช่อำนาจของกรมสรรพากร
โฆษกเชื่อ แม้ว อยู่อังกฤษไม่สุข
ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ นายเอวาร์ท เฟรเดอริค บราวน์ จูเนียร์ นายกรัฐมนตรี ประเทศเบอร์มิวดา พร้อมจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวลี้ภัยใน เกาะเบอร์มิวดา ว่า ไม่เคยได้รับข้อมูลนี้ผ่านบุคคลใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเลย ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อและเป็นข้อมูลจากเบอร์มิวดาฝ่ายเดียว ไม่ได้ออกจาก พ.ต.ท.ทักษิณเลย ดังนั้น จึงไม่คิดว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงหรือไม่ ส่วนที่มีข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะขอลี้ภัยในอังกฤษนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่รับข้อมูลที่ชัดเจนจากท่าน แต่เป็นข้อมูลจากคนอื่น ถือเป็นเรื่องที่คาดกันไปเอง อีกทั้งช่วงนี้ตนไม่ได้โทรศัพท์สอบถามจากท่านโดยตรง แต่จะประสานงานผ่านเลขาฯส่วนตัว เพราะไม่อยากรบกวน แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ก็จะอี-เมลติดต่อกับเลขาฯส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้ประสานงาน
"หากไม่จำเป็นผมก็จะไม่โทรศัพท์ไปรบกวนท่าน เพราะท่านคงอยากมีเวลาอยู่อย่างสงบ แต่ที่ผ่านมามีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมากติดต่อผ่านผมเพื่อจะขอสัมภาษณ์ท่าน ซึ่งผมก็ติดต่อผ่านอี-เมล เชื่อว่าหลังจากท่านทักษิณไปอยู่ประเทศอังกฤษก็คงไม่มีความสุข เพราะจากที่เคยเดินทางไปเยี่ยมช่วงที่อยู่ต่างประเทศนั้นท่านบอกว่ารักประเทศไทยและมีความปรารถนาจะอยู่เมืองไทย การไปอยู่ต่างประเทศจึงไม่ได้อยู่อย่างมีความสุขแน่นอน คนที่เคยไปเยี่ยมท่านก่อนหน้านี้ต่างรู้ดีว่าท่านอยากกลับเมืองไทยมากแค่ไหน" นายพงศ์เทพกล่าว
ไม่รู้เรื่องนายลาออกปธ.แมนฯ ซิตี้
เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะลาออกจากประธานสโมสรแมนฯ ซิตี้ นายพงศ์เทพกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลออกมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสโมสรแมนฯซิตี้ ส่วนใหญ่โฆษกสโมสรจะเป็นผู้เปิดเผยกับสื่อมวลชนเอง เว้นแต่ว่าโฆษกสโมสรให้ข้อมูลไม่ชัดเจนเท่านั้น เราจึงจะเป็นผู้ให้ข้อมูลกับสื่อ แต่เรื่องนี้ตนไม่ทราบว่ามีมูลความจริงหรือไม่
ด้าน น.ส.ศันสนีย์ นาคพงษ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณอีกคน กล่าวว่า นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปบรรยายทางวิชาการที่เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย และ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้ติดต่อกลับมา ดังนั้น จึงไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวท่านเลย
ส่วนกรณีที่สื่อต่างประเทศประโคมข่าวการจัดอันดับทรัพย์สินของกษัตริย์ประเทศต่างๆ เป็นฝีมือของบริษัท เบล พอตติงเกอร์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น น.ส.ศันสนีย์กล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่รู้ข้อมูลจริงๆ และไม่ได้โกหก เพราะไม่อยากวิจารณ์ข้อมูลในเรื่องที่ไม่ทราบ"
เตช ย้ำนายกฯ ชี้ขาดริบพาสปอร์ต
วันเดียวกัน ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำนครย่างกุ้ง ประเทศพม่า นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาเพิกถอนหนังสือเดินทางการทูตและหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ตนจะหารือเรื่องนี้กับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 26 สิงหาคมก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือด่วนที่สุดถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อถามความคิดเห็นเรื่องการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของทางกระทรวงนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้เพิกถอนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นการกดดันหรือไม่ นายเตชกล่าวว่า ไม่ได้เป็นการกดดัน เพราะกระทรวงทำงานตามขั้นตอนและหน้าที่
เมื่อถามว่า นักวิชาการบางส่วนมองว่าการเพิกถอนหนังสือเดินทางการทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ นายเตชกล่าวว่า ตนยังไม่เคยเห็นตัวบทกฎหมายที่ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯมีหนังสือเดินทางการทูตที่รัฐบาลออกให้เพื่อเป็นเกียรติ และยังมีหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาเพื่อความสะดวกในการเดินทาง แม้ขอลี้ภัยแล้วก็ยังคงต้องถือหนังสือเดินทางไทยต่อไปได้ ส่วนจะเพิกถอนหนังสือเดินทางการทูตและหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ทั้งนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยเพิกถอนหนังสือเดินทางอดีตนายกฯคนใด
ชัยสิทธิ์ บอกความยุติธรรมชอบกล
ด้าน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พราง ทาง สถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 ถึงกรณีที่มีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณขอลี้ภัยในต่างประเทศว่า ในฐานะคนไทยตนรู้สึกอึดอัด ที่ผ่านมาวางตัวเฉยมาตลอด เพราะคิดว่าความยุติธรรมต้องมีในโลก แต่ตอนนี้รู้สึกชอบกล ทั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นผลพวงจากการปฏิวัติ และมีกฎหมู่มากดดัน ไม่เข้าใจเมืองไทยว่าไม่มีกฎหมายหรือมีกฎหมายแต่คนไทยไม่เชื่อกัน ดังนั้น คนดีจึงอยู่ไม่ไหว เพราะอึดอัดว่าทำไมถึงไม่จบเสียที ต้องยอมรับว่าคนไทยอยู่ในบรรยากาศที่อึมครึมและไม่สบายใจกันทุกคน หากทุกสิ่งทุกอย่างทำโปร่งใสก็จะทำให้ใสไปหมด แต่ขณะนี้ตนที่วางตัวเป็นกลางมาโดยตลอดรู้สึกว่าชอบกล
"ไหนบอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่นี่มันไม่ใช่ กฎหมู่มากดรัฐบาลอยู่ตลอดเวลาจนทำงานไม่ได้ เขาเป็นใครมาจากไหนไม่หยุดเสียที การจองล้างจองผลาญเป็นนิสัยหนึ่งของคนไทยอยู่แล้ว แต่เราต้องการประจานให้ทั่วโลกรับทราบหรือ ทั้งนี้ จะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน ไม่ใช่ธรรมดา" พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า นอกจากเหตุผลจากคดีแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณต้องลี้ภัยเพราะเรื่องความปลอดภัยด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ประจวบเหมาะกันทุกสิ่งทุกอย่าง คือถ้าคนนี้ยังไม่ตายก็ยังเป็นหนามยอกอกเขาอยู่ ซึ่งไม่ใช่ เพราะเขาเป็นที่รักของประชาชน ผิดตรงไหนที่คนรักเขา คนทำความดี ถูกใจประชาชน กลายเป็นทำดี ทำเด่น เหนือกว่า ทำให้เกิดปัญหา การตั้ง คตส.เลือกแต่คนที่เกลียด พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาทำงาน ไม่ว่าเป็นใครก็ตาย
ข้อมูลจาก มติชน
