โฆษกคตส.เดิม อัดสรรพากรเพิ่งเต้นเร่งจะเรียกเอาภาษี ระบุอยู่ที่ศาลชี้เท่านั้น อ้างนำเงินที่ แบงก์ใบโพธิ์ 1.2หมื่นล้านไปชำระภาษี ทยอยปล่อยที่ดิน-หุ้นให้ทักษิณ ร่วม 3หมื่นล้าน ด้านแบงค์ขอความชัดเจน ศาลปกครอง-ป.ป.ช. -อัยการสูงสุดนายสัก กอแสงเรือง
นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวถึงกรณีกรมสรรพากร ขู่ให้ธนาคารไทยพาณิชย์คืนเงินอายัด 1.2 หมื่นล้านบาทภายใน 15 วันเพื่อชดใช้ค่าภาษี นายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ค้างชำระจาการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือชินคอร์ป จากบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์
เขาระบุว่า ไม่ทราบว่าเหตุใดกรมสรรพากรจึงต้องมาเร่งดำเนินการในช่วงนี้ ทั้ง ๆ ที่คตส.ได้มีคำสั่งให้ กรมสรรพากร ประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลทั้ง 2 ตั้งแต่ก่อนเดือนพฤษภาคม 2550 และก่อนนี้กรมสรรพกรก็ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของบุคคลทั้งสองไว้เป็นหุ้นจำนวนหนึ่ง พร้อมกับที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับยอดที่ต้องถูกประเมินเรียกเก็บภาษี แต่อยู่ๆ ทำไม กรมสรรพากรกลับต้องมาสนใจเงินที่อยู่ในธนาคารพาณิชย์กว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เป็นเงินก้อนเดียวกันกับที่ คตส.มีมติอายัดไว้ โดยเงินก้อนดังกล่าวก็ไม่ได้หนีไปไหน จนกว่าศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุด
เมื่อถามว่า กรมสรรพากรต้องเร่งรัดเนื่องจากกรมสรรพากรจะต้องถอนอายัดภายใน 15 วัน เพราะหากไม่ดำเนินการจะทำให้เบี้ยปรับเงินเพิ่มเกิดผลเสียกับผู้เสียภาษีหรือไม่ เขาระบุว่า กรมสรรพากรมีหน้าที่รักษาเงินของแผ่นดินไม่ใช่หรือ ทำไมต้องมาเดือดร้อนแทนผู้ถูกอายัดทรัพย์ แทนที่กรมสรรพากรจะออกมาปกป้องรักษาสมบัติชาติ มากกว่า หน้าที่อะไรของกรมสรรพากรต้องออกมาดำเนินการแทนผู้ถูกกล่าวหา เพราะที่ผ่านมา คตส.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันและต่อสู้เพื่อพิสูจน์ทรัพย์สินมาโดยตลอด แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับไม่ยอมปฏิบัติตาม
คตส.ส่งเรื่องให้ กรมสรรพากรดำเนินการมาตั้งนานแล้วแต่ไม่สนใจ จึงอยากให้กรมสรรพากรได้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติด้วย โดยเฉพาะที่คตส.ส่งเรื่องให้ประเมินเรียกเก็บภาษีบริษัทแอมเพิลริชฯ ที่มีเงินได้พึงประเมินในฐานะนิติบุคคล ต้องชำระหนี้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีกรรมการเป็นคนไทย และมีรายได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย รวมถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายอีก 5 พันล้านบาท รวมเป็น 2 หมื่นล้านบาท โดยส่งเรื่องให้กรมสรรพากรดำเนินการตั้งแต่พฤษภาคม2550 แต่ถึงขณะนี้ไม่คืบหน้า" นายสัก กล่าว
เมื่อถามว่า กรมสรรพากร อ้างจะดำเนินการตามกฎหมายข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่กับธนาคารไทยพาณิชย์ นายสัก กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของธนาคารจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะต้องปฏิบัติตามมติอายัดทรัพย์ของ คตส. ซึ่งธนาคารเคยทำหนังสือสอบถามไปยัง อัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แล้ว ทั้งสององค์กรระบุชัดว่าไม่สามารถถอนอายัดได้จนกว่ากระบวนการพิจารณาของศาลจะถึงที่สุด
"ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าไปกลัวคำขู่ของกรมสรรพากร เพราะธนาคารก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ตามคำสั่งของอัยการและ ป.ป.ช.เช่นเดียวกัน เมื่อกรมสรรพากรอ้างกฎหมายธนาคารก็อ้างกฎหมายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องรอไปจนกว่าศาลจะตัดสิน ให้เป็นหน้าของศาลจะดีกว่า"
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2550 นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรดำเนินการอายัดทรัพย์จำนวนหนึ่งของทั้งคู่ ซึ่งเป็นที่ดิน และหุ้น จนครบตามจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย หลังจากที่ทั้งสองคนไม่ยอมวางหลักทรัพย์ค้ำประกันในชั้นอุทรณ์ภาษี เนื่องจากทั้งคู่ได้นำหลักทรัพย์ที่ คตส.อายัดไว้มาวางมัดจำ ซึ่ง คตส.และกรมสรรพากร พิจารณาว่าเงินที่ถูกอายัดไม่มีคุณสมบัติจะใช้ค้ำประกันได้ จากนั้นกรมสรรพการ ทยอยอายัดไปเรื่อยๆ จนครบจำนวนหนี้ค้างภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินของทั้งคู่ถูกกรมสรรพากรอายัดไว้ที่สำนักงานภาษีเขต 1 เป็นที่ดิน และสำนักงานเขตภาษีที่ 2 กับ 3 ซึ่งเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ไทยพาณิชย์ หารือศาล-ปปช.กรณีคืนเงิน โอ๊ค-เอม
ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) ออกหนังสือชี้แจงถึงคำสั่งที่กรมสรรพากรให้ธนาคารไทยพาณิชย์นำส่งเงินอายัด นางสาวพิณทองทา ชินวัตร และ นายพานทองแท้ ชินวัตร ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือคำสั่งจากกรมสรรพากร เมื่อตอนบ่ายวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ซึ่งยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ตอนนี้เงินในบัญชีเงินฝากทั้ง 2 คน อยู่ภายใต้คำสั่งอายัดทรัพย์ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เช่นกัน ซึ่งคำสั่งทั้งสองมีความขัดแย้งในทางปฏิบัติ และหากธนาคารปฏิบัติตามคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งจะเป็นการฝ่าฝืนอีกคำสั่งหนึ่งซึ่งเป็นความผิดมีโทษทางอาญาได้
ดังนั้น นายกกรรมการธนาคารจึงได้มีคำสั่งให้นำเรื่องหนังสือของกรมสรรพากรหารือในการประชุมคณะกรรมการธนาคารโดยเร็ว รวมทั้งธนาคารได้ทำคำร้องไปยังศาลปกครองและทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอความกระจ่างในการปฏิบัติ ในระหว่างนี้ธนาคารจะยังคงเก็บรักษาเงินในบัญชีดังกล่าวอยู่