พิจารณาตามเนื้อหาพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 มาตรา 9 กำหนดว่า ห้ามไม่ให้บุคคลออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลที่ได้รับการยกเว้นห้ามไม่ให้มีการชุมนุม มั่วสุม หรือกระทำการเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ห้ามเสนอข่าว หรือทำให้แพร่หลายทั้งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ และห้ามใช้อาคารหรือเข้าไปอยู่ในสถานที่ต้องห้าม
ขณะที่พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 มาตรา 11 กำหนดให้เจ้าหน้าที่จับกุม และควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา และผู้สนับสนุนการกระทำผิด
ออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ ส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ที่มีเหตุสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้กระทำการสนับสนุนให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว เพราะหากปล่อยเนิ่นช้าออกไป จะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที
เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสาร ตลอดจนสั่งระงับ ยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสาร เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง
ส่วนมาตรา 12 ระบุว่า การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยให้เจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลขออนุญาตจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน และต่อได้อีกคราวละเจ็ดวัน แต่ต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน
ขณะที่มาตรา 18 กำหนดว่า ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9 และมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อหา...กบฏพันธมิตรติดกับ
การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังบานปลายและนำไปสู่การดำเนินคดีในกฎหมายอาญา มาตรา 113
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
