เพียงชั่วข้ามคืน สถานการณ์ของพันธมิตรดูจะตกอยู่ในสภาวะถูกต้อนให้ จนมุม ยังไงยังงั้น แม้ความสามารถของแกนนำจะเกาะเกี่ยวกำลัง นักรบประชาชน เรือนหมื่นให้เป็นหนึ่งเดียวไว้ได้อย่างเหนียวแน่นแต่ในอีกด้านก็ต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้าฯ ที่ดูเหมือนมีรายการ ผิดคิว เกิดขึ้น ได้กลายเป็นบูเมอแรง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับใน มุมลบ ต่อเหล่าพันธมิตรอย่างคาดไม่ถึง
โดยเฉพาะความผิดพลาดทางเทคนิค นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ นักรบศรีวิชัย ร่วม 80 ชีวิต บุกเข้ายึดสถานีเอ็นบีที ในช่วงเช้าตรู่อย่างไม่มีการเตรียมพร้อมเท่าที่ควร
และถึงแม้ว่า แกนนำพันธมิตร จะออกมาโต้ว่า งานนี้เป็นการ จัดฉาก ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาล
แต่ก็ดูจะเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการบุกทะเล่อทะล่าเข้าไปในสถานีโทรทัศน์นั้น ทางแกนนำย่อมต้องประเมินได้อยู่แล้วว่า จะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ที่สำคัญก็ย่อมต้องรู้ดีว่า แนวโน้มที่จะถูกตลบหลังด้วยวิธีนี้มีสูงมาก
แต่เหตุใดถึงปล่อยให้หมากนี้ดำเนินต่อไป โดยไม่มีการท้วงติงจากทีมงานเลย ???
เท่านั้นยังไม่พอ...
การเตรียมการของพันธมิตรในการพาฝูงชนเข้ายึดสถานีเอ็นบีทีในช่วงสาย เพื่อหวังเป้าหมายในการเชื่อมต่อสัญญาณเอเอสทีวีผ่านสถานีเอ็นบีทีไปทั่วประเทศ ก็เกิดเหตุผิดพลาดซ้ำสอง
เหตุเพราะ อดีตคนใหญ่คนโต ในกรมกร๊วก ซึ่งรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเป็นผู้มาเชื่อมต่อสัญญาณให้ เกิด ไม่มาตามนัด ขึ้นมาดื้อๆ
เมื่อการประสานงานผิดพลาด จึงทำให้กระบวนการยึดเอ็นบีทีไม่บรรลุวัตถุประสงค์
เพราะที่สุดแล้ว เอ็นบีที ก็แก้เกมชิงไหวชิงพริบ ด้วยการสับเปลี่ยนให้สถานีแม่ข่ายอื่นๆ ซึ่งกระจายอยู่ถึง 8 จุดทั่วประเทศ ทำหน้าที่ยิงสัญญาณ พร้อมกับโยกทีมผู้ประกาศไปจัดรายการจากจุดอื่นแทนได้
และด้วยความผิดพลาดซ้ำถึงสองครั้ง ณ จุดนี้ จึงเท่ากับเปิดช่องให้ทางการ ตลบหลัง ด้วยการนำภาพพันธมิตรบุกยึดเอ็นบีที เผยแพร่ไปทั่วโลกตลอดทั้งวัน
ส่งผลต่อ ความชอบธรรม ของกลุ่มพันธมิตรไม่น้อยทีเดียว หนำซ้ำยังทำให้ เสียแนวร่วม ไปโดยใช่ที่
โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจาก สมาคมสื่อ หลากหลายองค์กร ที่ออกมาเป็นเสียงเดียวกันทำนองไม่เห็นด้วยต่อการกระทำ ซึ่งเข้าข่าย คุกคามสื่อ ของพันธมิตร
ไม่เพียงรายการ ผิดคิว ที่เกิดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเท่านั้น หากการประเมินสถานการณ์ของ แกนนำ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิดเท่าใดนัก
สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ความพยายามจะเร่งสถานการณ์เพื่อให้ ปิดเกมเร็ว ด้วยยุทธวิธีดาวกระจายไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
แม้ท่าทีของ สมัคร สุนทรเวช จากการแถลงข่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอารมณ์โกรธที่กำลังพลุ่งพล่าน จะเข้าทางกลุ่มพันธมิตร
แต่ ตำรวจ-ทหาร กลับอยู่ในความสงบนิ่ง
ไม่คิดแม้แต่จะใช้กำลังให้เกิดความรุนแรง แม้ว่า สมัคร จะส่งสัญญาณชัดเจนแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกันพันธมิตรก็ถูกรัฐบาลย้อนรอย ด้วยการเลือกใช้ กระบวนการทางศาล จัดการแทน
อันเป็นยุทธวิธีเดียวกับที่เคยใช้เมื่อครั้งเกิดกรณีการฟ้องร้องต่อ ศาลแพ่ง ของโรงเรียนราชวินิต ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนของพันธมิตร
ขณะเดียวกันก็เล่นงานทางคดีอาญามาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการ ออกหมายจับแกนนำ เพื่อหมายให้การชุมนุมยุติ
ด้วยหวังว่ากระบวนการทางศาลจะเป็นช่องทาง กดดัน ให้พันธมิตรยอมถอย และเลิกราไปในที่สุด
โดยเชื่อว่าหากพันธมิตรดื้อแพ่ง และไม่ยอมรับผลการตัดสินของศาล เครดิต ของกระบวนการพันธมิตรก็จะเสียเอง
แต่ถึงนาทีนี้...มีแนวโน้มว่าการแก้เกมของรัฐบาลด้วยวิธีนี้อาจไม่เป็นผล
เพราะเป้าหมายของแกนนำพันธมิตรนั้น ต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อให้การรบครั้งนี้เป็น สงครามครั้งสุดท้าย จริงๆ ให้ได้
การยอมยุติการชุมนุม เพียงเพราะคำสั่งของศาล หรือการที่แกนนำถูกออกหมายจับ ดูจะไม่ใช่เหตุผลที่เพียงซะแล้ว
เพราะแม้แกนนำทั้ง 9 คนจะถูกออกหมายจับ ทางฝ่ายพันธมิตรก็เตรียมแกนนำ รุ่นที่ 2-ที่ 3 ตุนไว้แล้ว
โดยเฉพาะเหนือสิ่งอื่นใด ท่ามกลางฝูงชนเรือนหมื่นที่โอบล้อมแกนนำพันธมิตรอยู่กลางทำเนียบรัฐบาลนั้น มันไม่ง่ายเลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะฝ่าวงล้อมบุกเข้าจับกุมตัวแกนนำ หากศาลสั่งออกหมายจับจริงๆ
และก็ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายอีกเช่นกันที่แกนนำทั้ง 9 จะยอมรับข้อหา กบฏ ง่ายๆ
ทางหนีทีไล่ย่อมต้องถูกเตรียมไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะ ชิงลงมือ ก่อนกันเท่านั้น
เผลอๆ งานนี้อาจลงเอยแบบเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ก็เป็นได้ !!!
โต๊ะข่าวการเมือง
รายการคม-ชัด-ลึกตอน-ยุติวิกฤติยึดไทยคู่ฟ้า
การเคลื่อนขบวนยึดทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยประกาศก้องว่า จะเป็น สงครามครั้งสุดท้าย ทำให้เกิดการหวั่นเกรงกันว่า จะนำไปสู่การนองเลือดและการปฏิวัติรัฐประหารตามวงจรอุบาทว์เดิมๆ ของประเทศไทยหรือไม่
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
