(30ส.ค.) วุฒิสภาได้จัดสัมมนาเรื่อง ดุลยภาพแห่งอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการกับการเมืองภาคพลเมือง โดย นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง ดุลยภาพแห่งอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ : มุมมองและประสบการณ์ ว่า การพยายามหาดุลยภาพของอำนาจนั้นเป็นภาพลวงตา เพราะหากมองตามหลักการ รัฐสภาใหญ่กว่ารัฐบาล เพราะรัฐสภามาจากประชาชน มียี่ห้อเป็นตัวแทนปวงชน เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งรัฐบาล ต้องฟังรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรในการแถลงนโยบายการบริหารประเทศ หรือถ้าไม่พอใจก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจลงมติให้รัฐบาลออกไป รวมถึงออกกฎหมายให้รัฐบาลเอาไปปฏิบัตินายวิษณุ กล่าวว่า แต่ไป ๆ มา ๆ ในทางปฏิบัติ กลายเป็นรัฐบาลใหญ่กว่า เพราะจะเป็นรัฐบาลได้ต้องคุมเสียงส่วนมากในสภาไว้ รวมถึงรัฐบาลยังมีทฤษฎีและกลไกในทางปฏิบัติมากมายที่จะทำให้ตัวเองอยู่เหนือรัฐสภา ดังนั้นจะหวังให้ตาชั่งสองฝั่งนี้เท่าเทียมกันคงไม่มี ขณะเดียวกันยังมีอำนาจตุลาการซ้อนเข้ามาอีก ซึ่งทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต่างก็ใช้อำนาจเดียวกันคืออำนาจอธิปไตย
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับการทำหน้าที่ส.ว. ขอแนะนำจากประสบการณ์ว่า อะไรที่ไม่น่าปรารถนา อย่าทำให้ชินเพราะจะกลายเป็นระบบ และในทางการเมืองมักจะหาเหตุมาอ้างกันว่า ในอดีตทำกันมาแบบนี้ ส่วนระบบกรรมาธิการ การที่หลายกรรมาธิการรุมทำงานในเรื่องเดียวกัน สร้างความอิดหนาระอาใจให้ฝ่ายบริหาร พอฝ่ายบริหารไม่มาชี้แจง ระบบกรรมาธิการก็หมดน้ำยา ดังนั้น ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์โดยประสานให้กรรมาธิการชุดเดียวทำหรือประชุมร่วมหลายกรรมาธิการ จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
ส่วนการเข้าชื่อ 1 ใน 3 เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ รัฐบาลไม่กลัวส.ว.เพราะรู้ว่าโหวตตัวเองออกไม่ได้ ฉะนั้นส.ว.ทำไปเถอะ เพราะจะได้เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ต่างจาการที่รัฐบาลขอเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อฟังข้อเสนอแนะในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะเกิดขึ้นในอีกวันสองวันนี้ เพราะหมายถึง รัฐบาลจะใช้เวทีสภาเป็นเกมการเมือง
นอกจากนี้ ขอให้วุฒิสภารอบคอบในการพิจารณากฎหมาย ในอดีตเคยมีกฎหมายฉบับหนึ่ง สภาผู้แทนฯผ่าน 3 วาระรวดทั้งที่มีข้อผิดพลาด แต่วุฒิสภาก็ไม่ยอมแก้ ปล่อยผ่าน 3 วาระรวดเช่นกัน จึงกลายเป็นเรื่องไม่บังควรต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกฯ บรรยายพิเศษเรื่อง กลไกและกระบวนการของการเมืองภาคพลเมือง ว่า ประชาธิปไตยที่แข็งแรงนำมาซึ่งความคาดหวังเรื่องการอยู่อย่างสันติสุข หากมองย้อนดูประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย วันนี้ก้าวมาไกล แต่ยังไม่ถึงขั้นที่พอใจได้ เพราะอยู่อีกไกลพอสมควร ต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
สำหรับกรณีการชุมนุมของพันธมิตรฯ มองในแง่ดีคือ เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงดำเนินต่อกันมากว่า 90 วัน โดยไม่มีเลือดตกยางออก แต่ละฝ่ายระวังอย่างยิ่งไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้อาวุธ ถ้าใครพยายามใช้ความรุนแรงจะมีคนจำนวนมากทักท้วงท้วงติงดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้น แค่ใช้แก๊สน้ำตา ก็ไม่ได้แล้ว ขณะที่แต่ก่อนทำได้ทั้งการส่งหมาไปกัด หรือไม้ไล่ตี ทั้งนี้ การประท้วงดังกล่าวที่กินเวลา มีทั้งคนสนับสนุน คนคัดค้าน คนเบื่อ แต่กลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น ถือว่ามีทิศทางที่ดี
สถานการณ์การเมืองขณะนี้เป็นการเมืองภาคพลเมือง โดยเรื่องระหว่างพันธมิตรฯกับรัฐบาล ถือว่าเป็นปลายเหตุมากๆ โดยสืบเนื่องมาจากสังคมไทย ยังไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตย หรือการเมืองให้ก้าวหน้าเท่าทัน กับสิ่งที่คนอยากจะเห็น เพราะประเทศเพิ่งเป็นประชาธิปไตยมาเพียง 75 ปี ขณะที่สังคมตะวันตกผ่านมาแล้วนับร้อยปี ฉะนั้นขอให้ใจเย็นหน่อย ต้องตั้งสติช่วยกันคิดเพื่อความยั่งยืน นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรมีหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญคือ ไม่เข้าใจคำว่า การเมืองของพลเมือง ความไม่เข้าใจนี้เกิดขึ้นไม่ยาก เพราะมักมองเท่าที่เห็นจึงเห็นความจริงแค่บางส่วนบางตอน ลองไปถามนายกฯ ก็จะบอกว่า พันธมิตรฯไม่เอาไหน อยู่ดี ๆ มาประท้วงให้ลาออกทำไมกัน ถึงขั้นมาบุกทำเนียบฯ ผิดกฎหมาย แต่สังคมก็จับภาพแค่ตรงนี้ พอไปถามพันธมิตรฯ ก็จะบอกว่า รัฐบาลเป็นตัวแทนของอดีตนายกฯมีการทุจริตคดโกง คนก็จะจับภาพแค่บางส่วนเช่นกัน
กลายเป็นสังคมมองว่า การเมืองภาคพลเมืองคือกลุ่มประท้วง เอ็นจีโอที่ชอบสร้างความวุ่นวาย จะสร้างอะไรก็ประท้วง ซึ่งการมองอะไรแค่บางส่วนทำให้ไม่เกิดปัญญา และตอนนี้มีความหมิ่นเหม่ในการใช้สื่อทำลายอีกฝ่าย การมองความเป็นจริงของการเมืองไทย มองได้ว่า เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์ แย่งอำนาจ เหมือนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สู้ให้ชนะกันไปข้างหนึ่ง แต่การเมืองที่ควรเป็นคือ การสร้างสรรค์ ความร่วมมือ ส่วนต่างๆร่วมกันจัดการบ้านเมือง สังคมให้เป็นไปในทางพึงปรารถนา เรื่องพลเมืองก็จะตามมา
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การประท้วงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมืองภาคพลเมือง อย่างพันธมิตรฯ หรือ นปก.ก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะการเมืองภาคพลเมืองคือสังคม ส่วนจะดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะการเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองเปิด ประชาชนใช้อำนาจในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ร่วมจัดการบ้านเมืองด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ผ่านระบบผู้แทน หรือมีบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าเข้าใจตรงนี้ก็จะเข้าใจระบบ
ปัญหาการเมืองขณะนี้ต้องใช้สันติวิธี ประกอบด้วยขันติ คือความอดทน นิติ คือการใช้กฎหมายตามความเหมาะสม ไม่ใช่ใช้เป็นหลักแบบเข้มงวด เพราะมีหลายกรณีที่ใช้กฎหมายแบบแข็งตัวแล้วเกิดความแตกแยก ทัศนคติ ถือว่าสำคัญต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน อย่างตอนนี้รัฐบาลและพันธมิตรฯ อยู่ตรงข้ามเป็นปฏิปักษ์ เผชิญหน้าอย่างโจ่งแจ้ง ฉะนั้นอาจมีคนกลางพูดให้เริ่มปรับท่าที ต่อไปสาระจะค่อยๆเกิด รัฐต้องเป็นฝ่ายเริ่มเพราะมีอำนาจมากกว่า ทั้งนี้สันติวิธีต้องการความตกลงกันได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรักใคร่ นายไพบูลย์กล่าว
รายการคมชัดลึกตอน-พันธมิตรปักหลัก ไทยคู่ฟ้า วันที่สาม
ปฏิบัติการลุยยึดทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยล่วงเลยมาแล้ว 3 วัน และดูเหมือนว่าจะไม่ยุติลงในเวลาอันรวดเร็วแถมมีท่าทีจะบานปลาย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
