จนทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำเป็นต้อง เข็น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)เพื่อยับยั้งปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่จ้องจะ ฟาดฟัน กันให้ย่อยยับไปคนละข้าง
โดยแต่งตั้งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการควบคุมการคลี่คลายสถานการณ์ และมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 เป็น รองผู้บัญชาการควบคุมการคลี่คลายสถานการณ์
นั่นคือหน้าฉากที่แสดงต่อสาธารณะ !
เบื้องหลังการถ่ายทำนั้นเต็มไปด้วยการขบเหลี่ยม ซ่อนปม
เริ่มจากการอุบัติขึ้นครั้งใหม่ของ นปก. ที่แปรขบวนเป็น นปช.
รวดเร็วและเร่งร้อน กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าปะทะ และเมื่อปะทะแล้วก็รีบเก็บข้าวเก็บของกลับ ราวกับว่า ปิดจ๊อบ สำเร็จ
ราวกับรู้ว่า เลือดตกนองพื้นเมื่อไร การเปลี่ยนแปลง ก็จะเริ่มขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
มีคนตาย เสียเลือดเสียเนื้อแล้ว รัฐบาลก็ชอบธรรมที่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน
จากนั้นมอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผู้บัญชาการควบคุมเหตุการณ์
ในฐานะที่เป็นผู้ที่คุมกำลังทหารและเป็นภัยคุกคามรัฐบาลมากที่สุด จึงต้องเอามาไว้ให้ใกล้ตัวมากที่สุด
ต้องขี่ให้ได้ เอาให้อยู่
สำหรับรัฐบาลสถานการณ์ก่อนออก พ.ร.ก.อยู่ในเกมที่เรียกว่า เพาเวอร์ เพลย์ ยังไม่ถือว่าเสียเปรียบ
เพราะยังมีไพ่ใบสุดท้ายที่จะจัดการกับ ผู้บัญชาการทหารบก ในกรณีที่ แข็งขืน
ปลดทิ้งแล้วตั้งคนของตัวขึ้นใหม่ ซึ่งมีหลายคนพร้อมเสียบอยู่แล้ว
ช็อตต่อมา ที่ทำให้ยังคิดต่อได้ก็คือ รัฐประหารตัวเอง
หรือหากเลวร้ายจริง ก็ต้องชิงส่งกำลังออกมาก่อน
สั่งสอนกันมานานแล้วว่า การยึดอำนาจ ใครชิงลงมือก่อนก็คว้าชัย เพราะไม่มีใครอยากยึดเมืองร้างหลังสู้รบ
ซึ่งถ้าถึงขั้นนี้ก็เท่ากับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น หรือกำลังจะเกิดขึ้น ต้องล้มกระดานไปเริ่มใหม่ หรือเลิกไปเลย
แน่นอน ย่อมหมายถึง คดียุบพรรค-คดีนายใหญ่-นายหญิง
ล็อกกันมาอย่างนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ ผบ.ควบคุมคลี่คลายสถานการณ์
แต่ใครก็รู้ว่า คนระดับ ผู้บัญชาการทหารบก นั้น ไม่ใช่ธรรมดา
ใครก็รู้ว่า ทั้งประเทศอนุญาตให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ได้เพียงคราวละ 1 คน
เมื่อรับเข้ามาเป็น ผู้บัญชาการควบคุมคลี่คลายสถานการณ์ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ฉายให้เห็นว่า รู้ และ ทัน กับเกม เพาเวอร์ เพลย์
ถ้อยแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นแนวทางของคณะกรรมการ น่าจะสร้างความมึนงงให้แก่ มาสเตอร์ มายด์ ที่ชักใยให้เกิดเหตุ
ยึดหลักประชาธิปไตย ยืนกรานที่จะเป็นกรรมการกลางห้ามทัพ นปช. และกลุ่มพันธมิตร
แสบสันไปยิ่งกว่าก็คือ โยนภาระการคลี่คลายการชุมนุมยึดทำเนียบไปให้รัฐบาลและรัฐสภา
กลายเป็นสิ่งที่น่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย
ซ้ำยังย้ำคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ทหารยืนเคียงข้างประชาชน ไม่มีวันทำร้ายประชาชน
การเมืองจะต้องแก้ด้วยการเมือง
นี่ไม่ใช่แค่เสียรังวัด เพราะดันไปมอบหมายอำนาจให้ พล.อ.อนุพงษ์ แล้วโดนย้อนศร
ต้องเรียกว่า สมัคร พลาดไปแล้ว เพราะนับจากนี้ แทบจะไม่มีกลไกใดให้ได้เล่นอีก
แต่ถามว่า นั่นคือแนวทางที่ควรจะเป็นหรือไม่
ก็ต้องตอบว่า นี่แหละที่ควรจะเป็น เพียงแต่ต้นตอของปัญหายังไม่ได้รับการคลี่คลาย
การปฏิเสธอำนาจรัฐยังคงลุกลามกว้างขวาง
แต่ผู้บริหารรัฐยังคิดว่าตนเองยังทรงพลังเต็มเปี่ยม ทั้งที่ไม่อาจคลี่คลายการปฏิเสธอำนาจของกลุ่มคนที่ชุมนุมร่วมกันนานกว่า 100 วันไปได้
สถานการณ์ผลักให้ สมัคร ต้องใช้อำนาจทั้งที่รู้ว่าไร้พลัง
แต่หากดิ้นไปหาหนทางที่จะใช้อำนาจนอกระบบ
ถามว่า ลำพังอำนาจของผู้บัญชการควบคุมคลี่คลายสถานการณ์ สามารถจัดการตรงนี้ได้หรือไม่
หรือต้องหันไปพึ่งบริการ อำนาจนอกระบบ เหมือนที่เคยเป็นมา
พล.อ.วินัย ภัททิยกุล พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
แม้นายทหารเหล่านี้จะเหลืออายุราชการเพียง 1 เดือน แต่เชื่อว่ายังพอมีกำลังพลิกผันบ้านเมือง
ก็ขึ้นอยู่กับ มาสเตอร์ มายด์ แล้วล่ะว่า จะกล้าฮึดอีกรอบหรือไม่
เพราะเท่ากับไปจุดชนวน สร้างสถานการณ์ให้อดีตรักษาการประธาน คมช.อย่าง ชลิต พุกผาสุข มีเหตุให้จำต้องฟื้น คมช.ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อสะสางเรื่องราวที่ภาคแรกทำทิ้งไว้
ทีมข่าวความมั่นคง
ตำรวจ...หายไปไหนนองเลือด...พธม.-นปช.
ข่าวการเคลื่อนทัพของ นปช. ตำรวจล่วงรู้มาตลอด โดยวิทยุรายงานด่วนมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วว่า นปช.จะเคลื่อนตัวประชิดกลุ่มพันธมิตร
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
