เอแบคโพลเผยผลสำรวจชาวต่างชาติในประเทศหลังเหตุปะทะ-ประกาศภาวะฉุเฉิน กระทบความพึงพอใจเพียงเล็กน้อย ทรุดหนักเฉพาะการเมือง-เศรษฐกิจ ด้านอื่นยังคงเพิ่มขึ้น เผยร้อยละ 97 จะเดินทางกลับมาท่องเที่ยวอีก ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยเมื่อันที่ 6 กันยายนผลสำรวจเรื่อง ชาวต่างประเทศมองประเทศไทยอย่างไร หลังเกิดเหตุปะทะกันรุนแรงและการประกาศภาวะฉุกเฉิน กรณีศึกษาตัวอย่างนักธุรกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวนทั้งสิ้น 532 ราย ระหว่างวันที่ 2 ย 5 กันยายน 2551ย ทั้งนี้ ตัวอย่าง ร้อยละ 74.6 ระบุเป็นชาวยุโรป, ร้อยละ 11.7 ระบุเป็นชาวอเมริกัน, ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นชาวเอเชีย และร้อยละ 7.5 ระบุอื่น ๆ เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้นผลสำรวจพบด้วยว่า ชาวต่างประเทศส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.2 เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในขณะที่ร้อยละ 29.8 เคยเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยร้อยละ 54.0 ได้พักอาศัยในประเทศไทยไม่เกิน 7 วันที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 46.0 ได้พักอาศัยอยู่ประเทศไทยมากกว่า 7 วันขึ้นไปแล้ว
ที่น่าพิจารณาคือ ชาวต่างประเทศรับทราบความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ รัฐบาล เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.5 ในช่วงก่อนเกิดเหตุปะทะกันรุนแรง มาอยู่ที่ร้อยละ 88.7 ในช่วงหลังเกิดเหตุปะทะกันและประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 50.2 ของตัวอย่างทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ชาวต่างประเทศที่ทราบข่าวขัดแย้งกันส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 คิดว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่ปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย แต่จำนวนมากหรือร้อยละ 40.7 คิดว่าไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา
ที่น่าเป็นห่วงคือ ประมาณครึ่งหรือร้อยละ 49.5 ได้รับผลกระทบหลังจากเหตุปะทะกันรุนแรงของประชาชนคนไทย ในขณะที่ร้อยละ 50.5 ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบร้อยละ 32.6 ได้รับผลกระทบเล็กน้อยย ร้อยละ 32.0 ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นย ร้อยละ 23.8 เดินทางไม่สะดวก อาทิ สายการบิน รถไฟหยุดเดินรถ และร้อยละ 11.6 ต้องปรับเปลี่ยนแผนในการเดินทาง
นอกจากนี้ เมื่อวัดความพึงพอใจจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ความพึงพอใจของชาวต่างประเทศลดต่ำลงในวงจำกัด 3 ด้าน คือ ด้านสถานการณ์การเมืองได้รับผลกระทบทำให้ชาวต่างประเทศพอใจลดต่ำลงสุดจาก 6.27 มาอยู่ที่ 4.96ย ด้านสภาวะเศรษฐกิจลดลงจาก 6.59 มาอยู่ที่ 5.91 และด้านความเป็นธรรมในสังคมลดลงจาก 6.02 มาอยู่ที่ 5.57
อย่างไรก็ตาม ด้านอื่นๆ อีก 9 ด้าน พบว่า ชาวต่างประเทศยังคงพึงพอใจต่อประเทศไทย เช่น พอใจต่อประชาชนคนไทยเพิ่มจาก 8.00ย มาอยู่ที่ 8.20ย ด้านวัฒนธรรมไทย เพิ่มจาก 7.86 มาอยู่ที่ 8.12ย ด้านอาหารไทยเพิ่มจาก 8.00 มาอยู่ที่ 8.16ย ด้านสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มจาก 7.14 มาอยู่ที่ 7.43ย ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพิ่มขึ้นจาก 7.28 มาอยู่ที่ 7.32
ด้านการบริการของด่านตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มจาก 7.13 มาอยู่ที่ 7.25ย ด้านสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้นจาก 6.85 มาอยู่ที่ 6.90ย ย ด้านระบบขนส่งมวลชนเพิ่มจาก 6.72 มาอยู่ที่ 6.87ย และด้านความปลอดภัยในอาหารเพิ่มขึ้นจาก 6.91ย ย มาอยู่ที่ 6.92 ในการสำรวจครั้งล่าสุด
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความสุขมวลรวมของชาวต่างประเทศในประเทศไทย เปรียบเทียบก่อนและหลังเกิดเหตุปะทะรุนแรงและประกาศภาวะฉุกเฉิน พบว่า ความสุขมวลรวมของชาวต่างประเทศกลับไม่แตกต่างคือ จาก 8.02ย ย ย มาอยู่ที่ 8.06
เมื่อถามว่าจะกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกหรือไม่ พบว่า ชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงตอบว่า จะกลับมาอีกคือร้อยละ 96.7ย ก่อนเกิดเหตุปะทะ และร้อยละ 97.0ย หลังเหตุปะทะและประกาศภาวะฉุกเฉินระบุว่า จะกลับมาอีก
เมื่อถามว่าจะชักชวนคนอื่นๆ ในประเทศมาเที่ยวเมืองไทยอีกหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 97.6 ก่อนเกิดเหตุปะทะ และเกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 98.9 ระบุจะยังคงชักชวนคนอื่นๆ ในประเทศกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก
อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเขาอยู่ประเทศไทยแล้วไม่มีความสุข ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเดินทางไปคือ ร้อยละ 52.7 ระบุจะไปประเทศเวียดนาม ร้อยละ 40.8 ระบุประเทศลาว ร้อยละ 37.3 ระบุประเทศกัมพูชา ร้อยละ 30.8 ระบุประเทศมาเลเซีย ตามลำดับ
ดร.นพดล กล่าวว่า หลายคนอาจคิดว่า หลังเกิดเหตุปะทะกันของคนไทยและการประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว ชาวต่างประเทศจะมองประเทศไทยในทางลบต่อประชาชนคนไทยและด้านอื่นๆ ของประเทศไทยทั้งหมด แต่ผลวิจัยครั้งนี้กลับพบว่า ชาวต่างประเทศยังคงพอใจระดับสูงต่อ ประชาชนคนไทย ต่ออาหารไทย วัฒนธรรมไทย สถานที่ท่องเที่ยว และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น
ข้อมูลจาก มติชน
