กุเทพ เชื่อสภาพิจารณากฎหมายประชามติเสร็จใน 1เดีอน สมพงษ์ ยอมแลกเงิน 2 พันล้านแลกกับการสูญเสียหมื่นล้าน จาตุรนต์ชี้ไม่ใช่ทางออกโดยตรง ปณิธานชี้ไม่ใช่ทางแก้วิกฤตการเมืองแต่ใช้ติดสินประเด็นเฉพาะหน้ารับ-ไม่รับ การ ทำแท้ง-พกปืน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ จ.เชียงใหม่ กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการทำประชามติ เพื่อหาข้อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่า เป็นการถามความเห็นประชาชน ถึงการกระทำทั้งสองฝ่ายระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตร รัฐบาลก็ต้องขี่ม้าออกไป เท่าที่ลงพื้นที่สอบถามชาวบ้าน 3-4 อำเภอ เชื่อว่าวิธีการทำประชามติ จะไม่สร้างความแตกแยกขึ้นในสังคมเหมือนกับที่บางฝ่ายหวั่นวิตก การทำประชามติจะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท หากไม่ทำประเทศอาจเสียหายนับหมื่นล้านบาท นายสมพงษ์กล่าวร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงระยะเวลาในการออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามติที่คาดกันว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 เดือนจึงจะเสร็จว่า ดูตามข้อเท็จจริงแล้วไม่น่าจะใช้เวลาถึง 7 เดือน เพราะหากใช้เวลาตามนั้นอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นมาได้ และไม่อยากให้นำเรื่องการเมืองไปเป็นปัจจัยในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ทั้งนี้ถ้ามีเรื่องเร่งด่วนเชื่อว่าภายใน 1 เดือน วุฒิสภาก็สามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นที่สำเร็จได้
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวระหว่างเปิดตัวหนังสือ กรงขัง 111ย ของนายอดิศร เพียงเกษ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ว่า บ้านเมืองขณะนี้มีวิกฤตที่ร้ายแรงอย่างมาก โดยเฉพาะวิกฤตทางความคิด ที่มีคนจำนวนไม่น้อยไม่มีความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกเชื่อถือกัน รวมทั้งไม่ยอมรับในหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถหาทางออกได้ แต่วิธีการแก้ไขได้ง่ายที่สุดคือกลุ่มพันธมิตรต้องยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล และไปชุมนุมที่อื่นอย่างสงบ เพื่อให้รัฐบาลได้ทำงานได้ ส่วนคดีต่างๆ นั้นก็ให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการไปตามระบบ ซึ่งหากมีการตัดสินให้นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งก็ต้องพ้น แต่เรื่องนี้ดูว่าคงจะไม่เกิดขึ้นแล้ว เพราะรัฐบาลชุดนี้คงจะอยู่ไม่นานเพราะอย่างไรพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบและเป็นไปไม่ได้ที่กรรมการบริหารพรรคจะไม่ถูกตัดสิทธิ
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องการทำประชามติ ไม่ถือว่าเป็นทางออกโดยตรงแต่มีส่วนบ้าง หากประชาชนเห็นดีกับกลุ่มพันธมิตร รัฐบาลก็ควรจะทำตามข้อเรียกร้อง แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วย ต้องเคารพในหลักการตามระบอบประชาธิปไตย
นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดประชามติเพื่อแก้ไขสถานการณ์การเมืองไทยนั้น ประชามติปกติไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือแก้วิกฤตทางการเมืองเฉพาะหน้า ปกติในต่างประเทศใช้ตัดสินประเด็นเฉพาะด้านว่าจะรับหรือไม่รับ เช่น การขึ้นภาษีบางอย่าง การพกปืน การทำแท้ง
ทั้งนี้คำถามที่ใช้ต้องละเอียดพอสมควร คำถามบางคำถามไม่อาจถามได้ เช่น นายกรัฐมนตรีควรออกหรือไม่ ประเด็นในเรื่องการเมือง หรือการขัดแย้งนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่จะใช้ประชามติ โดยเฉพาะประชามติต้องใช้เวลา กฎหมายต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา นานกว่า 90 วัน แต่สถานการณ์ด้านการเมืองในขณะนี้เริ่มบานปลาย จึงเห็นว่าหากให้ทำประชามติให้จัดการเลือกตั้งใหม่จะเป็นที่ยอมรับมากกว่า
นายชาตรี อยู่ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากใช้เวลา 6-7 เดือน ในการทำประชามติเหมือนกับที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บางคนระบุ ถือว่านานเกินไปไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนแบบนี้ รัฐบาลควรหาวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยอาจออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เนื่องจากรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ และสามารถใช้คำถามหรือประเด็นที่ชี้ชัดได้มากกว่ากฎหมายประชามติ
ขณะที่กลุ่มนิสิตแพทย์จามจุรี ประกอบด้วยนายชัยสิทธิ์ กิจไพบูลย์วัฒนา นายสมาธิ ปัทมธรรมกุล น.ส.ปณิธิ โชลิตกุล นายภูศนุ ธนาพรสังสุทธิ นายคุณาทิป นิสสัยพันธุ์ และนายรักไทย บุญเรือง ออกแถลงการณ์ว่า กลุ่มนิสิตแพทย์จามจุรี เฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยความเป็นห่วง และเกรงว่า ในอนาคต เหตุการณ์จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงขอแสดงจุดยืน ประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองตามหลักสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชน เสนอข่าวสารอย่างเป็นกลางและมีเสรีภาพ ตามจริยธรรมแห่งอาชีพ ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งฝ่ายพันธมิตร กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ ชุมนุมอย่างสันติ โดยอยู่ในกรอบของกฎหมายและไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องอันเป็นสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ และนำมาสู่การชุมนุมที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีได้ทบทวนการกระทำของตนเองรวมทั้งแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ตลอดจนขอเรียกร้องให้แกนนำพันธมิตร ทั้ง 9 คน มอบตัวและสู้คดีตามกฎหมาย หลังจากที่นายกรัฐมนตรีลาออกแล้ว
ทางด้าน นพ.ปวิตร วณิชชานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลละงู อ.ละงู จ.สตูล นำป้ายผ้าข้อความ หยุดรัฐบาลทำร้ายประชาชน ไปติดหน้าโรงพยาบาลละงู พร้อมกับกล่าวว่า อยากวิงวอน รัฐบาล หรือคนที่เกี่ยวข้องหยุดทำร้ายประชาชน และให้เสียสละเพื่อชาติ ให้ความสงบเรียบร้อยกลับมาโดยเร็ว
ผมปรึกษาหารือกับเพื่อนๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะขึ้นป้ายเรียกร้องรัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน และอาจจะมีมาตรการอื่นๆ หากรัฐบาลยังคงใช้ความรุนแรงกับประชาชนย นพ.ปวิตรกล่าว
ข้อมูลจาก มติชน
