นางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเสวนาเรื่อง ทางออกและอนาคตสังคมไทยในวิกฤติความรุนแรง ว่าย ที่มาของความขัดแย้งเกิดจากวิกฤตของความชอบธรรมของทั้งรัฐบาลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเกิดความพยายามสร้างวาทกรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง จึงทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สนใจใคร โดยอ้างว่าตัวเองถูกต้อง ทำให้ไม่มีพื้นที่เจรจา จนทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นสีเทา อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้มีการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม แต่ต้องไม่สร้างบรรยากาศหลังชนฝาอยากให้ทุกฝ่ายหาทางออกเหมือน พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แสดงความรับผิดชอบในปี 2540 เนื่องจากประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ การตัดสินใจลาออกหรือยุบสภา ของนายกฯ น่าจะทำได้เลย ทำไมต้องรอศาลตัดสินว่าตัวเองผิดแล้วจึงจะลาออก เชื่อว่าหากนายกฯ ลาออก ก็ให้พรรคการเมืองที่เหลือ วางกรอบกติการใหม่ในการบริหารประเทศได้ ซึ่งยังเชื่อว่าการเมืองในระบบยังสามารถทำหน้าที่ให้เราได้ โดยประชาชนจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประชาธิปไตยไทย นางนฤมล กล่าวและว่า วุฒิสภาอาจตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญศึกษาการปฏิรูปการเมือง และคณะ
กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ดูคดีต่างๆที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหลาย
ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าสังคมมองเห็นอนาคตเมืองไทยเป็นแค่คนสองฝ่าย คงไม่มีทางมองเห็นอนาคต ตนขอให้มองคนที่ยังมีอยู่อีกหลายฝ่ายและมาร่วมกันหารือ และมองให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา นั่นคือ จริยธรรมของการเมือง เพราะถ้าอำนาจการเมืองมีไว้เพื่อชนะ พวกใครพวกมัน ทีใครทีมัน สังคมจะพากันลงเหว นอกจากนี้ วิกฤติการเมืองที่ตอนนี้เถียงกันเพียงว่า ใครถูกใครผิด ตนมองว่า หน่อมแน้มมาก เพราะมันไม่ใช่ชั้นเดียว แต่มีมิติเรื่องเวลามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากัน เพื่อเป็นการเมืองแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปให้ได้ ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วยังอยู่แบบเก่าหรือไปสู่ความรุนแรง
ข้อมูลจาก มติชน
