กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 สมชัย-สดศรี-ประพันธ์ มีความเห็นให้ยกคำร้อง ปู่ชัย ถือหุ้นบ.รับสัมปทาน เหตุ ประทานบัตร ไม่เข้าข่ายเป็นสัมปทานรัฐ โดยผู้ขอต้องเสียค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ ยังพบว่าไม่เป็นการผูกขาด นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกร้องว่าอาจกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งอาจทำให้ความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลงตามมาตรา 106 (6) ว่า ที่ประชุมกกต.มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอมา เนื่องจากบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด ที่ภรรยาของนายชัยถือหุ้นอยู่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 นอกจากนี้ ประทานบัตรที่บริษัทดังกล่าวได้รับ ก็ได้รับตามพ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นเสมือนใบอนุญาตให้เอกชนเข้าดำเนินกิจกรรม โดยผู้ขอต้องเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งต่างกับการขอสัมปทานจากรัฐ เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียม การขอสัมปทานเก็บรังนก อันนี้จึงจะถือว่าเข้าข่ายสัมปทานนายประพันธ์ กล่าวว่า กรณีของบรษัทศิลาชัยเป็นการขอประทานบัตร เพื่อระเบิดหินในพื้นที่ดินของเอกชน ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และมีการดำเนินการมาก่อนที่นายชัยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันในที่ดินบริเวณดังกล่าวยังมีเอกชนรายอื่นขอประทานบัตรระเบิดหินในลักษณะเดียวกันอีกนับ 10 บริษัท จึงไม่เข้าข่ายการผูกขาด ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายที่ว่าบุคคลในครอบครัว คือสามี ภรรยา บุตร ถือหุ้นหรือบริษัทสัมปทานจากรัฐ ดังนั้น ที่ประชุมเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 จึงมีมติยกคำร้อง ส่วนเสียงข้างน้อยนั้น มีความเห็นให้สอบสวนเพิ่มเติม
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของนายชัย คงใช้เทียบเคียงการสอบสวนการถือหุ้นของส.ส.และส.ว.ตามที่มีการร้องเข้ามาไม่ได้ เนื่องจากเป็นการถือหุ้นคนละลักษณะ ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่มีการถือหุ้นของส.ส.และส.ว.ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากที่จะต้องสอบเป็นรายบุคคลย ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องรออีกสักระยะหนึ่ง
ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านการสืบสวนสอบและวินิจฉัย กล่าวว่า เสียงข้างมาก 3 เสียง ประกอบด้วย ตน นายประพันธ์และนางสดศรี สัตยธรรม ซึ่งในส่วนของตนเป็นเสียงข้างมาก ที่เห็นตามที่คณะอนุฯ เสนอว่า กรณีสัมปทานเป็นการที่ไปขออนุญาตประกอบกิจกรรมในที่ดินที่เป็นของหลวง ขณะที่ประทานบัตรเป็นการขออนุญาตในที่ดินที่เป็นของตนเอง ซึ่งในชั้นการสอบสวนของคณะอนุฯ เสียงข้างมากก็เสนอให้ยกคำร้องเช่นกัน
ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวว่า ส่วนตัวตนไม่ติดใจ เพราะไม่ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์เข้ารับสัมปทานจากรัฐ แต่เป็นลักษณะของการขอประทานบัตร เป็นการขออนุญาตรัฐที่กฎหมายกำหนดให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของตนเองที่มีแร่ และตนก็เห็นตามที่อนุกรรมการมีมติ 4 ต่อ 1ย เสนอให้ยกคำร้อง ส่วนเสียงข้างน้อยของอนุฯ ขอให้สอบหาพยานหลักฐานเพิ่ม และกกต.เสียงข้างน้อยก็มีความเห็นให้สอบเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นบุคคลในเครือญาตินายชัยย ตนคิดว่าความเห็นคงไม่ต่างจากพยานของฝ่ายผู้ถูกร้องมากสักเท่าไร
ข้อมูลจาก มติชน
