โดยสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญของนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 นับเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนที่จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยาวนานที่สังคมไทยเผชิญอยู่จะมีโอกาสยุติลงได้น่าเสียดายที่ปรากฏว่า หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังคงมีความพยายามจากสมาชิกพรรคพลังประชาชนบางส่วนและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่จะนำเอานายสมัคร สุนทรเวช กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งย โดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้านและเสียงแห่งมโนธรรมของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย
เหตุผลทางสังคม 7ย ประการที่จะลำดับต่อไปนี้เป็นข้อที่สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนควรจะนำไปใคร่ครวญให้รอบคอบ ในการที่จะยังคงทำร้ายสังคมไทยต่อไปอีกโดยการเสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีย และน่าจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่สมาชิกพรรคการเมืองเหล่านี้จะได้ช่วยเหลือและหยิบยื่นโอกาสและทางออกจากวิกฤตร้ายแรงให้แก่สังคมไทยได้
เหตุผลประการที่ 1 การนำนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกไม่เพียงแต่จะเป็นการตบหน้าศาลรัฐธรรมนูญและระบบตุลาการซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของสังคมไทยเท่านั้น หากแต่เป็นการปฏิเสธการมีอยู่ของจริยธรรมและหิริโอตตัปปะในการเมืองไทยอีกด้วย
มีแต่ผู้ที่ไม่เกรงกลัวละอายต่อบาปและขาดจริยธรรมเท่านั้นที่จะเสนอตัวบุคคลที่เพิ่งถูกศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า ขาดจริยธรรมและไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบและสถานะในการปฎิบัติตนในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเมื่อ 3 วันก่อนหน้านั้น กลับมาเป็นผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง
เพราะความผิดที่นายสมัครถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องการขัดแย้งกันของประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ย (Conflict of interest)ย กล่าวคือการไม่ยอมรับรู้ว่า ตนเป็นบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศและต่อประชาชน แต่กลับใช้ตำแหน่งฐานะที่ดำรงอยู่ไปดำเนินการรับจ้างหรือที่ถือว่าได้กระทำการเป็นลูกจ้างย ซึ่งเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจแก่เอกชน และเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกถึงข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วโดยชัดแจ้งตั้งแต่ต้น
ความผิดนี้ไม่ใช่ความผิดทางเทคนิค ไม่ใช่การเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อนย แต่เป็นการจงใจกระทำการโดยไม่แยแสกับหลักการที่ว่าบุคคลสาธารณะต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน อันเป็นหลักการที่เป็นหัวใจของประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย ซึ่งหากปรากฏพฤติการณ์เช่นนี้ในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วย ไม่ใช่แต่เพียงจะไม่ถูกเสนอชื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญอีกเท่านั้น
หากแต่ชีวิตทางการเมืองของบุคคลผู้ละเมิดจริยธรรมทางการเมืองโดยไม่ตระหนักถึงพันธะและความรับผิดชอบในตำแหน่งการเมืองเช่นนี้ ก็ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้โดยเด็ดขาด
เหตุผลประการที่ 2 การที่นายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่มายาวนานทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งรังแต่จะนำสังคมไทยไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกขณะ
เพราะบุคลิกภาพและนิสัยส่วนตัวที่ก้าวร้าวรุนแรง และไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวให้กับทุก ๆ คนในทุก ๆ เรื่องของนายสมัคร จะทำให้การเมืองที่ขัดแย้งรุนแรงอยู่แล้วก้าวไปสู่การเผชิญหน้าเร็วขึ้น เพราะนายสมัคร มีความเชื่อมาโดยตลอดว่าการดำเนินการทางการเมืองและการเผชิญหน้าที่ตนเลือกกระทำนั้นถูกต้องมาโดยตลอด
เมื่อมีโอกาสกลับเข้าดำรงตำแหน่งใหม่อีก ก็ยิ่งจะต้อง ย"สร้างผลงานย โดยการ ย"เดินหน้าฆ่ามันย อย่างที่เป็นวิถีในทางการเมืองที่นายสมัครเลือกเดินมาตลอดเกือบสี่สิบปีในชีวิตทางการเมืองนั้นเอง
เหตุผลประการที่ 3 การนำนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งย นอกจากจะเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองให้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการท้าทายและทำให้เกิดเงื่อนไขในการใช้กำลังทหาร ตำรวจ เข้าระงับสถานการณ์รุนแรงหรือการจลาจลย ซึ่งมาจากการปะทะกันของกลุ่มการเมืองที่เผชิญหน้ากันอยู่ในขณะนี้ได้ง่ายที่สุด และสถานการณ์เช่นนี้มักจะนำไปสู่การใช้อำนาจเด็ดขาดรุนแรงของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถืออาวุธและเป็นการเชื้อเชิญให้กลุ่มพลังที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยออกมาสู่ความขัดแย้งเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองโดยตรงย และหากมีปฏิบัติการของการใช้กำลังทหาร ตำรวจในสถานการณ์ใดที่ผิดพลาดหรือล้ำเส้นความพอดี จนเกิดการกล่าวหาหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้นำกองทัพ สถานการณ์เช่นนี้จะผลักให้กำลังทหารต้องเข้าควบคุมสถานการณ์และจะนำไปสู่สถานการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจของการรัฐประหาร ล้มล้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยลงได้โดยง่ายอีกครั้งหนึ่ง
เหตุผลประการที่ 4 การนำนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจะทำให้โอกาสในการที่จะได้รับข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมือง จากองค์พระประมุข ซึ่งทรงมีประสบการณ์และได้ผ่านปัญหาผ่านการแก้วิกฤตของชาติมาแล้วยาวนานลดน้อยลง
โดยหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย องค์พระประมุขย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมตามขนบของการปกครองและโดยสถานะตามรัฐธรรมนูญที่จะพระราชทานความเห็นสำหรับผู้รับผิดชอบ เพื่อให้นำไปพิจารณาหาทางแก้ปัญหาวิกฤตที่ประเทศชาติดำรงอยู่ได้ ตามเหตุตามคราวที่มีสถานการณ์สำคัญเกิดขึ้น
แต่หากเรามีนายกรัฐมนตรีที่มีแต่จะขอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและเอาแต่กราบบังคมทูล กราบบังคมทูล และกราบบังคมทูล โดยมิได้ขอรับพระราชทานพระราชวินิจฉัยหรือขอรับพระราชทานข้อชี้แนะสำหรับการดำเนินการของรัฐบาลแล้ว จะมีโอกาสใดอีกเล่าที่จะเปิดให้สามารถได้แนวทางหรือคำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์แก่การแก้วิกฤตของประเทศชาติจากองค์พระประมุขได้
เหตุผลประการที่ 5 หากนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง การเมืองไทยจะสุ่มเสี่ยงต่อความผิดพลาด การเกิดความรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงในการทำลายระบบการเมืองลงได้ง่ายย เพราะนายสมัครมีบุคลิกภาพที่รุนแรง ไม่ประนีประนอม และไม่รับฟังความความเห็นที่ไม่ตรงใจตัว
ลักษณะของผู้นำการเมืองเช่นนี้ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประเทศชาติกำลังเผชิญกับภัยคุกคามหรือปัญหาจากภายนอก ซึ่งคนในชาติมักจะสามัคคีร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาของชาติและต้องการผู้นำที่สามารถปลูกสำนึกความรักชาติและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อต่อสู้กับศัตรูหรือภัยคุกคามภายนอก
แต่ในสถานการณ์แตกแยก ขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายจากปัญหาทางการเมืองภายใน และความเชื่อย ตลอดจนผลประโยชน์ที่แตกต่างกันภายในสังคมไทยเองที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้น บุคลิกภาพของนายสมัคร จะยิ่งทำให้สถานการณ์แตกแยกรุนแรงมากขึ้นย เสมือนกับการสาดน้ำมันเข้าสู่กองไฟ ทำให้ความแตกแยกลุกลามใหญ่โตยิ่งขึ้นย จนอาจเผาผลาญความเป็นชาติบ้านเมืองที่สั่งสมมานานลงได้ในคราวนี้
เหตุผลประการที่ 6 หากนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจะยิ่งเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมสัญญาณที่ผิดพลาดในทางจริยธรรมและศีลธรรมที่สังคมไทยได้รับมาตลอดเจ็ดเดือนเศษให้ชัดเจนรุนแรงยิ่งขึ้น
จนอาจทำให้ค่านิยม คุณค่า และความเชื่อที่เป็นเรื่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นแนวทางที่เยาวชนและผู้คนในสังคมไทยอาจยึดถือแบบอย่างที่ผิดพลาดเหล่านี้ต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูดจากลับไปกลับมาไม่อยู่ในร่องในรอย (เช่นการแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ การกำหนดเวลาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใด)
การพูดจาโกหกพกลมไม่ตรงกับความเป็นจริง (เหตุการณ์ 6 ตุลาคมย 2519ย มีคนตายเพียงคนเดียว) การใช้ถ้อยคำหยาบคายย การใช้กริยาเกรี้ยวกราดและบริภาษสื่อมวลชนที่ต้องติดตามทำข่าวตามหน้าที่
เรื่องต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นพฤติกรรมปกติย สำหรับคนไทยในวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนมีอายุกว่า 70 ปีแล้วที่พบได้ทั่วไปในสังคมย แต่หากเป็นพฤติกรรมของผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารของประเทศซึ่งปรากฏในสื่อทุกประเภทย ทั่วประเทศและตลอดเวลาแล้วย ค่านิยมย วัฒนธรรมและมารยาทอันดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ที่ได้ปลูกฝังกันมานาน อาจจะต้องมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งและอาจจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่คนรุ่นต่อไปอาจเห็นว่าท่าที มารยาท และความประพฤติเช่นนี้เป็นเรื่องถูกต้องดีงามย หากว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
เหตุผลประการที่ย 7 การเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งจะทำให้คนไทยมีความทุกข์ใจมากขึ้นย ไม่ว่า คนไทยเหล่านั้นจะมีความเชื่อและความชอบทางการเมืองอย่างไรย สนับสนุนฝ่ายใด
หากต้องยอมรับว่า ลีลาและท่าทีตลอดทั้งยุทธวิธีทางการเมืองที่นายสมัครเลือกใช้ย เลือกพูดย เป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยที่อยู่กลางๆ ไม่เข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องใจหายและเฝ้าติดตามด้วยใจระทึกย และคอยภาวนามิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงอยู่เรื่อยๆ ตามเหตุตามการณ์
เพราะท่าทีที่พร้อมปะทะ ไม่ประนีประนอม ไม่เจรจา และไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวกับแนวทางที่เชื่อว่าย เรื่องที่ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีตัดสินใจไปแล้วเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งหมดย โดยจะไม่ทบทวนและไม่ลดละใดๆ นั้นย ทำให้ความตึงเครียดในหมู่คนไทยที่เสพสื่อย ดูโทรทัศน์ และอ่านหนังสือพิมพ์ย เพิ่มดีกรีสูงมากขึ้นอยู่โดยตลอด
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนไทยฝ่ายที่เลือกสนับสนุนพันธมิตรย สนับสนุนพรรคพลังประชาชน หรือคนไทยที่สมัครใจใส่เสื้อขาวยืนอยู่ตรงกลางย การกลับมาของนายสมัครจะทำให้คนไทยเหล่านี้มีความตึงเครียดย อึดอัด และมีความทุกข์ใจในชีวิตมากไปกว่าเดิมหลังจากที่เคยมีความสุขช่วงสั้น ๆ มาแล้วภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๙ กันยายน
เหตุผลทางสังคมทั้งย ย 7ย ประการย นี้เป็นสิ่งที่สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเดิมและพรรคพลังประชาชนควรจะได้นำไปคิดวิเคราะห์และไตร่ตรองโดยรอบคอบ เพื่อจะไม่ต้องกระทำความผิดซ้ำไปจากที่ได้เคยทำมาแล้วเมื่อเจ็ดเดือนก่อนต่อสังคมอีก
เพราะในพรรคพลังประชาชนหรือพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงมีสมาชิกพรรคผู้มีอาวุโสย ที่มีความรู้ความสามารถย สุขุมรอบคอบและเป็นที่ยอมรับของสังคมย ย กับไม่มีท่าทียโสโอหังย ก้าวร้าวรุนแรงย และเป็นศัตรูกับสื่อทุกประเภทย อีกทั้งล้วนแต่เป็นคนที่เฉลียวฉลาดย ประนีประนอมย ย รู้จักวิธีการพูดคุยรับฟังความเห็นของคนอื่นอยู่อีกหลายคนย ทั้งในระดับรองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคย ถ้าหากเลือกให้ดีและชี้คนให้ถูก
โอกาสที่พรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะครองประเทศย ครองใจประชาชนส่วนใหญ่ และยึดครองอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอีกยาวนานก็มีอยู่เป็นอย่างมากย เพียงแต่ต้องอย่าไปหลงติดยึดในมายาภาพและความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นว่า จะต้องปะทะแตกหัก จะต้องสู้รบย หรือจะต้องก้าวร้าวรุนแรงอย่างที่เคยเป็นอยู่ย และได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเท่านั้น.
ข้อมูลจาก มติชน
