ศาลปกครองสูงสุด ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น คุ้มครองชั่วคราวคดีเขาพระวิหาร ห้าม ย" รมว.ต่างประเทศ - ครม.ย ใช้ประโยชน์ มติ ครม. 17 มิ.ย.เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ศาลปกครองสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุด โดยนายพีระพล เชาวน์ศิริ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนคดีปราสาทพระวิหาร หมายเลขดำที่ 984/2551ย มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้คุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้ รมว.ต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี ( ครม.)ย ดำเนินการใด ๆที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นคดีนี้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ , นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. กับพวกรวม 9 คนซึ่งเป็นทนายความและนักสิทธิมนุษยชน ร่วมกันยื่นฟ้อง รมว.ต่างประเทศ ( ขณะฟ้อง นพดล ปัทมะ ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ) และ ครม. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1- 2 เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่นายนพดล รมว.ต่างประเทศ ขณะฟ้อง ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย ยกัมพูชา พร้อมแผนที่แนบ ลงวันที่ 18 มิ.ย. ขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก ที่จะมีการเสนอแถลงการณ์ต่อองค์การยูเนสโก ในระหว่างวันที่ 2-10 กรกฎาคม 2551
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 ศาลปกครองกลาง โดยนายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครอง , นายณัฐ รัฐอมฤต และนายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน คดีปราสาทพระวิหาร หมายเลขดำที่ 984/2551ย มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ต่อมา รมว.ต่างประเทศ และ ครม. ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว
ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วกฎหมาย ข้อเท็จจริง และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วย การกำหนดมาตราคุ้มครองชั่วคราวจะต้องมีมูลและเหตุผลเพียงพอ ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 อุทธรณ์ว่า เหตุที่ขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้นได้หมดสิ้นไปแล้ว ศาลเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง อ้างว่า ได้มีหนังสือแจ้งระงับผลการใช้แถลงการณ์ร่วมไปยังฝ่ายกัมพูชา และองค์การยูเนสโกทราบ ซึ่งต่อมาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา จะไม่ได้นำแถลงการณ์มาร่วมใช้ในการพิจารณาตามที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสองอ้างก็ตาม แต่กรณีที่คณะกรรมการมรดกโลก ทำเช่นนั้นยิ่งแสดงให้เห็นว่าแถลงการณ์ร่วมที่จัดทำขึ้นไม่ได้มีความจำเป็นที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสองจะต้อง ทำขึ้น แต่แถลงการณ์ร่วมไทย ย กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 หากยังให้มีสภาพบังคับตามข้อความที่ปรากฏในแถลงการณ์ร่วมนั้นต่อไป แม้จะไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อาณาเขตของประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาแถลงการณ์ร่วมประกอบกับแผนที่หรือแผนผังแนบท้ายซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ร่วมแล้ว พบว่า
ในแผนที่ได้อ้างถึงพื้นที่ N1 N2 N3 โดยไม่มีการกำหนดเขตพื้นที่ N1 N2 N3 ไว้อย่างชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใด เป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและอาจทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศในวันข้างหน้าได้
อีกทั้งแถลงการณ์ร่วมอาจ ก่อให้เกิดความความแตกแยกกันในด้านความคิดเห็นของคนในสังคม และอาจก่อให้เกิดวิกฤติสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง แถลงการณ์ร่วมจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย
เมื่อแถลงการณ์ร่วมยังคงมีผลผูกพันอยู่โดยยังไม่ได้ถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากผู้ถูกฟ้องทั้งสองดำเนินการใด ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ดังกล่าว ก็จะมีผลเสียหายและกระทบต่อประเทศชาติโดยรวมและสิทธิของประชาชนได้ จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้ต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศและประชาชนโดยรวม ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง อ้างว่า เหตุที่จะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้นหมดไปแล้ว จึงไม่อาจฟังได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้นชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งวินิจฉัยเรื่องนี้ ประกอบด้วย นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด , นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด , นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด , นายพีระพล เชาวน์ศิริ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะเจ้าของสำนวน , นายจรัญ หัตถกรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด , นายดำริ วัฒนสิงหะ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และนายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
ข้อมูลจาก มติชน
