(2ต.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางกลับบ้านจังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่บ้านพักในสนามกอล์ฟกรีนวัลเลย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายสมชาย พร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภิริยา ได้เปิดบ้านต้อนรับบุคคลใกล้ชิด ทั้งส.ส.ผู้ว่าราชการในพื้นที่ภาคเหนือ ประชาชน ให้เข้าแสดงความยินดีในโอกาสที่รับตำแหน่งทั้งนี้ เวลา 08.30 น. นายสมชาย ให้สัมภาษณ์ ว่า ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ก็เดินทางกลับบ้านที่เชียงใหม่เกือบทุกสัปดาห์ แต่เมื่อมารับตำแหน่งก็ทิ้งระยะห่าง เพราะต้องทำงาน ซึ่งบ้านที่เชียงใหม่นี้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อน เมื่อมาก็มักจะไปทำบุญตามสถานที่ต่างๆทั้งที่จอมทอง สันกำแพง และสารภี ซึ่งตนมีสิทธิ์เลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่เพราะมีเชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าว่ามาพักร้อนที่เชียงใหม่แล้วจะกลับไปสู้งานมากกว่าเดิมหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า อยู่ที่กรุงเทพฯก็ฟิต เพราะเราต้องทำงานอยู่ที่ไหนก็ต้องทำงานต่อไป
เมื่อถามกลับไปกรุงเทพฯ คราวนี้จะเอายาอะไรไปดับศึกภายในพรรคพลังประชาชน นายสมชาย กล่าวว่า โอ้ย ! พลังประชาชนดับอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้น้ำ
เมื่อถามถึงวิธีการที่จะเจรจาให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคยออกจากทำเนียบรัฐบาล นายสมชาย กล่าวว่า รัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะใช้กำลัง ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายเห็นแก่บ้านเมืองและต้องทำฝ่ายต้องคุยกัน ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาก็ได้ขอให้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ช่วยประสานในฐานะที่มีประสบการณ์รู้จักคนจำนวนมาก และมีความนุ่มนวล เราต้องพยายามใช้วิธีการเช่นนี้ก่อน เพราะคิดว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างเสียหายและเสียความเชื่อมั่นจากต่างชาติไปเยอะ อย่างล่าสุดที่ รมว.ต่างประเทศเดินทางไปร่วมประชุมที่องค์การสหประชาชาติก็มีคนถามในเรื่องนี้
เรื่องนี้เราต้องพยายาม ซึ่งทุกฝ่ายไม่มีใครเสียหน้าเสียตา การที่เราจะเรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเป็นเรื่องปกติรัฐบาลรับฟังอู่แล้ว ไม่ได้ห้ามให้มีการชุมนุมแต่ขอให้ทำอย่างเป็นที่เป็นทางที่คิดว่าไม่เสียหายต่ประเทศ ผมคิดว่าทุกคนรักชาติแต่จุดไหนที่จะทำให้ประเทศชาติไปได้และประชาชนสบายใจ เรื่องนี้ก็ต้องช่วยกัน ส่วนวิธีการนั้นทาง พล.อ.ชวลิต จะเป็นผู้ดูแลอย่างบูรณาการ นายสมชาย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลัง พล.อ.ชวลิต ไปเจรจามีสัญญานในทางบวกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ชวลิต ได้รายงานว่าก็ดี ซึ่ง พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ใหญ่ เป็นนายกัฐมนตรีมาก่อน ก็คิดว่าคงจะช่วยได้ในระดับที่ดี
เมื่อถามว่าได้ขอคำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในประเทศจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า พล.อ.เปรม ก็แนะนำให้ข้อสังเกต ให้ความรู้ แต่รายละเอียดขออนุญาตไม่พูด ซึ่ง พล.อ.เปรม ท่านเป็นคนมีความเมตตากับทุกคนอยู่แล้ว เราก็ติดตามดูแลท่านมาก็เห็นว่าท่านมีความเมตตาอยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่าแสดงว่าประเทศไทยขณะนี้มีทางออกในกรแก้ปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องหาทางออกให้ได้ ถ้าหาทางออกไม่ได้เราจะอยู่กันได้อย่างไร ทางออกนั้นก็จะต้องเป็นทางออกที่สงบเรียบร้อยประชาชนมีความสุข ไม่มใช่ทางที่จะมารบราฆ่าฟันกันเพราะสิ่งน้นจะทำให้เกิดความเสียหายล่มจมในประเทศ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันหาทางออก ซึ่งตนเคยบอกว่าประเทศไทยมีทุกคนเป็นหุ้นส่วน ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นทางออก เพื่อชาติเพื่อบรรพบุรุษของเราที่สร้างมาต้องหาให้เจอ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขให้ปัญหาไม่ได้ข้อยุติหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ถ้ามองถึงประโยชน์ที่จะได้และตกอยู่ที่ประชาชนคงไม่เป็นประเด็น วันนี้ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าทุกคนกำลังเรียกหาการพัฒนาการเมือง แต่ตนคิดว่าแนวทางก็คือการพัฒนาโดยประสนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมเห็นชอบตรงกัน ไม่เช่นนั้นก็ไม่จบ
เมื่อถามว่าแต่พอรัฐบาลจะเริ่มเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก็เกิดข้อหาว่ารัฐบาลกำลังหมกเม็ด นายมมชาย กล่าวว่า มันหมกไม่ได้ เพราะตนไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญเอง เพราะสุดท้ายคนที่มาจากประชาชนทั้งประเทศจะเป็นคนทำ รัฐบาลไม่ได้เป็นคนทำ
เมื่อถามว่าแต่ถ้ายังจะให้ ส.ส.เข้ามามีส่วนในการแก้รัฐธรรมนูญก็จะทำให้เกิดปัญหา นายสมชาย กล่าวว่า ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ถ้าไม่ให้ ส.ส.ทำแล้วใครจะทำ
เมื่อถามว่าจะเสนอเป็นรูปแบบของคณะกรรมการกลางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นอะไรก็ได้แต่ต้องมีกฎหมายรองรับ แต่เห็นว่าทุฝ่ายไม่ค่อยยินดีกับวิธีนี้ ก็ต้องเอาอีกแบบหนึ่งแต่ต้องมีกฎหมายรองรับไม่เช่นนั้นแก้ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลายฝ่ายมองว่าการสรรหาตัวประธาน ส.ส.ร.ครั้งนี้ยากเพราะไม่มีใครยอมรับ นายสมชาย กล่าวว่า กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ผมว่าต้องมีสักคนแหละ
ทั้งนี้ นายสมชาย เปิดเผยด้วยว่า ตนได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 3 ต.ค. เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการเมือง แต่การหารือครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาทางการเมือง แต่เป็นการช่วยกันแก้ปัญหาของบ้านเมือง
จากนั้น เวลา 09.20 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ชิณนิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ บุตรสาว พร้อมคณะ ซึ่งมีทั้ง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วัฒนธรรมและส.ส.เชียงใหม่ ได้เดินทางไปสักการะองค์พระธาตุดอยสุเทพและกราบนมัสการพระเทพวรสิทธาจารย์ รองเจ้าคณะเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเพทพ ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆของนายกรัฐมนตรี ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้จัดกำลังตำรวจและทหาร คอยดูแลอย่างเข้มงวดเนื่องจากมีกระแสข่าวว่าทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเคลื่อนไหวออกมาต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะมีการวางมาตรการการรักษาควมปลอดภัยให้นายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด แต่ปรากฎว่าระหว่างที่นายสมชาย กำลังสนทนาธรรมกับพระเทพวรสิทธาจารย์ในพระอุโบสถ ได้มีสาวใหญ่พันธมิตรวัยกว่า 40 ปี ทราบชื่อภายหลังว่านางเบญจมาศ ยุทธวิริยา ชาว ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย ได้นำมือตบพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ออกมาตบไล่นายสมชายทันที 4-5 ครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบเข้าไปชาร์ตและนำตัวออกไปจากบริเวณดังกล่าวทันที โดยนางเบญจมาศ บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ มาแสดงความเป็นคนไทยก็เท่านั้น อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นนายสมชายไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ยังคงสนทนาธรรมและรับพรจากพระสงฆ์ที่สวดชยันโต หรือ ชัยคาถามงคลเพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป
จากนั้น เวลา 10.20 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางลงมาสักการะอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ซึ่งที่นี่ได้มีกลุ่ม คนรักเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุน สวมเสื้อและโพกผ้าแดงมาให้การสนับสนุน
เวลา 10.45 น. นายสมชาย เดินทางไปยังวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง เพื่อไหว้กู่หรือกระดูกบรรพบุรุษของตระกูลชินวัตร รวมทั้งได้เข้าไปกราบขอพรจากคุณยายจันทร์สม ชินวัตร อาของนางเยาวภา ชินวัตร ด้วย ทั้งนี้ ได้มีบรรดาประชาชนจาก อ.สันกำแพงและอำเภอใกล้เคียงมารอให้กำลังใจจำนวนมาก โดยขอให้นายสมชายสู้ๆและทำงานต่อไป
นายสมชาย ได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาคำเมืองกับประชาชนที่ให้การต้อนรับ ตอนหนึ่ง ว่า วันนี้มาสันกำแพงก็ขอพูดภาษาคำเมือง ตนดีใจที่ได้มาพบกัน แต่ไม่ใช่ดีใจว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดีใจที่ทุกอย่างที่ผ่านมาชาวสันกำแพงยินดีต้อนรับคนๆหนึ่ง ที่ระเหเร่ร่อนมาปักหลักฝากชีวิตไว้กับคนสันกำแพง จนวันนี้ได้ดิบได้ดีขึ้นมา ก็ไม่เคยลืมคนสันกำแพง ทั้งนี้สันกำแพงถือเป็นบ้านเกิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่อยากจะพูดว่าเป็นบ้านเกิดของภรรยา แม้ตนจะไม่ได้เกิดที่นี่ แต่ชีวิตครั้งที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จ มีความเจริญรุ่งเรืองก็เกิดขึ้นที่สันกำแพงตนไม่เคยลืม วันนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสได้ขึ้นมาทำงารบริหารประเทศ และเคยให้คำมั่นสัญญาไว้เมื่อครั้งที่ได้รับพระบรมราชโองการฯ ว่าตนจะตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งมั่นอยู่ในความมีคุณธรรรมและศีลธรรม ยึดหลักกฎหมายและกระบวนการต่างๆ ที่เป็นระเบียบกฎเกณฑ์ของประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตนไม่ได้ตั้งใจเข้ามาทำงานเฉพาะเรื่องการเมือง วัตถุประสงค์สูงสุดก็คือต้องการที่จะมาดูแลคุณภาพชีวิตให้ประชาชนที่มีความทุกข์ยาก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การที่ตนได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้พูดไว้แล้วว่าจะต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน แต่ตนก็ถือว่าตนเป็นชาวสันกำแพง มีเลือดเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวสันกำแพง เหมือนคนที่สันกำแพงได้หล่อหลอมตนขึ้นมา และส่งให้ขึ้นไปอยู่ในจุดๆหนึ่งในการเข้ามาดูแลประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นบุญกุศลที่เราจะได้รับร่วมกัน และไม่ว่าตนจะไปอยู่ที่ไหนก็ต้องกลับมาอยู่ที่สันกำแพง เหมือนนกที่มันจะบินไปที่ไหนก็ตามแต่ในที่สุดก็ต้องกลับมาที่รัง
ผมขอพุดความในใจว่า ผมไม่เคยลืมคนที่ให้การสนับสนุนผมที่ผ่านมาตั้งแต่ชีวิตที่เริ่มต้นก็ คือ ท่านทักษิณ เพราะฉะนั้นพวกเราก็มีความผูกพันอยู่ ซึ่งท่านทักษิณจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ท่านก็เป็นคนดีของเรา เป็นคนที่เราให้ความเคารพนับถือเชื่อมั่นศรัทธา และมั่นใจว่าท่านเป็นคนดี ส่วนเรื่องต่างๆที่ผ่าสนมาก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการว่ากันไป เมื่อผมมาอยู่ตรงนี้ก็คิดว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนในส่วนที่มีปัญหา ใครมีปัญหาอะไรก็ขอให้บอกได้ วันนี้ผมกลับมาสันกำแพงก็อบอุ่นใจ ผมไม่พูดว่าที่ไหนดี ที่ไหนไม่ดี แต่ผมมีความรู้สึกว่าที่สันกำแพง คือ บ้านก็อบอุ่นใจที่สุด เห็นหน้ากันก็รู้จักกัน วันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ดีใจที่มีโอกาสมารับใช้คนสันกำแพงและทั้งประเทศ ก็ขอให้พวกเราช่วยกันสนับสนุน และยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และช่วยกันทำให้ทุกคนในประเทศไทยกลับมาสู่ความสมัครสมานสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกันสร้างชาติของเราให้เป็นปึกแผ่นและมีความสุขเหมือนที่เคยเป็นมา นายสมชาย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังการพบปะประชาชนที่วัดโรงธรรมสามัคคี นายสมชาย ได้แวะเข้าไปยังหน่วยปฐมพยาบาลของโรงพยาบาลสันกำแพง และได้ขอให้พยาบาลได้วัดความดัน ซึ่งปรากฎว่าช่วงแรกความดันอยู่ที่ 140-90 ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติ พยาบาลจึงทำการตรวจอีกครั้ง หลังนายสมชายได้นั่งพักเหนื่อยก็ปรากฎว่าความดันของนายสมชายปกติอยู่ที่ 120-80 จากนั้น นายสมชายก็ได้ให้พยาบาลตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ โดยกล่าวแซวว่าให้ช่วยตรวจดูหน่อยว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่ หลังการตรวจพยาบาลก็แจ้งให้นายสมชายทราบว่าการเต้นของหัวใจปกติดี นายสมชาย จึงกล่าวติดตลกว่า อย่างนี้ก็เป็นนายกฯได้ใช่มั๊ย
ต่อมา เวลา 12.00 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์ และกราบศพพระพุทธวรพจนวราภรณ์ ซึ่งก่อนที่นายสมชายจะเดินทางบมาถึง มีรายงานว่าได้มีกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งนั่งมาในรถฮอนด้า ซีวิค ซีบรอนทอง ทะเบียรน บห 3801 ได้เปิดกระจกพร้อมนำมือตบพันธมิตรออกมาตบไล่ ทำให้กลุ่มคนรักเชียงใหม่ ซึ่งสวมเสื้อและโพกผ้าสีแดงที่มารอต้อนรับนายสมชายไม่พอใจ ถึงกับวิ่งไล่กวดตามรถคันดังกล่าวไป แต่ก็ไม่มีการปะทะกันแต่อย่างใด
จากนั้น นายสมชาย พร้อมคณะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเจี่ย ท้ง เฮง ซึ่งที่นี่ได้มีกลุ่มพันธมิตรประมาณ 10 คน ได้มานั่งรอ เพื่อต่อต้าน และขับไล่นายสมชายอยู่ที่บริเวณชั้นล่างของร้านอาหาร ทั้งนี้ หลังรับประทานอาหารเสร็จก่อนที่นายสมชายจะเดินขึ้นรถ เมื่อทราบว่ามีกลุ่มพันธมิตรนั่งรออยู่ นายสมชายก็ได้เดินตรงเข้าไปหาและพูดคุยทันที โดยมอบถามว่ามาจากที่ไหนและเป็นคนจังหวัดใด ทางกลุ่มพันธมิตรก็บอกว่าเป็นคนเชียงใหม่ แต่เมื่อนายสมชายถามย้ำว่าเป็นชาวเชียงใหม่จริงหรือ ทางกลุ่มพันธมิตรฯก็เลยบอกว่ามาทำงานที่เชียงใหม่นานแล้ว จากนั้นก็ได้ยกสัญลักษณ์มือตบออกมาตบ พร้อมบอกว่าขอให้ทำงานเพื่อชาติ อย่าทำเพื่อพวกพ้องน่ะ ซึ่งนายสมชายก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจกลับบอกไปว่า ก็มีความเห็นตรงกัน เพราะผมเข้ามาทำงานก็เพื่อประเทศชาติ จากนั้นทางกลุ่มพันธมิตรพยายามถามถึงการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่นายสมชายไม่ได้ยินและเดินออกไปขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังตลาดวโรรส แต่ระหว่างทางก็ยังมีกลุ่มพันธมิตรที่ยืนอยู่ท้ายรถปิ๊กอัพสีขาว ทะเบียน กว 4791 ได้ชูมือตบออกมาขับไล่จนขบวนรถของนายสมชายผ่านไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเดินตลาดวโรรสของนายสมชายก็ได้รับการต้อนรับจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี โดยไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯตามมาแต่อย่างใด จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น. นายสมชาย พร้อมคณะเดิรนทางมายังท่าอากาศยานเชียงใหม่เพื่อขึ้นเครื่องกลับ กทม. โดยมีกลุ่มสนับสนุนมาตั้งขบวนรอส่งที่ด้านหน้าทางเข้าสนามบิน ซึ่งนายสมชายก็ได้ลงไปจับมือทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ระหว่างนั้นมีรายงานว่ามีกลุ่มพันธมิตรฯจำนวนหนึ่งดักรออยู่ทางเข้าอาคารผู้โดยสาร ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้แจ้งให้นายสมชายทราบซึ่งนายสมชายบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะเข้าไปคุยด้วย แต่ปรากฎว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นส่วนหน้าเมื่อเห็นกลุ่มพันธมิตรรออยู่ก็ได้ขอร้องให้กลับออกไป
จนกระทั่งเวลา 14.45 น. นายสมชาย ก็ได้ขึ้นเครื่องของบริษัทการบินไทยเพื่อเดินทางกลับ กทม.
รายการคม ชัด ลึกตอน- 11 มาตรการฝ่าวิกฤติการเงิน วิกฤติโลก
จากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐและลุกลามต่อเนื่องไปยังอีกหลายประเทศ ซึ่งสถาบันการเงินในเมืองไทยก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกรณีที่มีสถาบันการเงินต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
