ไชยวัฒน์ ติดคุกไม่เครียด ใช้เวลาทั้งวันในห้องสมุด เรือนจำพิเศษกรุงเทพเตรียมพร้อมรับตัวพล.ต.จำลอง เน้นดูแลความปลอดภัยผู้ต้องขัง ไกรศักดิ์ เชื่อ สมชาย ไฟเขียวตร.จับจำลอง-ไชยวัฒน์แหล่งข่าวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ภายหลัง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนำผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกรุกและยึดทำเนียบรัฐบาล ถูกส่งเข้าควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายไชยวัฒน์ได้ถูกส่งตัวเข้าไปคุมขังในแดนแรกรับ โดยในวันนี้ ( 5 ต.ค.) เป็นวันหยุดราชการ เรือนจำไม่อนุญาตให้เยี่ยมผู้ต้องขัง
นายไชยวัฒน์ จึงใช้เวลาในช่วงกลางวันขลุกอยู่ในห้องสมุดของทางเรือนจำโดยไม่มีสีหน้าหรืออากัปกิริยาที่แสดงออกถึงความเคร่งเครียดแต่อย่างใด นอกจากนี้นายไชยวัฒน์ยังพูดคุยกับเพื่อนผู้ต้องขังร่วมแดนแรกรับได้อย่างเป็นกันเอง
จากนั้นในเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำผู้ต้องขังทั้งหมดกลับขึ้นเรือนนอน และปิดแดนคุมขัง อย่างไรก็ตาม ในการใช้ชีวิตในเรือนจำเป็นวันแรก นายไชยวัฒน์ยังคงไม่รับประทานอาหารของผู้ต้องขังทั่วไปที่เรือนจำจัดเตรียมให้ โดยเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ญาติส่งเข้ามาเป็นของเยี่ยม และสวมเสื้อผ้าที่ญาติจัดส่งเข้ามาให้ ซึ่งเป็นกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดสีขาว
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้เรือนจำได้เตรียมความพร้อมในการรับตัวพล.ต.จำลอง ศรีเมือง 1 ในแกนนำพันธมิตรฯซึ่งอาจถูกศาลส่งตัวเข้ามาคุมขังในวันที่ 6 ต.ค.นี้คาดว่าเรือนจำจะจัดให้ พล.ต.จำลองนอนในห้องขังร่วมกับนายไชยวัฒน์ ซึ่งเรือนจำจะเข้มงวดเป็นพิเศษในเรื่องมาตรการดูแลความปลอดภัยในทุกด้านให้กับผู้ต้องขังคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เรือนจำยังได้ประสานไปยังสถานีตำรวจประชาชื่น เพื่อเตรียมจัดวางกำลังรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อาจรวมตัวเดินทางมาเยี่ยมนายไชยวัฒน์และรอคอยการส่งตัว พล.ต.จำลองเข้าไปคุมขังในเรือนจำ
ไกรศักดิ์ เชื่อ สมชาย ไฟเขียวตร.จับจำลอง-ไชยวัฒน์
นายไกรศักดิ์ ชุณหวัน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว 2 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยว่า เหมือนกับเป็นการเติมเชื้อไฟทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยากจะคลี่คลายลงไปได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายอยู่ในระหว่างการหาทางออกร่วมกัน และสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออากรปฏิบัติกับกลุ่มพันธมิตร ถึงขนาดมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนนายกฯเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่มีท่าทีพยายามส่งตัวกลาง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเข้าไปเจรจา
แต่กลับเกิดปฏิบัติการณ์จับกุมแกนนำทั้งที่ได้มีการออกหมายจับมานานร่วมเดือน และอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์การออกหมายจับของศาล เนื่องจากคดีกบฎเป็นโทษที่รุนแรงขั้นประหารชีวิต จึงต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเร่งชิงจับตัวแกนนำอย่างไม่มีเหตุผลและทำรุนแรงเกินเหตุ
เชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต้องได้รับนโยบายจากผู้บังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชาต้องได้รับนโยบายจากผู้ที่กำกับโดยตรงนั่นก็คือนายกฯ ดังนั้นนายกฯต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้กับสังคม และต้องแสดงความรับผิดชอบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะบอกว่าเป็นไปตามกระบวนการคงไม่ใช่ เพราะหากไม่มีคำสั่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการปฏิบัติตามอย่างแน่นอน หากเรื่องนี้ไม่มีคำตอบให้กับสังคมจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการสมานฉันท์ของนายกฯและเป็นเรื่องลำบากที่นายกฯจะแก้ไขปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติยาก การปฏิบัติหน้าที่ที่ล้ำเส้นของตำรวจต้องได้รับคำชี้แจงจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงเช่นกัน จะบอกว่าปฏิบัติตามหน้าที่คงไม่ใช่ เพราะการที่ออกหมายจับที่หนึ่งแล้วนำไปขังอีกที่หนึ่งเป็นกากระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นายไกรศักดิ์ กล่าวและว่า
การจับสองแกนนำพันธมิตรฯจะยิ่งทำให้ประชาชนเข้ามาชุมนุมในทำเนียบเพื่อกดดันรัฐบาลมากขึ้น ไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอนเพราะเข้าใจว่าสาเหตุที่มีการจับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เนื่องจากต้องการตัดกำลังของพันธมิตร เพราะเป็นแกนนำคนสำคัญที่กุมยุทธศาสตร์และทิศทางการชุมนุมของพันธมิตร แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป พันธมิตรจะเพิ่มการชุมนุมและกดดันมากขึ้น หลังจากนี้พันธมิตรคงจะปรับตัวได้ และโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงก็มีความเป็นไปได้สูง แต่เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถสลายการชุมนุมได้ เพราะช่วงนี้จะมีประชาชนจำนวนมากจะแห่มาชุมนุมที่ทำเนียบ
เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พล.ต.จำลอง ยอมให้จับกุมตัวโดยง่ายดายเพื่อต้องการะดมพลให้มาชุมนุมจำนวนมากเพื่อนำไปสู่การโค่นรัฐบาลได้ นายไกรศักดิ์กล่าวว่า คงไม่มีแกนนำคนไหนอยากจะถูกจับกุมแน่นอน เพราะเป็นข้อหาหนัก และก่อนหน้านี้แกนนำพันธมิตรก็เกินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ไม่เห็นมีใครมาจับ แต่เชื่อว่าต้องมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่เป็นประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะในสายตาต่างชาติที่ต้องการให้บ้านเมืองคลี่คลายลงโดยเร็วและกลับมาสู่ปกติเพื่อจะได้มีการค้าการลงทุนต่อไป แต่ทุกอย่างต้องมาจบลงด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยภายใต้ระบบเผด็จการเด็ดขาด ที่มีการจับกุมข้อหากบฏต่อกลุ่มคนที่บุกยึดสถานที่ราชการซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมและเป็นการละเมิด คุกคาม สิทธิ ขั้นรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาชุมนุมด้วยสันติวิธี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
