เมื่อเทียบกับถนอม-ประภาสที่ถูกประณามในลักษณะเดียวกันในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บุคคลทั้งสองยังต้องใช้เวลาไต่เต้าขึ้นทำเนียบที่ถูกประณามว่าทรราช เป็นเวลานับสิบปีตั้งแต่ปี 2506-2516 ขณะที่นายสมชายใช้เวลาเพียง 19 วันเท่านั้น เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงไม่กี่วัน(ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 18 กันายน 2551) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ถูกประณามด้วยถ้อยคำรุนแรงย ทรราชบ้าง ฆาตกรบ้าง กระหายเลือดบ้าง ฯลฯซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและกำลังในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิต 2 คน แขนขาขาด และบาดเจ็บกว่า 400 คนหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนายสมชาย ซึ่งเชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้สั่งให้สลายการชุมนุมไม่ได้ออกมากล่าวแสงดความรับผิดชอบ แสดงความเสียใจ นอกจากโยนให้เป็นเรื่องของตำรวจโดยอ้างว่าทำตามกฎหมายแล้ว
ยังทำสีหน้าท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นประเภทที่เรียกกันว่า หน้ามึน
เมื่อเทียบกับ ถนอม-ประภาส ที่ถูกประณามในลักษณะเดียวกันในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บุคคลทั้งสองยังต้องใช้เวลาไต่เต้าขึ้นทำเนียบที่ถูกประณามว่าทรราช เป็นเวลานับสิบปีตั้งแต่ปี 2506-2516
ขณะที่นายสมชายใช้เวลาเพียง 19 วันเท่านั้น (ผู้นำต่างประเทศอย่างมาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ย ซูฮาร์โต้แห่งอินโดนีเซีย ต้องใช้เวลาในการไต่เต้าขึ้นทำเนียบจอมเผด็จการนานนับสิบปีเช่นกัน)
นับว่า นายสมชายสร้างสถิติใหม่ให้กับการเมืองในอุษาคเนย์
การประณามนายสมชายดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่ในแวดวงในกลุ่มผู้นุมของพันธมิตรฯซึ่งใช้ถ้อยคำรุนแรงจนเสพติดแล้วเท่านั้น แต่ขยายไปในวงกว้าง ทั้งกลุ่มแพทย์ พยาบาลย อาจารย์ นักศึกษา ปัญญาชนย ฯลฯ
หลายคนที่รู้จัก ไม่ได้ยืนข้างพันธมิตรฯ แต่รับไม่ได้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจมีผู้เถียงว่า มีผู้ประณามพันธมิตรฯจำนวนมากเช่นกันซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้
แต่การที่มีผู้คนในสังคมรุมประณามต่อต้านนายสมชายด้วยความเเกลียดชังจำนวนมากย่อมทำให้รัฐบาลนายสมชายไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินต่อไปเช่นเดียวกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
การฝ่ากองเลือดเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อให้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้จึงไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง
ดูตามรูปการณ์แล้ว โอกาสที่จะเกิดการเข่นฆ่ากันอีกรอบหนึ่งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เวลานั้นนายสมชายอาจได้ขึ้นนั่งทำเนียบทรราชอย่างสมบูรณ์แทนได้นั่งในทำเนียบรัฐบาล
ท่ามกลางการเผชิญหน้าดังกล่าว เราได้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ พยาบาล และอาจารย์มหาวิทยาลัยออกมาต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย
อาจมีข้าราชการจำนวนมากที่มีความคิดเห็นในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่กล้าแสดงตัว แต่มีอยู่รายหนึ่งที่ออกมาแสดงความห็นคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอย่างเปิดเผย
ข้าราชการรายดังกล่าวคือ นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามได้ทำทึกถึงกระทรวงการต่างประเทศแสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวทางแนวที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งให้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆชี้แจงเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่า การกระทำของรัฐบาลรุนแรงและตำรวจเกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ขณะที่แนวทางคำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไม่สามารถให้ความกระจ่างซึ่งจะสร้างความไม่น่าเชื่อถือแก่กระทรวงการต่างประเทศและประเทศไทย
ส่วนหนึ่งของบันทึกของนายกิตติพงษ์ที่ข้าราชการน้อยใหญ่ทั้งในกระทรวงและนอกกระทรวงการต่างประเทศควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างคือ
การชี้แจงสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือยังมีความเคลือบแคลงในข้อเท็จจริง หรือภาพเพียงบางส่วน รังแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ชี้แจงไปด้วย ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่องานในความรับผิดชอบในด้านอื่น ๆ ที่มีอยู่และจะมีต่อไป ความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ หากปราศจากซึ่งสิ่งนี้แล้ว กระทรวงการต่างประเทศ โดยบุคลากรทั้งหลายในระดับต่าง ๆ ทั้งในและต่าง ปท.ก็จะประสบปัญหาการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนและผู้ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศหรือคนในชาติได้
เช่นเดียวกันกับ ข้าราชการ แต่เป็นการถูกต้องแล้วหรือที่การปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นจะเป็นไปโดยปราศจากเงื่อนไข ไม่มีการตั้งคำถาม และไม่นำพาหรือแยกแยะว่า หน้าที่ หรือ คำสั่ง ทั้งหลายมีความถูกต้องชั่วดี หรือมีคุณธรรม หรือมีจริยธรรมหรือไม่
อาจมีคำถามว่า การทำบันทึกในลักษณะนี้ถือเป็นการกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่
ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดข้อปฏิบัติของข้าราชการข้อหนึ่งไว้ดังนี้
ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม( มาตรา 82)
เห็นชัดว่า บันทึกของนายกิตติพงษ์เป็นไปตามระเบียบกฎหมายทุกประการ
ความจริงบทบัญญัติดังกล่าวมีในกฎหมายข้าราชการพลเรือนมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาข้าราชการที่ถูกฝึกให้แค่ฟังคำสั่งเท่านั้น มักกลัวหัวหดและน้อยนักที่จะลุกขึ้นมาโต้แย้งคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ถึงเวลาแล้วที่ข้าราชการต้องแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร อย่าให้ทรราชหรือนักการเมืองขี้โกงมาใช้อำนาจตามอำเภอใจได้
ข้อมูลจาก มติชน
