เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดสัมมนา วิกฤติจิตใจจากภัย 7 ตุลาฯ การเยียวยาและทางออก จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาย ย โดยย ย ศ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ กล่าวย้ำว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความรุนแรงในแง่ความคิดที่แตกต่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก ความรุนแรงที่ปรากฎต่อสื่อต่างๆ ถือได้ว่า เป็นภัยพิบัติ และมีความรุนแรงมากกว่าภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น สึนามิ น้ำท่วมย แต่อย่างไรก็ตาม เวลาสามารถเยียวยาให้หายไปได้ย ย ถ้าพูดถึงคติทางพุทธศาสนาก็จะคิดว่า เป็นเรื่องของเวรกรรมที่ตนเองไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้ แต่กรณีนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะฝังลงเข้าไปในจิตใจ ในสมอง หากได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบให้มีการตอบโต้อย่างรุนแรง ดังนั้น อาจจะต้องมีการปรับจิตใจ นำหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาช่วยเยียวยา อย่าทำบาป มีใจกรุณาและทำบุญจะดีกว่าศ.พญ.นงพงา กล่าวต่อโดยย้ำผู้ปกครองอย่าให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีหรือวัยรุ่น บริโภคข่าวสารหรือสื่อมากเกินไป เพราะเด็กเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เกิดการโน้มน้าวจิตใจได้ง่าย จึงไม่ควรให้บริโภคสื่อหรือกระทำใดๆ ซ้ำๆย ย ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ควรสอบถามจิตใจตนเองให้แน่ชัดว่า สามารถบริโภคข่าวต่อไปไหวอีกหรือไม่ หากรู้สึกว่าไม่สบายใจหรือหดหู่ เครียด ควรหยุดบริโภคทันที หากิจกรรมอื่นๆ ทำ
ขณะที่ย ผศ.นพ.พนม เกตุมาน หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวขอให้สื่อมวลชนให้ความรู้กับประชาชนในการบริโภคข่าวสารหรือชมเหตุการณ์ และอย่านำเสนอข่าวแต่แง่ลบ ควรมีทางออกให้สังคม และอย่าเสนอภาพรุนแรงซ้ำๆย ทั้งนี้ย การสัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ควรใช้หลักจิตวิทยา หากคำถามจะไปกระตุ้นจิตใจก็ควรมีการบรรเทาผู้สัมภาษณ์ไปด้วย หรือมิเช่นนั้น ควรนำจิตแพทย์เข้ามาร่วมในบทสนทนาด้วย เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่เป็นการซ้ำเติมจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ข้อมูลจาก มติชน
