มิเดีย มอนิเตอร์ เผยผลศึกษาการรายงานของฟรีทีวี เหตุการณื่สลายม็อบพันธมิตร เผยเกือบทุกช่องเน้นการเสนอภาพข่าวความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมา ไม่รอบด้าน NBT เน้นข่าวเอียงข้างรัฐบาลมากที่าสุด ขาดความสมดุล โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)ไดศึกษาข่าวเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในฟรีทีวีวันที่ 7 ตุลาคม 2551ในเรื่องข้อเท็จจริง-มุมมองข่าวการตั้งคำถามและการรายงานข่าวในสถานการณ์ฉุกเฉิน/จลาจล สรุปผลได้ดังนี้จากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการชุมนุมต่อเนื่องมายาวนาน จวบจนการเคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมมายังพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงเช้าวันอังคารที่ 26-27 สิงหาคม 2551 ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2551 ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการฉุกเฉิน 2548 อนุมัติคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าสลายการชุมนุม และการเข้าปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมุนมพันธมิตรฯ กับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสืบเนื่องมายังเหตุการณ์สลายการชุมนุมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพันธมิตรฯ ณ รัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่มีการใช้ความรุนแรงโดยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากทั้งจากสองฝ่าย
ในสถานการณ์วิกฤติการทางการเมืองและสถานการณ์จลาจลเช่นนี้ สื่อมวลชนทุกแขนงได้ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์การชุมนุมดังกล่าวเป็นอย่างมาก ความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งมีนัยยะสำคัญต่อระบอบการเมืองไทยและการปฏิรูปการทำงานของสื่อมวลชน มีเดียมอนิเตอร์จึงให้ความสำคัญและได้ทำการศึกษาพฤติกรรมสื่อฟรีทีวีในการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมมาตลอดตั้งการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ และคาราวานคนจน ก่อนเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยาฯ ย''49
ที่ผ่านมา มีเดียมอนิเตอร์ได้เน้นศึกษาในประเด็นเรื่องการให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ โดยสำรวจจากสัดส่วนเวลาเนื้อหาข่าวที่สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องนำเสนอ, ความลึก-ตื้นของประเด็นข่าวที่รายงาน และหลักคุณภาพข่าวตามแนวทางวารสารศาสตร์ในประเด็น ความสมดุล, ความเป็นธรรม, และความเป็นวัตถุวิสัยในข่าว ตลอดจนเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านมา จึงได้เพิ่มประเด็นเรื่องการนำเสนอภาพความรุนแรง การตั้งคำถามของนักข่าวในสถานการณ์ความรุนแรง การอธิบายข่าวเชิงวิเคราะห์-ตีความ (analysis/interpret news report)
ผลการศึกษาก็เช่นดังที่รายงานไปแล้ว สรุปภาพรวมสั้นๆ ได้ว่า สื่อฟรีทีวีบางช่องไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากเท่าที่ควร การรายงานข่าที่ยังคงเอนเอียงเข้าฝ่ายรัฐบาลมากกว่า ขาดความสมดุลและเป็นธรรม ประเด็นข่าวผิวเผิน เน้นประเด็นเปลือกผิวของปรากฏการณ์ การคัดเลือกประเด็นข่าวที่ขาดความลึกในการรายงานเชิงสืบสวน เจาะลึก ฯลฯ
ที่สำคัญสื่อฟรีทีวีเน้นฉายภาพความรุนแรงของเหตุการณ์มากเกินความจำเป็นและไม่มีส่วนในการช่วยลดความรุนแรงในสังคม ทุกช่องฉายภาพความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมา
การตั้งคำถามที่ขาดการควบคุมทิศทาง ส่งสัญญาณความรุนแรง การแสดงความคิดเห็นลงไปในภาษาข่าว การคัดเลือกแหล่งข่าวที่ขาดความสมดุล รอบด้าน และที่สุดคือการให้สัดส่วนพื้นที่แหล่งข่าวที่ไม่เป็นธรรม
ขณะเดียวกันก็มีสื่อฟรีทีวีบางช่องที่มีการปรับตัวการรายงานข่าวที่มีมาตรฐานทางวารสารศาสตร์มากขึ้น เน้นสาระ มีความสมดุล ถูกถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อย เนื่องจากอาจยังขาดแรงจูงใจและขาดผลตอบกลับภาพสะท้อนการทำงานที่ดี มีมาตรฐานว่าควรเป็นเช่นไร
การศึกษาครั้งนี้ โครงการมีเดียมอนิเตอร์จึงได้ศึกษาการรายงานข่าวการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาฯ ที่ผ่านมา เพื่อฉายภาพสะท้อนกลับให้สื่อฟรีทีวีเห็นภาพว่า การรายงานข่าวของตนมีข้อเด่น ข้อด้อย และสิ่งที่ควรปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพเช่นไร
ผลการศึกษามี 4 ประเด็นดังนี้
1. แหล่งข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าว
ผลการศึกษาพบว่าแหล่งข้อมูลหลักที่สื่อฟรีทีวีนำมาเสนอรายงานคือแหล่งข้อมูลที่มาจาก
1) ตัวเหตุการณ์/สถานการณ์ที่เกิดขึ้น (event/situation source) โดยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของข้อมูลที่รายงานในวันเกิดเหตุ สื่อใช้วิธีให้นักข่าวรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในการสบายกลุ่มผู้ชุมนุมโดยใช้ผู้สื่อข่าวรายงานจากจุดสำคัญต่างๆ คือ จากหน้ารัฐสภา (ด้านนอกที่มีการสลายการชุมนุม และด้านในที่มีการแถลงนโยบายของรับบาล) ลานพระบรมรูปทรงม้า (จุดระดมพลของพันธมิตรฯ) โรงพยาบาลวชิระพยาบาล (จุดหลักที่ผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษา) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (จุดออกคำสั่ง/ท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐในการสบายการชุมนุม) และกองบัญชาการกองทัพบก (การชี้แจงมาตรการสลายการชุมนุมจากรัฐบาล)
การรายงานข่าวพบว่า สื่อฟรีทีวีทุกช่อง เน้นรายงานในประเด็นต่อไปนี้ การปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มผู้ชุมนุม, ตำรวจสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา กลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล การใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์ รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา เหตุการณ์การระเบิดที่หน้าพรรคชาติไทย เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในสถานการณ์/สถานที่เกิดเหตุ มักใช้วิธีการโทรศัพท์เข้ามารายงานสถานการณ์กลับมายังห้องส่ง มีการตั้งคำถามที่เน้นความคืบหน้าของสถานการณ์ที่เน้นมิติของเวลา ชั่วโมง-นาที และตามจุดพื้นที่ต่าง ๆ สร้างความรู้สึกให้ผู้รับชมข่าวที่บ้านเหมือนได้เข้ามีส่วนร่วมในการชุมนุมและอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ด้วยภาพข่าวที่ถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาในมุมกล้องเดียว (เนื่องจากมีการใช้แฟ้มภาพข่าวเดียวกันโดยมาก)
2) แหล่งข้อมูลบุคคล (person source) พบว่า แหล่งข่าวฝ่ายบุคคลที่ถูกนำเสนอมากในข่าวการสลายการชุมนุมในแต่ละช่องคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ระดับผู้บังคับบัญชา) รองลงมาคือแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาล (ทั้งจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) และแหล่งข้อมูลจากโรงพยาบาล-แพทย์ ศูนย์แพทย์-หน่วยกู้ภัย
แหล่งข้อมูลบุคคลจากฝ่ายที่ 3 (นักวิชาการ/องค์กรกลาง-อิสระ) นั้นปรากฏมากในช่องทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เช่น ผู้อยู่ในสถานการณ์การชุมนุม ได้แก่ย วีระ สมความคิดย นายภิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตร ผู้บาดเจ็บ ญาติผู้บาดเจ็บ ผู้เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม ได้แก่ ลูกชายคนขาขาด และ นักวิชาการ อ.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ย ในกรณีวิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุม
ขณะที่ช่อง NBT นั้น เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน
แหล่งข่าวบุคคลที่สำคัญที่ขาดหายอย่างมากจากสื่อฟรีทีวีคือแกนนำ-ผู้ชุมนุม-ผู้ได้รับบาดเจ็บจากกลุ่มพันธมิตรฯ สื่อฟรีทีวีช่อง 3-5-7-9 เน้นใช้ผู้สื่อข่าวของตนเป็นผู้สรุปเหตุการณ์ แม้จะมีแหล่งข้อมูลจากบุคคลอยู่บ้างแต่ก็ถือว่ามีน้อย
3) แหล่งข้อมูลสถิติ/ตัวเลข (number/statistic source) พบว่า ชุดข้อมูลตัวเลขสถิติที่สื่อเน้นรายงานคือ
(1) จำนวนตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จำนวนผู้เข้าชุมนุม ซึ่งมีความไม่สอดคล้องตรงกันมาก (มักอ้างอิงจาก ศูนย์การแพทย์นเรนทร ศูนย์เอราวัณ โรงพยาบาล สำนักการแพทย์ กทม. และข้อมูลสัมภาษณ์
ข้อดีของทุกสื่อที่ทำได้ดี คือการเน้นแหล่งข้อมูลถึงตัวบุคคลผู้รับผิดชอบโดยตรง คือแพทย์/ผอ. โรงพยาบาล
( 2) คือตัวเลขของกองกำลังตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุม และ จำนวนแก๊สน้ำตาที่ถูกยิงไปยังผู้ชุมนุม ซึ่งผู้สื่อข่าวแต่ละช่องจะเน้นรายงานว่า มีปริมาณน้อย (โดยเฉพาะบางช่องที่ไม่เน้นรายงานตัวเลขเหล่านี้เลย) ผู้สื่อข่าวมักใช้คาดคะเนจากการได้ยินเสียงระเบิดของแก๊สน้ำตา และใช้สายตาคาดคะเนจำนวนผู้ชุมนุม
4) แหล่งข้อมูลเอกสาร (paper source) พบว่า สื่อฟรีทีวีแต่ละช่องไม่มีการสืบค้นข้อมูลเอกสารใดๆ มารายงานเลย (ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อสามารถนำข้อมูลเอกสารหลายชุดมานำเสนอได้ เช่น มาตรการการสลายการชุมนุมตามมาตรฐานสากล ย เปรียบเทียบของไทย, มาตรฐานและจรรยาบรรณของสื่อในการรายงานข่าวในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ข้อมูลการป้องกันตัว-ความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและหรือผู้ชมในการบริโภคข่าวสารเพื่อไม่สร้างความตื่นตระหนก
ยช่อง 3 รายงานจากผู้สื่อข่าวนอกสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงการปล่อยภาพและเสียงแหล่งข่าว เน้นรายงานข่าวในระดับปรากฏการณ์ของการชุมนุมได้แก่ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร (การปิดล้อม ป้องกัน), มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมของรัฐบาล, การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่บริเวณหน้ารัฐสภาผู้บาดเจ็บจากการปะทะ,ท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อการชุมนุมหน้ารัฐสภา และการสลายผู้ชุมนุม
ยช่อง 5 คงเน้นรายงานข่าวตามช่วงรายการข่าวปกติ ไม่มีการรายงานข่าวในรายการพิเศษ โดยมากเน้นการลงพื้นที่ของนักข่าวภาคสนามช่อง 5 และรายงานกลับมาที่ห้องส่ง บุคคลที่เป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงจึงมักจะเป็นผู้สื่อข่าวช่อง 5 ทั้งในห้องส่งและภาคสนาม และรองลงมาก็เป็นบุคคลฝ่ายรัฐบาล เช่น ตำรวจ นายกรัฐมนตรี
ยช่อง 7 พบข้อเท็จจริงที่รายงานจากข้อมูลเหตุการณ์/สถานการณ์ เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมตลอดทั้งวัน มีทั้งรายงานสด และประมวลเหตุการณ์อีกครั้งทุกๆ ต้นชั่วโมงข่าวย รองลงมาเป็นการรายงานผู้บาดเจ็บ มักนำเสนอข้อมูลจากแหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาล และให้ความสำคัญกับข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิตย เป็นหลัก รองลงมาเป็นจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตร
ยช่อง 9 รายงานจากผู้สื่อข่าวนอกสถานที่ตามจุดต่าง ๆ ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ที่ ทำเนียบรัฐบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต สะพานชมัยมฤเชษฐ์ และกองบัญชาการกองทัพไทย เน้นประเด็นข่าวระดับปรากฏการณ์ ได้แก่ มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมของรัฐบาล (สาเหตุของการสลายการชุมนุม) ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร (การปิดล้อม ป้องกัน)การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่บริเวณหน้ารัฐสภาผู้บาดเจ็บจากการปะทะท่าทีของรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ว. และส.ส.ที่มีต่อการชุมนุมหน้ารัฐสภา และการสลายผู้ชุมนุม
-ช่อง NBT พบว่า ข้อเท็จจริงแต่ละชุดที่นำมารายงานนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลความคืบหน้าของสถานการณ์ตามจุดสำคัญต่างๆ หลังเกิดเหตุการณ์ เช่น การปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มผู้ชุมนุม,ย เหตุการณ์การระเบิดที่หน้าพรรคชาติไทย มีการสัมภาษณ์ความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ นายวิทยา บูรณศิริย ประธานวิปรัฐบาล ยืนยันจะยังคงมีการประชุมรัฐสภาเช่นเดิมแม้กลุ่มพันธมิตรปิดล้อมรัฐสภา,ย แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น และการใช้ข้อมูล สถิติจำนวนตัวเลขย เช่นย ยอดจำนวนผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต, จำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำการดูแลอยู่ เป็นต้น
ยช่องทีวีไทยทีวีสาธารณะ (TPBS) รายงานจากผู้สื่อข่าวนอกสถานที่ประจำสถานที่สำคัญ ได้แก่ย สนามบินดอนเมือง, รัฐสภา, แยกการเรือน, ทำเนียบรัฐบาล(เวทีปราศรัย),ย หน้า บชน., พระบรมรูปทรงม้า ,โรงพยายาบาลวชิระ และกองทัพไทย เป็นต้น คอยรายงานสถานการณ์ตลอดเวลา และให้ผู้ประกาศข่าวในห้องส่งสอบถามข้อมูลเหตุการณ์ / สถานการณ์เพิ่มเติม เพื่อย้ำหรือ มองภาพรวมของสถานการณ์
โดยประเด็นที่นำเสนอ ได้แก่ การแถลงนโยบายในการประชุมรัฐสภาของรัฐบาล, ความเคลื่อนไหวการชุมนุมของพันธมิตร,ย มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมของรัฐบาล, ท่าทีของรัฐบาลพรรคฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล ส.ว. และส.ส.ที่มีต่อการชุมนุมหน้ารัฐสภา และการสลายผู้ชุมนุม, ผู้บาดเจ็บจากการปะทะ ไทยพีบีเอสพยายามเสนอประเด็นที่หลากหลาย ได้แก่ การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวการจับกุม พ.ต.ต จำลอง ศรีเมือง, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรทำเรื่องขอลี้ภัยกับรัฐบาลอังกฤษ นอกจากนี้ มีการทำสกู๊ปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นมาของผู้บาดเจ็บสาหัส เบื้องหลักการลาออกของ ชวลิต ยงใจยุทธ และลำดับเหตุการณ์สำคัญตลอดทั้งวัน ที่ 7 ตุลาคม 2551
2. มุมมองของข่าวที่ถูกรายงาน
การพิจารณามุมมองของข่าวสามารถวิเคราะห์ได้จาก 2 องค์ประกอบคือ
1) แหล่งข่าว ซึ่งมักเป็นฝ่ายตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ (ฝ่ายรัฐบาล) มากกว่าฝ่ายพันธมิตรฯ
2) มุมกล้อง/มุมภาพถ่าย พบว่าสื่อฟรีทีวีทุกช่องจะเน้นฉายภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุม ผ่านภาพการยิงแก๊สน้ำตาไปยังผู้ชุมนุม
ยช่อง 3 มีมุมกล้องจากด้านหลังของฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้สลายการชุมนุม และมุมกล้องจากมุมมองฝ่ายผู้ชุมนุมและมีการขอความเอื้อเฟื้อภาพข่าวจาก ASTV ด้วย
ยช่อง 7 เป็นภาพถ่ายจากฝั่งตำรวจ และฝั่งพันธมิตรฯ โดยมีมุมกล้องเกาะติดการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบการบรรยายจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม นอกจากนี้ยังปรากฏภาพข่าวจากช่อง ASTV ดึงมาเสนอคู่กับภาพข่าวจากสถานีในช่วงเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งนี้ในขณะสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ผู้สื่อข่าวภาพข่าวที่นำมาประกอบการบรรยายข่าวมักจะเป็นเหตุการณ์การปะทะ และวนซ้ำเหตุการณ์เดิมแต่ส่วนมากเป็นมุมกล้องจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยช่อง 5 ภาพข่าวที่ปรากฏมีความโน้มเอียงเข้าหาฝ่ายรัฐบาล โดยให้พื้นที่ของเนื้อหาข่าวเกินกว่าครึ่งเป็นเนื้อหาข่าวจากฝ่ายรัฐบาล เช่น ข่าวตำรวจพยายามพูดผ่านลำโพงพยายามอธิบายให้กลุ่มพันธมิตร เข้าใจว่าการที่มาสลายการชุมนุมครั้งนี้เพราะกลุ่มพันธมิตรทำผิด ทำไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการย หรือข่าวของพล.ต.ต.โกสินทร์ บุญสร้างย รองผบ.ตชด. ที่ได้เข้าไปเจรจากับตัวแทนพันธมิตร แต่กลับถูกขว้างปาด้วยท่อนเหล็กได้รับบาดเจ็บ แต่มีข้อสังเกตคือมุมมองการรายงานข่าวด้านฝ่ายพันธมิตรก็ค่อนข้างเที่ยงตรง แต่ไม่ลงลึก ในขณะที่การรายงานข่าวด้านฝ่ายรัฐบาลจะลงลึกกว่ามาก
ยช่อง 9 มีการนำเสนอภาพความรุนแรงเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมภาพเดิมๆ วนซ้ำหลายรอบ(ภาพตำรวจยิงแก๊สน้ำตา, พันธมิตรฯ รุมทำร้ายตำรวจ) และมุมมองภาพส่วนใหญ่ถูกถ่ายมาจากข้างหลังตำรวจ
ยช่อง NBT โดยมากเป็นภาพเหตุการณ์การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย โดยมีทั้งที่เป็นภาพข่าวจาก NBT เอง และเป็นภาพข่าวที่เอื้อเฟื้อภาพข่าวมาจาก สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น คือ จากช่อง 9ย และช่อง 3ย ซึ่งภาพข่าวจากของ NBT เองนั้น ส่วนมากเป็นภาพบรรยากาศรอบนอกอาคารรัฐสภา บรรยากาศที่กองบัญชาการทหารบกย เป็นต้น โดยเป็นภาพข่าวที่แสดงให้เห็นถึงว่าตัวผู้สื่อข่าวนั้นๆ อยู่ร่วมในท่ามกลางเหตุการณ์ด้วยตัวเอง
ยช่องทีวีไทยทีวีสาธารณะ (TPBS) จะพบมุมกล้องหลากหลายมาก ได้แก่ กล้องอยู่หลังตำรวจ (ภาพที่ได้มาจากช่อง 9) ขณะที่ตำรวจยิงแก๊ส และตำรวจแสบตา กล้องอยู่หลังพันธมิตร (ภาพของไทยพีบีเอสเอง ภาพที่ได้จากช่อง 9 ซึ่งมาจากเอเอสทีวีอีกทีหนึ่ง) พันธมิตรฯ บาดเจ็บ และช่วยกันปาขวดน้ำ เป็นตำรวจตามจับพันธมิตร ภาพทั้ง 2 มุม ขณะพันธมิตรและตำรวจชุลมุน กล้องมุมสูงเพื่อเห็นภาพเหตุการณ์โดยรวม (ของช่อง) กล้องที่โรงพยาบาล ภาพคนเจ็บ และภาพวนซ้ำประกอบการรายงานข่าวเรื่องนั้น ๆ
3. การตั้งคำถามของนักข่าว
การตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ โดยมากเป็นการตั้งคำถามที่เน้นความคืบหน้าของสถานการณ์ คำถามเกือบทั้งหมดมุ่งไปที่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยของเหตุการณ์
ยช่อง 3 เน้นตั้งคำถามเพื่อสอบถามเนื้อหาข้อมูลสถานการณ์ เช่นย ย"บริเวณจุดที่มีการระเบิดของรถเมื่อสักครู่นี้ ชัดเจนแล้วใช่ไหมครับว่ามีผู้เสียชีวิตเพียงแค่คนเดียวย
การตั้งคำถามเพื่อหาทางออก เช่น ย"คุณสาธิตหรือฝ่ายค้านเชื่อว่าน่าจะมีทางอื่นที่ไม่ใช่วิธีการเปิดทางด้วยวิธีการอย่างนี้ย ( การตั้งคำถามเพื่อชี้นำ เช่น ย"อาจารย์กลัวเหตุการณ์คืนนี้ไหมฮะ ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เนี่ย คืนนี้เราควรจะเป็นห่วงย
ยช่อง 5 เน้นตั้งคำถาม มักเป็นคำถามที่ใช้ถามสภาพเหตุการณ์ในขณะนั้นๆ และข้อเท็จจริงตามสภาพการณ์ย เช่น ย" ทิศทางของผู้ชุมนุมหนีไปทางไหนมากที่สุดครับยย ย"บรรยากาศที่สภาตอนนี้เป็นอย่างไรครับย ย"ตอนนี้ผู้ชุมนุมเป็นยังไงบ้างครับย ไม่พบการตั้งคำถามแบบชี้นำความคิดหรือส่งสัญญาณความรุนแรงใดๆ
ยช่อง 7 เน้นคำถามที่พบเป็นคำถามเพื่อสืบค้นข้อมูล และหาทางออก เช่น ย"เมื่อมีการควบคุมการชุมนุมแบบนี้แล้วคุณศิริชัย ในฐานะแกนนำพันธมิตรจะพาประชาชนกลับไปที่ทำเนียบไหมครับย และ สำหรับคำถามเพื่อชี้นำความคิดที่พบคือ ย"คุณองอาจก็เห็นว่ามีการใช้แก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ชุมนุมออกจากประตูด้านหนึ่งของอาคารรัฐสภา คิดว่าวิธีการนี้ใช้ได้ไหมครับย ไม่พบคำถามที่ส่งสัญญาณรุนแรงหรือสร้างอคติ
ยช่อง 9 ส่วนมากเป็นการตั้งคำถามเพื่อสืบค้นข้อมูล เช่น ย"สถานการณ์ บรรยากาศการปะทะเป็นอย่างไรย หรือ ย"จำนวนแพทย์เพียงพอต่อการรักษาผู้บาดเจ็บหรือไม่ย เป็นต้น คำถามเพื่อหาทางออกมีพบบ้าง เช่น จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร
ยช่อง NBT ส่วนมากเป็นการใช้คำถามที่ถามเพื่อการสืบค้นข้อมูลย สอบถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน, สอบถามถึงจำนวนผู้บาดเจ็บย เช่น ย"ตอนนี้ผู้ชุมนุมมีประมาณซักกี่คนแล้วคะย, ย"เป็นการบาดเจ็บจากอะไรครับย
และยังมีหลายคำถามที่เป็นการถามลักษณะชี้นำความคิดผู้ชม เช่น ย"ความต้องการของพันธมิตรฯ คือการขัดขวางไม่ให้มีการประชุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้เหรอคะย, ย"ข้อร้องเรียนต่างๆ ของพันธมิตรมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทำไมถึงเคลื่อนการชุมนุมในวันนี้คะ เกี่ยวข้องกับการที่พลตรีจำลอง ที่ก่อนหน้านี้ก็มีการสังเกตว่าจงใจออกไปเลือกตั้งเพื่อให้ถูกจับย
คำถามที่ส่งสัญญาณความรุนแรง เช่น ย"ตอนนี้ไม่ทราบว่าสถานการณ์จะทำให้ตำรวจเข้ามาสมทบกำลังหรือไม่ เพราะว่าจากรายงานว่าจะมีนักรบศรีวิชัยของพันธมิตรฯ กำลังเคลื่อนพลมารัฐสภาย
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการแสดงความคิดเห็นด้วยย เช่น สรุปความที่นายกฯ แถลงการณ์ว่า ย"ส่วนเหตุการณ์ที่รัฐสภานั้น เชื่อว่าจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงย, ย"ท่านก็บอกว่าทำดีที่สุดแล้วยย ทั้งที่ในแถลงการณ์ นายกฯ ไม่ได้พูดเลย, ย"ถือว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอื่นตามมาด้วย การจับตัว2แกนนำไปทำให้พธม.ต่างจังหวัดเข้ามากรุงเทพย คำถามเพื่อหาทางออก เช่น ย"ในมุมมองนักวิชาการทางออกปัญหาน่าจะออกมาในรูปแบบไหนย, ย"สสร.3 ยังจะแก้ไขสถานการณ์ได้อยู่หรือไม่ย
ยช่องทีวีไทยทีวีสาธารณะ (TPBS) เน้นตั้งคำถามเพื่อสอบถามสถานการณ์ทั่วไป เช่นย ย"การที่สว.กว่าครึ่งไม่เข้าร่วมจะมีผลต่อการประชุมไหมครับย ย"ถ้าฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมจะมีความชอบธรรมหรือไม่ครับย คำถามเพื่อหาทางออก เช่น ย"ถ้าองค์ประชุมไม่ครบภายในหนึ่งชม. คุณชัยจะทำอย่างไรต่อไปย
คำถามที่ส่งสัญญาณความรุนแรง เช่น ย"การเคลื่อนขบวนเมื่อคืนนี้ก็ยังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นย หรือ ย"แกนนำพันธมิตรคาดการไว้ตั้งแต่คืนวานว่า ตำรวจน่าจะใช้กำลังมาสลายชุมนุม แต่กลายเป็นแก๊สน้ำตาย
คำถามที่อาจชี้นำความคิด เช่น ย"อาจารย์พูดถึงคำว่ารัฐประหาร แสดงว่าอาจารย์เห็นสัญญาณอะไรอย่างนั้นหรือคะย
4. การรายงานข่าวตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉิน/จลาจล
ยช่อง 3 มีการตั้งคำถามเพื่อคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าในแง่ร้าย ได้แก่ เช่น ย"อาจารย์กลัวเหตุการณ์คืนนี้ไหมฮะ ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เนี่ย คืนนี้เราควรจะเป็นห่วงยการรายงานจำนวนตัวเลขของผู้ร่วมชุมนุม และเจ้าหน้าที่ เช่น ย"ช่วง 9:00 น. ที่ผ่านมามีผู้ชุมนุมกว่า 1,000 คน เดินทางไปตามถนนศรีอยุธยาย ส่วนการให้ข้อมูลทางสถิติหลายครั้งไม่มีการอ้างอิงแหล่งข่าว แต่การรายงานข่างของช่อง 3 นั้นได้ทั้งจากมุมของฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ
ยช่อง 5 เป็นการรายงานข้อเท็จจริงตามสภาพการณ์และเป็นไปตามสถานการณ์ ไม่พบว่า เป็นการรายงานแบบคาดคะเนสถานการณ์ก่อนล่วงหน้า แต่มักมีการบอกตัวเลขจำนวนผู้ชุมนุม จำนวนตำรวจ โดยการประมาณ จากทั้งทางผู้สื่อข่าวที่อยู่ในห้องส่งและผู้สื่อข่าวภาคสนาม เช่น ย"กะด้วยสายตาคร่าวๆขณะนี้น่าจะมีซักกี่พันคนครับย ย"ขณะนี้น่าจะมีประมาณ 4-5 พันคนนะครับ ย"ผมอยู่ไกลมากที่ปะทะกันมากครับย จากที่สังเกตจากระยะไกลประมาณ 100 เมตรก็กระจัดกระจายมากครับ วิ่งกันไม่มีทิศทางเลย ส่วนใหญ่น่าจะหลบจากบริเวณสามแยกพิชัยไปที่บริเวณหน้ารัฐสภาครับ เพราะเท่าที่ทราบรายงานสามแยกพิชัยเป็นจุดเดียวที่มีการยิงแก๊สน้ำตาครับย
นอกจากนี้ช่อง 5 ควรหาแหล่งข่าวที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐมาเป็นแหล่งข้อมูลบ้าง เช่นนักวิชาการอิสระ อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือบุคคลที่เป็นกลางทางการเมือง
ยช่อง 9 การรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวและพิธีกรข่าวโดยภาพรวมพบว่า มีความระมัดระวังในการรายงานจำนวนผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิตโดยการอ้างอิงข้อมูลจากโรงพยาบาล, มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมที่ถูกต้องเป็นอย่างไร , มีการสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวอย่างระมัดระวังในเรื่องของคำถามในเชิงชี้นำ อคติและส่งสัญญาณความรุนแรง และไม่พบการตั้งคำถามเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าในแง่ร้าย
ยช่อง NBT มักพบการรายงานแบบคาดคะเนสถานการณ์ในการตั้งคำถามของผู้ดำเนินรายการต่อผู้สื่อข่าวภาคสนามย เช่น พิชญ์สินีย ถาม ธนากร ริตุย ผู้สื่อข่าวภาคสนามว่า ย"ซึ่งอนุมานได้ไหมคะว่าท่านน่าจะทราบความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าค่ะย
การรายงานจำนวนหรือตัวเลข /การอ้างอิงย พบว่ามีการคาดคะเนจากผู้สื่อข่าวภาคสนามเอง เช่นย กฤต ถามผู้สื่อข่าว สิงห์กระโจม สิงห์กระโจมย : ย"เท่าที่ได้ยินแล้วกี่นัดครับเฉลิมผล ตอบย : ย"รัวเลยครับย (จำนวนแก๊สน้ำตาที่ถูกยิงมาจากตำรวจ)ย
การรายงานข่าวของช่อง NBT ควรหาข้อมูลอีกด้าน และพยายามให้กว้างที่สุด เพราะเน้นการรายงานจากหลายจุดเกิดเหตุเท่านั้นแต่ไม่มีหลากหลายฝั่งของความคิดเห็น และควรมีนักวิชาการ นักวิเคราะห์มาให้ความเห็นมิใช่ให้นักข่าวเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์เสียเอง
ยช่องทีวีไทยทีวีสาธารณะ (TPBS) มีการรายงานข้อมูลตัวเลขที่ได้รับรายงานมาก่อน แล้วจึงรายงานที่ตรวจสอบแล้วในภายหลัง การรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวนอกสถานที่ มักเป็นการพากษ์สด มีอารมณ์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนเสียก่อน
การตั้งคำถามเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าในแง่ร้าย เช่น ย"เป็นระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างใช่หรือไม่ครับ มีน๊อตมีเศษแก้วยและ ย"ถ้าปชป.ไม่เข้า(ประชุมครม.)ไปค้านจะมีผลอะไรหรือไม่ต่อประเทศย
แต่ TPBS มีการให้ข้อมูลถึงสาเหตุที่มาของเหตุการณ์ มีการทำสกู๊ป และยังมีการบอกวิธีป้องกันตัวจากแก๊สน้ำตาแก่ประชาชน ส่วนการรายงานจำนวนผู้ชุมนุมจะใช้การพูดบรรยายจำนวนความหนาแน่นของคนเปรียบเทียบกับถนน และใช้กล้องแพนภาพให้ดู
ข้อเสนอแนะต่อการรายงานข่าวของสื่อมวลชน
1)ควรให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแทรกรายงานข่าวตลอดเวลาทั้งรูปแบบรายการข่าวด่วน หรือการแทรกคำบรรยายข่าวบนพื้นที่ด้านล่างขอ งหน้าจอโทรทัศน์ หรือมีรายการสารคดี สนทนาอื่นๆ ที่นำเนื้อหาการเมืองมานำเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความรู้ทางการเมืองไทยเชิงประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปมาก เป็นต้น
2)ควรลดการนำเสนอข่าวที่เน้นประเด็นความรุนแรงของเหตุการณ์ ซึ่งอาจนำเสนอผ่านภาพข่าว ภาษาพูดที่ส่งสัญญาณความรุนแรงที่มีลักษณะซ้ำไปซ้ำมา หรือการเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์
3)สื่อควรนำเสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่จะสร้างความตระหนกแก่สาธารณะชนแต่ควรสร้างความตระหนักในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ นำเสนออย่างสร้างความเข้าใจ สร้างสรรค์ และสร้างสติให้กับสังคม
4)การตั้งคำถามของสื่อมวลชน ควรเป็นไปในลักษณะที่ไม่สร้างความแตกแยก เน้นคำถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคำตอบเพื่อลดความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ถามคำถามที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความรุนแรง เช่น ย"จะใช้มาตรการใดในการจัดการสลายย ควรถามว่า ย"จะใช้วิธีการใดที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับลุ่มผู้ชุมนุมย เพื่อชี้ช่องทางให้ไม่เกิดความรุนแรง เป็นต้น
5)ควรเน้นการรายงานข่าวเชิงตีความ-วิเคราะห์ (interpret/analysis news) ที่ให้ข้อมูลอธิบายสาระสำคัญของเหตุการณ์ที่เน้นการตอบคำถาม ย"ทำไมย (why?) มากกว่าเพียงการอธิบาย ย"ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-เมื่อไร-อย่างไรย ควรนำเอาข้อมูลในอดีต อธิบายพร้อมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
6)ควรมีความหลากหลายในการคัดเลือกแหล่งข่าว ไม่ควรคัดเลือกแหล่งข่าวที่จำกัดวงเฉพาะนักการเมือง นักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ควรเปิดพื้นที่แหล่งข่าวภาคประชาชน-ประชาสังคม นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และบุคคลในแวดวงอาชีพอื่นๆ หรือหน่วยงานองค์กรทางสังคมอื่นๆ ให้มากขึ้น
7)สื่อฟรีทีวีทั้งหมด ควรวางตนเป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่มีความลำเอียง ไม่ฝักใฝฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ นำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงของข่าวอย่างรอบด้าน หลากหลาย และเป็นธรรม ไม่ควรชี้นำความคิดของผู้ชมให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ
ข้อมูลจาก มติชน
