(13ต.ค.) เวลา 11.15 น. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ ได้แถลงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พล.อ.ชวลิต สั่งสลายม็อบด้วยวิธีการรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า เรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์ที่มิหลักการในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยวิธีสันติมาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้หารือกับ พล.อ.ชวลิต เพื่อให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แต่ท่านบอกว่าใครจะว่ากล่าวอย่างไรท่านไม่ท้อถอย หรือหมดกำลังใจ เพราะมั่นใจว่าได้ยึดหลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา อย่างไรก็ตามตน และ ส.ส.อีกหลายคนได้อยู่ในเหตุการณ์ กับ พล.อ.ชวลิต ในคืนวันที่ 6 ต.ค.ตั้งแต่ต้นจนจบว่า พล.อ.ชวลิต ได้เสนอหลักการแก้ปัญหาโดยยึดหลักสันติวิธี แต่กลับมีการว่ากล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจผิดไปจากความจริง ถือว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ตั้งใจที่ดี แล้วได้ผลร้ายตอบแทนนายชวลิต กล่าวว่า หลังจากรับตำแหน่งรองนายกฯก็ได้มีการประสานงานกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับด้วยดี ทำให้บรรยากาศการเมืองในขณะนั้นดีขึ้นมาก ทำให้มั่นใจว่าความปรองดองและสมานฉันท์จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่เมื่อมีการจับ 2 แกนนำพันธมิตรก็ทำให้เกิดความแคลงใจว่ารัฐบาลตีสองหน้า ทำให้ภาระตกอยู่ที่ พล.อ.ชวลิต ซึ่งทางพันธมิตรได้ระดมพลปิดล้อมหน้ารัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล จึงทำให้รัฐบาลเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษที่ดอนเมืองเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ได้เสนอทางออกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 3-4 กองร้อยรักษาสถานที่ คือ รัฐสภา และให้ย้ายสถานที่ประชุมเป็นที่กองทัพไทย และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนายกฯและรัฐมนตรีหลายคนก็สนับสนุน ขณะเดียวกันก็มีรัฐมนตรีหลายคนไม่เห็นด้วย และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยืนยัน ไม่เปลี่ยนแปลงสถานที่ วัน เวลาการประชุม ในที่สุดที่ประชุมได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย โดยพล.อ.ชวลิตได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ บชน.ให้เจรจากับกลุ่มพันธมิตรด้วยความละมุนละม่อมเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเดินทางเข้าไปประชุมตามกำหนดได้ แต่หากไม่สามารถปฎิบัติตามนโยบายก็ขอให้ยุติไว้ก่อน
นายชวลิต กล่าวอีกว่า เมื่อไม่เป็นไปตามนโยบายที่ให้ไว้จนเกิดการปะทะกันบาดเจ็บ ล้ม ตาย พล.อ.ชวลิตท่านก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะท่านเห็นว่าแนวทางสันติเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยก เพื่อนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ก็เห็นด้วยที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯที่ออกรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อวันที่ 12 ต.ต.ที่ยินดีจะเจรจากับพันธมิตร เพื่อยุติปัญหาที่มีอยู่อย่างยาวนานให้หมดสิ้น อย่างไรก็ตามกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ได้เสนอทางออกด้วยการปฎิวัตินั้น ท่านระบุว่าต้องคิดตามหลาย ๆชั้น เพราะเป้าหมายสุดท้ายของนายทหารประชาธิปไตย คือ ต้องไม่ให้เกิดการปฎิวัตินั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามเหตุใด พล.อ.ชวลิต จึงปล่อยเวลาให้เนินนานไม่ชี้แจงตั้งแต่ต้น นายชวลิต กล่าวว่า โดยส่วนตัวท่านเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ไม่คิดจะชี้แจง โดยยึดหลักให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เหมือนที่เคยถูกกล่าวหาในอดีต ซึ่งตนก็แย้งว่าตอนนี้อายุ 76 ปีแล้วหากปล่อยกว่าสังคมจะรับรู้ก็เกิดความเสียหายแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ท่านก็ยังยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งบ้านเมือง แต่สถานะของท่านขณะนี้คงไม่สามารถทำความเข้าใจได้
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ปะทะกันเพราะพล.อ.ชวลิตถูกหักหลังหรือไม่ นายชวลิต กล่าวว่า ในทางปฏิบัติอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ท่านให้ได้นโยบาย แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ผู้รับปฏิบัติก็คือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของ บชน.จึงไม่คิดว่าจะเป็นการหักหลัง เข้าใจว่าตำรวจคงทำตามหน้าที่ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสอบสวน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้กระทบถึง พล.อ.ชวลิต โดยเฉพาะการเสนอให้ปฏิวัติ นายชวลิต กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็ยังเมตตารุ่นน้อง ๆ ซึ่งในอดีตก็เคยปราบกบฏมาหลายครั้ง ก็ไม่เคยฆ่าน้องแม้แต่รายเดียว เข้าใจว่า ผบ.ทบ.ไม่มีเจตนาไปกระทบ พล.อ.ชวลิต เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาในอดีต
สัมภาษณ์พิเศษ-ผบ.เหล่าทัพ คงต้องเจอกันบ่อยขึ้น
หลังการออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองของพล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม ความเคลื่อนไหวของผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
