(14ต.ค.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวก่อนเข้าประขุม ครม.ถึงท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลต่อการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า พรรคชาติไทยรับฟังเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์ ในระบอบประชาธิปไตยนั้นรัฐบาลต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีเหตุมีผลเหมือนกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไร มีการดำเนินการไปตามกระบวนการหรือไม่ ตามกรอบอำนาจหน้าที่จะทำได้หรือไม่ ส่วนคนที่ทำความผิดหรือกระทำรุนแรงไปเกินกว่าเหตุ ขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ทั้งสืบสวนหาผู้ที่กระทำการหรือกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย รวมถึงคณะกรรมการเยียวยาด้วย สิ่งที่เกิดถือว่ารัฐบาลละเลยไม่ได้ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเรียกร้องให้นักการเมืองออกมาให้รับผิดชอบมากกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องรอผลสอบของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาก่อน
เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลไม่ทราบเลยหรืออย่างไรว่าใครเป็นคนสั่งการ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อครม.ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯไปแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่ท่านต้องไปดำเนินการ ซึ่งเมื่อ พล.อ.ชวลิต รับผิดชอบในฐานะประธานดำเนินการ และพบว่า เกิดความผิดพลาดขึ้นมา ก็ได้แสดงสปิริตรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้ว ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็ต้องขอคนมาเป็นประธาน แทน พล.อ.ชวลิต ที่ลาออกไปแล้ว
เมื่อถามว่า ใน ครม.มี 36 คน ไม่มีการถามกันเองเลยหรือว่า ใครเป็นคนสั่งการ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถามแล้ว แต่ถ้าบอกไปจะมีคนเชื่อไหมละ ขณะรัฐบาลจะตั้งคนกลางเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ก็ยังมีการตั้งสมมุติฐานขึ้นมาก่อนเลยว่า เราจะตั้งคนที่ไม่เป็นกลาง แล้วถ้าใน ครม.พูดกันเองแล้วคนจะเชื่อไหม
เมื่อถามว่า หลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ลาออกไปแล้ว แต่ยังมีการสลายการชุมนุมอยู่ แสดงว่า ต้องมีคนสั่งการ นายสมศักดิ์ กล่าววว่า รัฐบาลก็ต้องเร่งดำเนินการหาผู้ที่สั่งการในเรื่องนี้
ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่มั่นใจคณะกรรมการชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้นนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเราตั้งสมมุติฐานบนความเคลือบแคลงไม่มั่นใจ มันก็ไปไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เพียงสายตาของคนไทยเท่านั้น แต่ประชาคมโลกก็จับตาดูเราอยู่ และเมื่อรัฐบาลรู้อย่างนี้ก็คงไม่ทำหรอก รัฐบาลคงต้องทำความจริงให้ปรากฎ อย่ามาตั้งสมมุติฐานว่า รัฐบาลจะบิดเบือน เบียงแบนประเด็นว่า เป็นแพะมาเป็นผู้รับเคราะห์คงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนปัญหาจะยังไม่จบ เพราะรัฐบาลนี้ยังมีการตั้งมวลชนขึ้นมาชนกับพันธมิตรฯอีก นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มวลชนที่ตั้งขึ้นมารัฐบาลไม่ได้ทำแน่นอน ส่วนที่มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปขึ้นเวทีและยอมรับเป็นแกนนำนั้น ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ และตนเชื่อว่า ทางพรรคพลังประชาชนเขาคงต้องห้ามไม่ให้ทำ
ก็เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ห้ามนายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ หรือ คนในพรรค แต่นั้นถือว่าเป็นเอกสิทธิ เป็นปัจเจกบุคคลที่เขาสามารถทำได้ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคชาติไทยได้มีการหารือเพื่อทบทวนท่าทีในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราทบทวนท่าทีกันตลอดเวลา แต่เราต้องการความจริงก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ ถูกคนกล่าวหา เราอยู่ในกระบวนการเราต้องฟังเหตุฟังผลทุกด้าน ไม่ใช่พูดข้างเดียวแล้วตัดสินใจเลย และคิดว่าไม่สายเกินไปถ้าจะรอผลสรุปการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นก่อนที่พรรคชาติไทยจะตัดสินใจ และเชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องเร่งรีบอยู่แล้ว เพราะอยู่ในความสนใจของผู้คนทั้งโลก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะตัดสินใจยืนอยู่ตามเสียงข้างมากของรัฐบาลใช่หรือไม่ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีใครหรอกที่จะมีใครไปผูกติดยึดอยู่กับเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่ทุกพรรคการเมืองต้องอยู่บนหลักของความถูกต้อง เราต้องรอดูความถูกต้องก่อน
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่า จะไม่ร่วมสังฆกรรมในรัฐสภานั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของพรรคฝ่ายค้านว่าจะเลือกปฏิบัติอย่างไรก็ได้ แต่วันนี้เมื่อกลไกของระบบรัฐสภายังทำหน้าที่ของมันอยู่ก็ต้องปล่อยให้กลไกของระบบรัฐสภาทำงาน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ร่วมสังฆกรรมในรัฐสภปัตย์จะไม่ร่วมสังฆกรรมในรัฐสภาก็เป็นสิทธิ
ประชาชนจะได้รู้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ร่วมสังฆกรรมในขณะที่กลไกของระบบรัฐสภายังไปได้ เกลียดตัวบุคคล แต่อย่าไปเกลียดระบบ เกลียดตัวบุคคล เกลียดรัฐบาลก็เกลียดไป ไม่ต้องทำสังฆกรรมกับรัฐบาลก็ทำไป แต่รัฐสภาไม่ใช่รัฐบาล รัฐสภาคือ สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ชอบรัฐบาลแล้วส่งผลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐสภา ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องกลับไปทบทวนและตอบคำถามประชาชนว่า อะไรเกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาหรือให้นายกฯลาออกนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายกฯ ตนเป็นเพียงรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไม่บังอาจที่จะไปบอกนายกฯให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แตคิดว่าทุกอย่างต้องยืนอยู่บนหลักเหตุและผล นายกฯก็ต้องตัดสินใจยืนอยู่บนหลักเหตุและผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกฯเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นนักกฏหมาย เพราะฉะนั้นการคิดอะไรก็ต้องมีเหตุมีผล มีกฎหมายที่รองรับอยู่ท่านจึงจะทำ
เมื่อถามว่า หากมีการตัดสินใจโดยที่ยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร นายกสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่า ถ้ายุบสภาในตอนนี้และยังอยู่ในวังวนการเลือกตั้งแบบเดิม กติกาแบบเดิม มันไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่จะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้เกิดขึ้นกับประเทศด้วยซ้ำ เป็นการซ้ำเติมในแง่ของความรู้สึก และซ้ำเติมงบประมาณที่จะต้องละเลงไปและไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ได้แต่ความขัดแย้ง ที่ถูกถ่างให้มากขึ้น มันไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นแนวทางที่ตนเสนอกรอบก็คือ การแก้ไขมาตรา 291 และตั้ง สสร.ขึ้นมา ขณะนี้ยังมีเวลารัฐบาลต้องรีบทำ สภาต้องจับมือรัฐบาลรีบดำเนินการเลย ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไปร่วมงานศพ นส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ จะเป็นการส่งสัญญาณต่อรัฐบาลอย่างไรหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ส่งสัญญาณหรอก
ผมว่าก็เป็นการดีนะ ที่พระองค์ได้รักประชาชน ได้แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อประชาชน เมื่อประชาชนเดือดร้อน เมื่อประชาชนได้รับผลกระทบจากการชุมนุม สมเด็จฯพระนางเจ้าฯและสมเด็จเจ้าฟ้าฯจุฬาภรณ์ฯเสด็จไป ผมก็คิดว่าเป็นขวัญและกำลังใจกับครอบครัว และเป็นขวัญและกำลังใจกับประชาชน นายสมศักดิ์ กล่าว
ทางออกจากวิกฤต
๑. สาเหตุของการออกจากวิกฤตไม่ได้
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
