คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติในคราวเดียวกันเกี่ยวกับนักการเมืองคนสำคัญของพรรคพลังประชาชนถึง 2 คน คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์-นายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมีผลกระทบทางการเมืองโดยเฉพาะสถานะของพรรคพลังประชาชนไม่มากก็น้อย หมายเหตุมติชนออนไลน์-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 เกี่ยวกับนักการเมืองคนสำคัญของพรรคพลังประชาชนถึง 2 คน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมีผลกระทบทางการเมืองโดยเฉพาะสถานะของพรรคพลังประชาชนไม่มากก็น้อยดังนี้คนแรกคือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (สามีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) รักษาการหัวหน้าพรรค นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมและ นายบัณฑิต รชตะนันทน์ ผู้พิพากษาอาวุโสย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม มีมูลความผิดทางวินัยฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 84 วรรคสองซึ่งระบุว่า การประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษถึงไล่ออก ปลดออกจากราชการ
การที่ ป.ป.ช.กล่าวหาบุคคลทั้งสองดังดล่าวเนื่องมาจากได้สั่งระงับเรื่องไม่ให้ดำเนินคดีกับนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีศาลจังหวัดธัญบุรีได้ขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อปี 2542 ให้บริษัท โมเดิร์นโฮม จำกัด (มหาชน) ในราคา 897 ล้านบาท โดยผู้ซื้อได้วางเงินค่าซื้อทรัพย์ 70 ล้านบาทต่อศาล และได้ส่งเงิน 70 ล้านบาท มายังกรมบังคับคดี แต่นายมานิตย์และนายประมา ผู้ถูกกล่าวหามีคำสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาทที่ได้จากการขายทอดตลาด โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ตามกฎหมาย ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย
คนที่สอง นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประช่ชน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย ป.ป.ช.มีมติว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ แฃะให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 263 รวมทั้ง ให้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 119 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ .2542 ซึ่งระวางโทษจำคุกแก่ผู้แสดงรายการบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ
คดีทั้งสองมีรายละเอียดดังนี้
หนึ่ง เรื่องกล่าวหา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีส่งระงับเรื่องไม่ดำเนินคดีกับอธิบดีกรมบังคับคดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดี ที่ส่งคืนเงินจำนวน 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดธัญบุรีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องนีแล้วปรากฏลำดับความเป็นมาของเรื่อง ดังนี้
1. สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับหนังสือกล่าวหาร้องเรียนฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม2541 เป็นบัตรสนเท่ห์ กล่าวหาร้องเรียน อธิบดีกรมบังคับคดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดี ในเรื่องไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่ได้จากการขายทอดตลาด
2. ผู้กล่าวหาได้มีหนังสือร้องเรียนฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2543 กล่าวหาปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีสั่งระงับเรื่องไม่ดำเนินการสอบสวนอธิบดีและรองอธิบดี
กรมบังคับคดีที่สั่งคืนเงินให้แก่คู่ความทัง้ ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าสั่งแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้กล่าวหาโดยมิชอบ
3. วันที่ 20 มิถุนายน 2543 ผู้กล่าวหาได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน กล่าวหาข้าราชการกระทรวงยุติธรรมรวม 13 ราย รวม 8 ข้อกล่าวหา ได้แก่
3.1 กล่าวหาอดีตอธิบดีกรมบังคับคดีและอดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่ได้จากการขายทอดตลาด3.2 กล่าวหา ปลัดกระทรวงยุติธรรมและ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่าสั่งระงับเรื่องไม่ดำเนินการสอบสวนอดีตอธิบดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งคืนเงินให้แก่คู่ความ
ทัง้ ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3.3 กล่าวหา กรรมการตุลาการ รวม 5 คน ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ดำเนินการสอบสวนอธิบดีกรมบังคับคดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดีกรณีไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่ได้จากการขายทอดตลาด
3.4 กล่าวหาอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในขณะนั้น ว่า รู้อยู่แล้วว่าอธิบดีกรมบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ปกปิดไม่แจ้งให้ ก.ต. ทราบ
3.5 กล่าวหาอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรมและรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในขณะนัน้ และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าสมคบกันเป็นซ่องโจร
เพื่อร่วมกันกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแกล้งแต่งตัง้ กรรมการสอบสวนผู้กล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
3.6 กล่าวหาอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและอดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ใช้อำนาจแถลงข่าวหมิ่นประมาทผู้กล่าวหา
3.7 กล่าวหาประธานศาลฎีกา ในขณะนั้น และรองอธิบดีกรมบังคับคดีในฐานะเลขานุการมูลนิธิ กรณีไม่ส่งเอกสารการรับ-จ่ายเงินของมูลนิธิ ให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้กล่าวหา
3.8 กล่าวหาอดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ว่าแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนกรณีแจ้งว่าเอกสารของมูลนิธิเกิดเพลิงไหม้ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการเมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2543 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้ องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542
4. ขั้น ตอนการดำเนินการ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 76/2543 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2543ได้พิจารณาและมีมติรับพิจารณา กรณีกล่าวหา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมว่าพิจารณาให้ระงับเรื่องกรณีกรมบังคับคดีสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาทให้แก่คู่ความทัง้ ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายและกรณีกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าสั่งแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้กล่าวหาโดยมิชอบ
4.1 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งที่ 187/2543 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมีคุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา เป็นประธานอนุกรรมการ
4.2 คุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา กรรมการ ป.ป.ช. ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งที่ 38/2544 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 แต่งตัง้นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน
4.3 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 9/2544 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ได้พิจารณาเรื่องที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ส่งมาแล้ว มีมติให้นำประเด็นของเรื่องกล่าวหาทัง้ หมดประมวลเสนอให้คณะอนุกรรมการไต่สวน พิจารณาให้ความเห็น
4.4 ต่อมานายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.เนื่องจากครบวาระ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งที่ 206/2547 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547แต่งตั้ง นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนแทน
นายเกริกเกียรติพิพัฒน์เสรีธรรม ประธานอนุกรรมการไต่สวนได้แจ้งคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
4.5 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่สองได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2547และไม่มีกรรมการ ป.ป.ช. จนกระทั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ประกาศแต่งตัง้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549
4.6 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันในการประชุมครั้งที่ 13/2549 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ที่ได้จากการขายทอดตลาดของศาลจังหวัดธัญบุรี แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายมานิตย์ สุธาพร ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149,154 และ157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง
4.7 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งที่ 35/2549 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2549แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหานายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกับพวก ว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ กรณีมีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้กล่าวหาโดยมิชอบ โดยมีนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน
4.8 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 48/2550 วันที่ 3 กรกฎาคม 2550ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนเรื่องกล่าวหา นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดีไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาด ร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายได้จำนวน897 ล้านบาท ในการบังคับคดีของศาลจังหวัดธัญบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แล้ว มีมติว่า การกระทำของนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน มีมูลความผิดทางวินัย และทางอาญา
5. ต่อมาผู้กล่าวหาได้มีหนังสือร้องเรียนเพิ่มเติมลงวันที่ 1 มีนาคม 2550 ถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีอาญาแก่ ก.ต.และข้าราชการตุลาการ รวม 16 รายว่าเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่ดำเนินการปราบปรามการทุจริต ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดปกปิดความผิดและแหล่งที่มาของรายได้ของมูลนิธิแห่งหนึ่ง รวม 8 ข้อกล่าวหา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 52/2550 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 พิจารณาแล้วมีมติมอบหมายให้อนุกรรมการไต่สวนตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 35/2549 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานี้ไ ปในคราวเดียวกัน
6. คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ คือ
6.1 เรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อธิบดีกรมบังคับคดีและนายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดของ
ศาลจังหวัดธัญบุรี เรื่องนีค้ ณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณามีมติชีม้ ูลความผิดทัง้ ทางวินัยและอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทัง้ สองรายแล้ว
6.2 เรื่องกล่าวหา ปลัดกระทรวงยุติธรรมและรองปลัดกระทรวงยุติธรรมว่า สั่งระงับเรื่องไม่ดำเนินการสอบสวนอดีตอธิบดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดี สั่งคืนเงินให้แก่คู่ความทั้งที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าการคืนเงินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
7. คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีผู้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการตุลาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณีมีข้อครหาว่ามีการเรียกรับเงินจำนวนมากและเงินบางส่วนไปให้มูลนิธิประมาณ ชันซื่อกระทรวงยุติธรรมจึงมีคำสั่งแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาที่สั่งงานในสำนวนคดี มีข้อพิรุธและพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีมูลความผิดทางวินัย
ต่อมากระทรวงยุติธรรมเห็นว่าการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ยังมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเพื่อความกระจ่างในข้อเท็จจริง จึงได้มีคำสั่งแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีนายสุรินทร์นาควิเชียร ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกาช่วยทำงานในตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้รายงานการสอบสวนเสนอปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 สรุปได้ว่า
ประเด็นที่ 1 มีการเรียกหรือรับเงินจากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของศาลจังหวัดธัญบุรีไปให้มูลนิธิประมาณ ชันซื่อ หรือไม่
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่า ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชัดว่า มีการเรียกหรือรับเงินจากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของศาลจังหวัดธัญบุรีไปให้แก่มูลนิธิประมาณ ชันซื่อ
ประเด็นที่ 2 การไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเป็นไปโดยชอบหรือไม่
คณะกรรมการเห็นว่า การที่กรมบังคับคดีคืนเงิน 70 ล้านบาทให้แก่คู่ความโดยไม่หักค่าธรรมเนียมไว้เลย เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานว่าบุคคลทั้งสองทุจริต
แต่คณะกรรมการมีข้อสังเกต 3 ข้อ คือ
(1) มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนแล้วว่า เมื่อมีการเคาะไม้ขายต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้ง เหตุใดในกรณีนี้ไม่ ม่เรียกเก็บ
(2) นายประยุทธ สมความคิด ผู้อำนวยการกองคดีแพ่ง ได้ทำความเห็นไว้ชัดเจน นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีผู้รับผิดชอบต้องทราบ และหากจะรักษาประโยชน์ ต้องสั่งเรียกเก็บ
(3) เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐเสียเงินเกือบ 45 ล้านบาท
คณะกรรมการเสนอว่ากรณีควรจะดำเนินการอย่างไรสุดแต่กระทรวงยุติธรรมจะเห็นสมควร
ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการตุลาการ ได้ทำบันทึกถึงเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ นายบัณฑิต รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรมและเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ได้บันทึกสั่งการท้ายรายงานว่า
ย"ให้รายงานกระทรวงฯระงับเรื่องตามข้อเท็จจริงที่ได้จาก สำนวน ส่วนประเด็นเกี่ยวกับมูลนิธิให้แยกความเห็น เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้เป็นส่วนราชการแต่เป็นเอกชนย
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ รายงานปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน2543 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีบันทึกลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ความว่า
ย"กระผมพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้จากสำนวนการสอบสวนไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่า นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน ในฐานะอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร ในฐานะรองอธิบดีกรมบังคับคดี มีเจตนาทุจริตส่งคืนเงิน 70 ล้านบาท ให้แก่คู่ความโดยไม่หักค่าธรรมเนียมการบังคับคดีไว้ตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับมูลนิธิประมาณ ชันซื่อ แม้ไม่มีหลักฐานบ่งชัดว่า มีการเรียกรับเงินจากการบังคับคดีขายทอดตลาด ที่ดินของศาลจังหวัดธัญบุรีไปให้มูลนิธิประมาณ ชันซื่อ ก็ตาม แต่คณะกรรมการมีข้อสังเกตถึงที่มาของเงินบริจาคไม่มีความโปร่งใส ไม่มีรายละเอียดของผู้ที่บริจาค แต่เนื่องจากมูลนิธิดังกล่าวไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึงไม่อาจเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้จึงได้พิจารณาให้ระงับเรื่องแล้วย
นายสุทัศน์ เงินหมื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีบันทึกสั่งการว่า ย"ทราบ แจ้งผู้ร้องทราบย
ในเรื่องนี ้ นายบัณฑิต รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาว่า
(1) เลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ ไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้ระงับเรื่อง
(2) การเกษียณสั่งระงับเรื่องเป็นการสั่งการภายในสำนักงานเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำความเห็นเบือ้ งต้นเพื่อเสนอผู้มีอำนาจพิจารณา
ส่วน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นหนังสือ สรุปได้ว่า
(1) กรณีนี้เป็นการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณามูล ความผิดทางวินัยของผู้ถูกร้องเรียน เมื่อคณะกรรมการสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่า นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน และนายมานิตย์ สุธาพร มีเจตนาทุจริตสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาทให้แก่คู่ความโดยไม่หักค่าธรรมเนียมการบังคับคดีไว้ตามกฎหมาย กรณีจึงไม่สามารถลงโทษทางวินัยกับนายประมาณฯ และนายมานิตย์ฯ ได้
(2) สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการโดยนายบัณฑิต รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและรักษาราชการเลขาธิการสำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ มีคำสั่งระงับเรื่อง ซึ่งตรงกับผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตนพิจารณาเห็นชอบด้วย จึงลงนามเห็นชอบไปตามระเบียบขัน้ ตอนการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่สามารถใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจเพราะเป็นการเสนอ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแนวทางการสอบสวนพร้อมความเห็นมาตามลำดับชั้นประกอบในการสั่งการตามสายงานการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น ตามกฎหมาย
(3) กรมบังคับคดีแม้อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม แต่กรมบังคับคดีก็มีอธิบดีเป็นผู้มีอำนาจ กำกับ ดูแล และสั่งการภายใน อธิบดีกรมบังคับคดีก็มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีตามหมายบังคับคดี ดังนัน้ ในกรณีที่กรมบังคับคดีไม่หักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินที่ศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นกรณีที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดี ในเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของกรมบังคับคดีโดยตรง หาเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจ หน้าที่ของปลัดกระทรวงยุติธรรมและรองปลัดกระทรวงที่จะเข้าไปก้าวก่ายหรือชี้นำได้
(4) ประเด็นเรื่องการคืนเงินให้คู่ความโดยไม่หักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดเป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นัน้ เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ
นอกจากนียังชี้แ จงด้วยวาจาว่า
1. จากรายงานของคณะกรรมการสอบสวนที่พิจารณาว่า การที่กรมบังคับคดีคืนเงิน 70 ล้านบาท ให้แก่คู่ความโดยไม่หักค่าธรรมเนียมไว้เลยเป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นัน้ เป็นข้อสังเกตนอกสำนวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ไม่อยู่ในกรอบคำสั่งที่ 915/2542 ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่ยังไม่ยุติ กล่าวคือ ยังไม่มีกฎ ระเบียบ ว่าจะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกรณีที่เป็นปัญหานี้ ้หรือไม่
2. การบังคับคดีเป็นเรื่องของศาล หากตนเข้าไปก้าวก่าย สั่งการก็จะเป็นการละเมิดอำนาจศาล และข้อสังเกตของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเป็นข้อสังเกตที่อยู่นอกกรอบคำสั่งที่ให้สอบสวนและเป็นเรื่องของศาลกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งจะต้องเสนอศาลให้พิจารณา และข้อสังเกตของคณะกรรมการดังกล่าวไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาที่จะต้องพิจารณาทั้ง ในเรื่องการบังคับคดีก็เป็นอำนาจของศาล
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่มีความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แตกต่างกัน รองปลัดกระทรวงและปลัดกระทรวงในฐานะผู้บังคับบัญชาส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ควรต้องใช้ดุลพินิจตามภาวะวิสัยของข้าราชการที่อยู่ในฐานะและตำแหน่งดังกล่าวซึ่งมีหน้าที่จะต้องพิจารณาเรื่องราวด้วยความสุจริต รอบคอบ ระมัดระวังพิทักษ์ผลประโยชน์ของแผ่นดิน โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุผล และผลประโยชน์ของราชการเป็นหลัก
แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็มิได้กระทำดังกล่าว เป็นมูลเหตุให้มีผู้สงสัยในพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้ง ไม่ได้เห็นด้วยกับกระทรวงยุติธรรม มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้กล่าวหากับนายประมาณตียะไพบูลย์สิน และนายมานิตย์ สุธาพร รวมทั้ง ข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม ในเวลาต่อมาทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดีแก่สถาบันตุลาการ
นายบัณฑิต รชตะนันทน์ ในฐานะรองปลัดกระทรวงและ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 99 คือ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่นายมานิตย์สุธาพร รวมทั้ง แจ้งให้อธิบดีกรมบังคับคดีแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 8
แต่นายบัณฑิต รชตะนันทน์ และนายสมชายวงศ์สวัสดิ์ กลับมีความเห็นให้ระงับเรื่อง
พฤติการณ์ของบุคคลทั้งสอง จึงมีมูลความผิดทางวินัยฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 84 วรรคสอง
สำหรับนายสุทัศน์ เงินหมื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามรับทราบและให้แจ้งผู้ร้องทราบ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของ นายสุทัศน์ เงินหมื่น มีมูลเป็นความผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการเช่นเดียวกัน แต่โดยที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับวินัยใช้บังคับประกอบกับได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่อาจจะดำเนินการต่อไปได้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งเรื่อง ประธานคณะกรรมการตุลาการ พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ แก่ นายบัณฑิต รชตะนันทน์ และส่งเรื่องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พิจารณาโทษทางวินัยแก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่อไป
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ด้วย นายยงยุทธย ติยะไพรัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้ว 1 ปีรวมทั้งในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ปรากฏว่านายยงยุทธ ได้แสดงในบัญชีฯ ทั้ง 5 กรณีว่า ได้ขายหุ้น บริษัท มิติฟู้ดโปรดักส์ จำกัดจำนวน 24,500 หุ้น ให้แก่ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ยุววรรณ ซึ่งเป็นน้องภริยา เป็นเงินจำนวน 2,450,000 บาทโดย พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ได้ชำระเงินค่าซื้อ หุ้นบริษัทดังกล่าวเป็นเงินสด จำนวน 850,000 บาท ส่วนเงินที่ค้างชำระ จำนวน 1,600,000 บาท พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้แก่นายยงยุทธ
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า นับแต่วันจดทะเบียนจนถึงปัจจุบันรวม 18 ปีเศษ บริษัทดังกล่าว ไม่ได้ประกอบกิจการการค้าแต่อย่างใด และ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ไม่มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดถึง จำนวน 850,000 บาท ตามที่ได้มีการทำสัญญากันไว้จริง จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ไม่มีการซื้อ ขายหุ้นกันจริง เป็นเงินจำนวน 2,450,000 บาท และไม่มีเงินให้กู้ยืมจำนวน 1,600,000 บาท ตามที่นายยงยุทธ ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน
เหตุที่นายยงยุทธ ทำสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวขึ้นมา เพราะนายยงยุทธย ต้องการหลีกเลี่ยงจากการที่จะต้องปฏิบัติตามขั้น ตอนและวิธีการที่บัญญัติใน พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรีพ.ศ.2543 มาตรา 4 และมาตรา 5
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นายยงยุทธ เป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 263รวมทั้ง ให้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
ข้อมูลจาก มติชน
