โดยประสงค์ วิสุทธิ์ วิจารณ์แซ่ดว่า เป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารผ่านจอโทรทัศน์เมื่อผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพ บวกด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์เมื่อเย็นวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบเหตการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมโดยพูดชัดว่า รัฐบาล(ไม่ว่ารัฐบาลไหน)จะอยู่บนกองเลือด(ของประชาชน)ไม่ได้
ถ้าเป็นยุคก่อน สังคมไทยคงไม่มีทางเห็นผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาไล่รัฐบาลผ่านจอเหมือนทุกวันนี้(ยกเว้นกรณี พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ออกทีวีกรณีลดค่าเงินบาทสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานท์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527 )ย เพราะแค่ส่งนายทหารไปบอกหรือโทรศัพท์ไปจี้ นายกรัฐมนตรีพลเรือนก็เผ่นแน่บแล้ว
แต่ในยุคที่ทหารไม่ได้คุมอำนาจเด็ดขาด และการรัฐประหารไม่สามารถทำง่ายดายเหมือนในอดีต(ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง) จึงมีโอกาสเห็นการไล่รัฐบาลของผู้นำเหล่าทัพในรูปแบบใหม่
แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า เมื่อแกนนำพรรคพลังประชาชนและผู้ที่อยู่เบื้องหลังเชื่อมั่นว่า เสียงประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุน(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และกองทัพไม่กล้ายึดอำนาจ นายสมชายก็ไม่มีทางที่จะลาออก อยู่ไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เว้นแต่พรรคร่วมรัฐบาลจะถอนตัว แต่ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะนักการเมืองเหล่านี้ไม่เคยมองอะไรพ้นหัวแม่เท้าของตัวเอง(อย่าเชื่อถ้ามีการอ้างว่าไม่ถอนตัวเพราะศรัทธาระบอบประชาธิปไตยเพราะนักการเมืองเหล่านี้รับใช้และแอบอิงทหารมาตลอดชีวิต)
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองการเมืองที่พลิกผันตลอดเวลาจนไม่รู้จะมีจุดจบที่ตรงไหน
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินมูลค่า 772 ล้านบาทของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นจำเลย อาจเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เมืองได้
ยิ่งถ้าผลคดีอออกมาตรงกันข้ามกับที่สาธารณชนคาดหมายไว้ อาจทำให้การเมืองถึงจุดพลิกผันได้
แต่การจะเข้าใจถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังคดีดังกล่าวได้ ต้องเรียนรู้ถึงความเป็นมาเป็นไปทางการเมืองที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2548 ซึ่งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกต่อต้านขับไล่จากกลุ่มต่างๆมากยิ่งขึ้นจนก่อกำเนิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและบทบาทของตุลการที่เข้ามาตรวจสอบอำนาจหรือมีบทบาทในทางการเมืองมากขึ้นที่เรียกกันว่า ตุลาการภิวัตน์ทางการเมือง(judicialization of politics)
การที่ตุลาการเข้ามาใช้อำนาจในการตรวจสอบอำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้นในช่วงวิกฤตการเมืองย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะย ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคณะกรรมการการเลือกตั้งชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ
การที่ตุลาการและองค์กรตุลาการก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเข้มข้น เช่น เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย
การเพิ่มอำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550ย เช่น การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาและกรรมการองค์กรอิสระ
แม้แต่กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชากรณีประสาทเขาพระวิหาร
ล้วนแต่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแวดวงวิชาการว่า อาจทำให้ดุลยภาพทางการเมืองและหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยต้องเสียสมดุล
ขณะเดียวกันท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างพยายามใช้องค์กรตุลากรเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับศัตรูทางการเมืองของตน
ยิ่งทำให้เกิดความเป็นห่วงว่า ถ้ามีการใช้อำนาจตุลาการอย่างไม่ระมัดระวัง ขยายอำนาจจนเกินขอบเขตและไม่อยู่ในกรอบของหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัดแล้ว อาจกระทบกระเทือนต่อสถานะความน่าเชื่อของสถาบันตุลาการโดยรวม
ถ้าสนใจพัฒนาการเหล่านี้และความเป็นมาเป็นไปทั้งหมด พลาดไม่ได้กับหนังสือ ตุลาการภิวัตน์ ปฏิวัติการเมืองไทยและลับ ล้วง ลึก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จะทำให้ติดตามการเมืองอย่างรู้เท่าทัน ไม่หลงเพริดไปกับกระแสและข้อมูลลวงของแต่ละฝ่าย
ข้อมูลจาก มติชน
