ที่ประชุม 4 ฝ่ายดันตั้งส.ส.ร.3 อ้างมติเอกฉันท์ ดึงสภาสูงเอี่ยวลั่นทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ เร่งชงเข้าสภาสัปดาห์หน้า ไม่หวั่นพันธมิตรชุมนุมต้าน ระบุเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับแก้วิกฤติ สมชาย อัดรัฐบาลปลอมตัวเป็นส.ส.ร.3นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิฯ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ร่วมเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญพระราชกุลศลถวายแด่
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนาเจ้ารำไพพรรณี
ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 (20ต.ค.)
(20ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมร่วม 4 ฝ่าย ที่ห้องรับรอง1 อาคารรัฐสภาโดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทนพรรคการเมือง ประกอบด้วยนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายไชยยศ จิรเมธากร ตัวแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทย นายประเสริฐ เจริญไทยสุข ตัวแทนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ส่วนนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้ขอลาโดยมอบหมายให้นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เข้าร่วมประชุมแทน โดยไม่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราฏษร เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด
นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งส.ส.ร.3 โดยเห็นชอบตามแนวทางของนายนิคม ไวยรัชพานิชย์ รองประธานวุฒิสภา เสนอให้มีสสร.จำนวน 120 คน โดยมาจากตัวแทนจังหวัด 76 คน จาก 76 จังหวัด และจากผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกฎหมายมหาชน อย่างละ 8 รวม 24 คน และตัวแทนกลุ่ม สาขาอาชีพ อีก 20 คน โดยทั้งหมดจะมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งจะมีการเปิดรับสมัครและให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเองตามสัดส่วนที่กำหนด
สำหรับกรอบระยะเวลาการทำงานของส.ส.ร.ไม่เกิน 240 วัน โดยยึดหลักรอบคอบ ไม่รีบร้อน ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อส่งให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หากเห็นชอบก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยต่อไป แต่หากไม่เห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติเพื่อถามความเห็นจากประชาชน ซึงการประชุม 4 ฝ่ายครั้งนี้ถือว่าเสร็จสิ้นจะไม่มีการประชุมอีก
นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนในฐานะประธานฯ จะได้ไปจัดทำยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพียงมาตราเดียว พร้อมทั้งรายละเอียด เพื่อเสนอต่อวุฒิสภา โดยจะให้มีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงนามเสนอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภา โดยคาดว่าจะมีการเสนอให้ประธานรัฐสภาได้ในสัปดาห์หน้า โดยประธานรัฐสภาจะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งขั้นตอนการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขั้นมาศึกษา โดยตามข้อบังคับต้องทำให้เสร็จภายใน 45-60 วัน แต่ถ้าเร่งจริง ๆ ก็อาจเสร็จภายใน 30 วัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขการยุบสภาเอาไว้เลยหรือไม่ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ให้เป็นอำนาจของส.ส.ร. คณะกรรมการไม่เกี่ยวข้อง แต่วันนี้นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจในการยุบสภาและลาออก ซึ่งหากมีการกำหนดเรื่องนี้ไว้ในร่างรัฐธรรนมนูญก็จะถือเป็นการบังคับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของส.ส.ร.จะพิจารณา
อย่างไรก็ตามเงื่อนไขการตั้งส.ส.ร.ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยื้อเวลาหรือต่ออายุของนายกฯออกไปอีก 2 เดือน และมั่นใจว่าการทำงานของส.ส.ร.จะไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง โดยประธานสภาจะออกประกาศกำชับอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันการครอบงำ ให้ส.ส.ร.มีอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่า การเดินหน้าตั้งส.ส.ร. 3 จะเป็นการสะสมปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มองเรื่องนี้เหมือนกันแต่เราคิดว่าไม่ใช่การสะสมปัญหา แต่เป็นการแก้ปัญหามากกว่าและไม่กลัวคำขู่ของเครือข่ายพันธมิตรฯที่ประชุมชุมนุมทุกที่ที่มีการประชุมส.ส.ร. เพราะเป็นสิทธิ เราไม่สามารถขัดขวางได้ แต่มั่นใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นทางออกของวิกฤติที่ดีที่สุด และไม่ควรมองว่าพรรครัฐบาลจะได้ประโยชน์แต่คิดว่าการตั้งส.ส.ร.3 ประเทศจะได้ประโยชน์มากที่สุด
ผู้สี่อข่าวถามว่า หากการตั้งส.ส.ร.นำไปสู่ความขัดแย้งขั้นรุนแรงใครจะรับผิดชอบ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าส.ส.ร.3 จะไปไม่รอดเพราะเป็นการผลักดันเพียงสองฝ่ายคือรัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า มติที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ แม้ว่าประธานวุฒิสภาจะไม่เข้าร่วมประชุม แต่ได้ส่งให้รองประธานวุฒิสภาเข้าประชุมแทน ซึ่งถือว่าเป็นมติส่วนใหญ่ของวุฒิสภาที่ให้เข้าร่วมประชุม ไม่จำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมวุฒิสภาอีก
เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนจะมีนโยบายไม่ให้ผู้ใกล้ชิดของพรรคเข้าร่วมเป็นส.ส.ร.3 เพื่อป้องกันคำครหาหรือไม่ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิที่ผู้มีสิทธิตามข้อกำหนดจะไปเป็นใด เราไม่ได้บังคับ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินคดีการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดา ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตกเป็นจำเลยว่า ขอให้ทุกฝ่ายเคารพ คำตัดสินของศาล
ส่วนที่กลุ่มนปช.ประกาศจะไปชุมนุมหน้าศาลฎีกาเพื่อกดดันศาลนั้น ตนถือว่าการจะมีคนให้กำลังใจใครถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่อย่าทำอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง และไม่เชื่อว่าคำตัดสินของศาลในวันพรุ่งนี้จะเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง หรือนำไปสู่ทฤษฎีการเมืองใหม่ดังที่พันธมิตรประชาธิปไตยระบุ
สมชาย อัดรัฐบาลปลอมตัวเป็นส.ส.ร.3
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวถึงกรณีนายประสบ สุขบุญเดช ประธานวุฒิสภาไม่เข้าร่วมประชุม 4 ฝ่าย ว่า ต้องขอบคุณประธานวุฒิสภาที่ให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และทำตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง โดยหลังจากที่นายประสพสุข ได้แจ้งให้นายสมชาย ทราบก็กรณีไม่เข้าร่วมประชุม 4 ฝ่าย ตนได้เข้าพบกับประธาน เพื่อชี้แจงและขอโทษประธานวุฒิสภาว่า 40 ส.ว.ไม่ได้ต้องการกดดันประธานวุฒิสภาแต่อย่างใด พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลของการของการไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร. 3 เพราะเห็นว่าไม่ได้มาจากส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 7 ต.ค.ที่ผ่านมาการตั้ง ส.ส.ร.3ไม่ได้เป็นทางออกที่เหมาะสมของวิกฤติการเมืองไทย ซึ่งนายประสพสุข ก็เข้าใจเหตุผลของ 40 ส.ว.ดังนั้นจึงต้องขอขอบคุณประธานวุฒิสภาที่เป็นผู้ใหญ่และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายสมชาย กล่าวถึงที่ประชุม 4 ฝ่ายมีมติเดินหน้าตั้ง ส.ส.ร. 3 ด้วยการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่า จะเรียกว่าเป็นมติของที่ประชุม 4 คงไม่ได้เพราะไม่มีประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร ดังนั้นจึงเป็นเพียงการประชุม 2 ฝ่ายคือประธานสภาผู้แทนราษฏร คือฝ่ายรัฐบาล กับหัวหน้าพรรคการเมือง ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะหวังให้สังคมยอมรับได้คงเป็นเรื่องอยากเพราะขบวนการในการยกร่างไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น แต่เป็นความพยายามรวบรัดให้เกิด ส.ส.ร.3
เมื่อถามว่านายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291 อ้างว่ามติชอบด้วยกฎหมายเพราะมีตัวแทนจากวุฒิสภาคือรองประธานวุฒิเข้าร่วมประชุมด้วย และที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการตั้ง ส.ส.ร.3ตามที่รองประธานวุฒิสภาเสนอ นายสมชาย กล่าวว่า การที่นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เข้าร่วมประชุมด้วยไม่ถือว่าเป็นมติของวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้นแนวคิดทั้งหมดจึงเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของวุฒิสภาคนหนึ่งที่เข้าร่วมประชุม ไม่สามารถที่จะเอามาอ้างความชอบธรรมได้ โดยหลังจากนี้ 40 ส.ว.จะได้เดินหน้าทำความเข้าใจกับสมาชิกทั้งหมดว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 291
ความจริงตามมาตรา 291 วรรค แรก กำหนดให้คณะรัฐมนตรี และส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าทีมีอยู่ของส.ส.หรือจากทั้ง ส.ส.และสว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา สามรถเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายได้อยู่แล้ว แต่ ครม.และ ส.ส.ซีกรัฐบาลกลับไม่ทำ เพราะเห็นว่าจะถูกต่อต้านจากสังคมเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้พยายามจะแก้หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นต้องปลอมตัวเข้ามาเป็น ส.ส.ร. 3 เพื่อสร้างภาพให้สังคมเข้าใจได้ว่าไม่ได้เกิดจาก ครม.และสส.ซีกพรรคร่วมรัฐบาล นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า การเดินหน้าตั้ง ส.ส.ร. 3 ของการประชุมร่วม 2 ฝ่ายครั้งนี้มีธงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การอ้างว่าที่มาของ ส.ส.ร.3 มาจากตัวแทนภาคประชาชนทั้ง 67 จังหวัด รวมถึงสายนักวิชการด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และนักกฎหมายมหาชนอีก 24 และตัวแทนจากสาขาอาชีพอีก 20 คน สุดท้ายแล้วเชื่อว่ารัฐบาลจะส่งคนของตัวเองเข้าไปทั้งหมด เพราะมีการประเมินกันตั้งแต่ต้นแล้วว่าโครงสร้างของ ส.ส.ร. ตามรูปแบบดังกล่าวนี้รัฐบาลสามารถคอนโทลได้ แม้ว่าในเบื้องต้นจะเปิดทางแก้ไขเฉพาะมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.3 แต่สุดท้ายเชื่อว่าในชั้น ส.ส.ร. 3 จะมีการรุกคืบแก้มาตราอื่นๆ อีกที่เป็นปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นมาตรา 190 มาตรา 237 และมาตรา 309 ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล
จะเห็นได้ว่ากระบวนการตั้ง ส.ส.ร.3 ไม่ได้มีความจริงใจมาตั้งแต่ต้น เพราะก่อนหน้าทีประธานสภาได้บรรจุร่างแก้ไขของ นปก.เข้าสู่ระเบียบวาระไปเรียบร้อยแล้ว และวาระยังค้างพิจารณาอยู่ และสุดท้ายมีการเสนอ ส.ส.ร. 3 เข้ามาอีก แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้แตกต่างจากร่างของ นปก. นายสมชาย กล่าว
อภิสิทธิ์ แจงบอยคอตประชุม4ฝ่าย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมประชุมกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภาและนายกรัฐมนตรีว่า ตนได้ทำหนังสือแจ้งต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งชื่อบุคคลเข้าไปร่วมทำงานเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เลยจุดที่จะมาพูดถึงเรื่องการตั้งส.ส.ร.และการจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็มีกระบวนการอื่นอยู่ ที่สำคัญคือไม่ควรที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง หรือเบี่ยงเบนประเด็นจากสภาพปัญหาของบ้านเมืองที่แท้จริงในขณะนี้
หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค.เป็นต้นมา ส.ส.ร.3 ก็ได้ถูกหยิบยกเป็นข้ออ้างของการที่รัฐบาลจะไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ และปล่อยให้สภาพปัญหาของบ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ และปัญหาต่างๆไม่ได้รับการแก้ไข และการประชุม 4 ฝ่ายวันนี้ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย จึงเท่ากับว่าการประชุมดังกล่าวเป็นเพียงแค่เสียงข้างมากของสภา คือ ตัวแทนรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมสภาวันพุธที่ 22 ต.ค.นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า วันอังคารที่ 21 ต.ค. นี้พรรคจะมีการประชุมส.ส.ก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ประธานวุฒิสภาไม่เข้าร่วมประชุม4 ฝ่ายด้วย รัฐบาลควรนำจุดนี้ไปไตร่ตรองดูหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลควรทบทวนได้แล้วว่าจริง ๆ แล้ว ที่ดึงดันกันและพยายามเอาเรื่องนี้มาเบี่ยงเบนหรือกลบเกลื่อนคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำง่าย ๆ เพาะสังคมเขารู้ทัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประธานสภาอ้างว่าถึงแม้ประธานวุฒิสภาและฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมประชุมด้วย การประชุมก็จะต้องเดินหน้าเพราะยังถือว่ามีหลายฝ่ายอยู่ คือ รัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎร นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า ความจริงในระบบรัฐสภา เสียงข้างมากในสภากับรัฐบาล ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว และสิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าต่อในขณะนี้น่าจะยืนยันได้ว่าก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้คิดว่าจำเป็นจะต้องระดมความร่วมมือ จากฝ่ายอื่น ๆ เพราะคิดว่าโดยลำพังแล้วอยากจะทำต่อไป ซึ่งความจริงไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่พูดกันในเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่มีการระดมมวลชน มาสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เป็นปัญหาซึ่งเรื้อรังมา ความจริงแล้ววันนี้น่าจะต้องมาคุยทางออกของบ้านเมือง ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าเสียก่อน ว่าปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผล กระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างและทำให้ประชาชน มีความยากลำบากในเรื่องปัญหาปากท้อง และมีความตรึงเครียด รวมทั้งการเสื่อมศรัทธาในตัวการเมือง
ต่อข้อข่าวถามที่ว่า ดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ทำอะไร เพื่อที่จะแก้ปัญหาเลย อย่างนี้จะหาทางออกได้อย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะนอกจากนายกฯจะไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองด้วย เพราะว่านำทั้งประชาธิปไตย และชีวิตของคนไทยเข้าไปเสี่ยงอยู่ตอดเวลา โดยไม่สามารถตอบได้ว่าเพื่ออะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่นายกฯยังนิ่งเฉยกับผลการสอบสวนเหตุการณ์ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่านี่คือเหตุผลที่ทำไมเราถึงได้บอกว่าถ้าให้รัฐบาล ตั้งคณะกรรมการเองก็มีโอกาสสูญเสียมากว่า ไม่ได้เป็นคณะกรรมการอิสระอย่างแท้จริง มีแต่ชื่อเท่านั้นที่บอกว่าอิสระ และองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้ตนคิดว่าน่าจะยึดความเห็นของเขาเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมทุกฝ่ายในเวลานี้ออกมากดดันนายกฯหมดแล้วแม้แต่ทหาร คิดว่ายังมีอะไรที่ทำให้นายกฯเมินเฉยต่อท่าทีเหล่านี้ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ตัวนายกฯเองก็ต้องคิดว่าที่อยู่ไปทุกวันนี้เพื่ออะไร ตนไม่เห็นว่าการอยู่ของท่านในขณะนี้ ได้แก้ปัญหาอะไรให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่เดือดร้อนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ความตรึงเครียดของสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา หรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ตนมองไม่เห็นเลยว่าขณะนี้ที่นายกฯดำรงอยู่เพื่ออะไร ส่วนที่นายสมชาย อ้างว่าสู้ต่อเพราะหกพรรคร่วมเห็นด้วย และจะต้องทำภารกิจให้เสร็จ 3 อย่างนั้น ตนคิดว่าถ้า 6 พรรคร่วมยึดประโยชน์ของตัวเองก็เป็นอีกเรื่อง ก็บอกมาตรง ๆ ดีกว่าไม่ต้องอ้างเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายกฯอ้างงาน 3 เรื่องเพื่ออยู่ต่อนั้น หากให้มีการยุบสภาแล้วมีอะไรมารองรับงานต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วงานที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธี เป็นงานที่คนไทยทั้งประเทศร่วมด้วยกันอยู่แล้ว และไม่มีสูญญากาศทางการเมือง ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ก็มีผู้ที่ทำหน้าที่งานต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว และตนยังไม่เห็นใครเป็นคนที่มีปัญหาและทำตัวขวาง เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันอยู่แล้ว ตรงนี้ต้องตั้งคำถามว่าจริงๆแล้วรัฐบาลอยู่เพื่อการนี้จริงหรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดในวันที่ 21ต.ค.นี้หรือไม่ เพราะเป็นวันตัดสินคดีที่ดินรัชดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนห่วงว่าสถานการณ์จะตึงเครียดมาก และมีความเสี่ยงสูง และถ้ายิ่งไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดจากรัฐบาล และมิหนำซ้ำบางทีรัฐบาลก็เหมือนกับให้ท้ายด้วย ก็อาจจะเป็นปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายตำรวจนอกราชการและนายทหารในราชการออกมาเคลื่อนไหว คิดว่ารัฐบาลควรจะปรามหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า คนที่อยู่ข้างนอกไม่เป็นไร ถ้าใช้สิทธิ์เสรีภาพในกรอบของกฎหมาย แต่ในส่วนของคนที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต้องช่วยกันแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะฉะนั้นความรับผผิดชอบทั้งหมดอยู่ที่ตัวนายกฯด้วยเพราะเป็นผู้ที่รู้เห็นกับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และไม่มีความพยายามที่จะระงับยับยั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่เวทีปราศรัยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จะหมิ่นเหม่ต่อเบื้องสูง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าใครทำผิดก็ต้องดำเนินคดีไปเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งขณะนี่ยังไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการแต่ถ้าไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ต่อข้อข่าวถามที่ว่า คิดว่าข้อเสนอที่ให้ยุบสภาถือเป็นทางออกที่ดีแล้วใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด ยิ่งพูดให้แตกประเด็นออกไปก็ยิ่งไม่ชัดว่าจะไปทางไหนกันแต่ตนคิดว่าการยุบสภาเป็นคำตอบที่ชัดเจนและเป็นทางออกที่สากลยอมรับ
ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันว่าแม้มีการยุบสภาก็ยังจะชุมุนมต่อแล้วจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าถ้ายุบสภาจริงแล้วฝ่ายต่าง ๆ จะมีท่าทีอย่างไรแต่มั่นใจว่า ถ้ายุบสภาเร็วการที่ประชาชนทั้งประเทศจะกลับไปตัดสินใจในการเลือกตั้ง ตามกระบวนการประชาธิปไตยน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่ถ้าช้าไปตนไม่ทราบ เพราะว่าความรุนแรงหรืออารมณ์ต่างๆจะเพิ่มสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เลือกตั้งใหม่พรรคพลังประชาชนชนะทางพันธมิตรฯก็ยังชุมุนมต่อแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้วพันธมิตรฯก็ไม่ได้ออกมาและนายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นพันธมิตรฯก็ไม่ได้ออกมาชุมนุม เพราะฉะนั้นถ้าคิดอย่างนี้แล้ว ตนขอถามว่าถ้านายกฯอยู่ต่อพันธมิตรฯจะเลิกชุมนุมหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผล แต่เหตุผลคือเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศ วันนี้ประเทศมีความขัดแย้ง ตามกระบวนการประชาธิปไตย วิธีที่ง่ายที่สุดคือกลับไปให้ประชาชนตัดสินใจใหม่เท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปคุยกับแกนนำพันธมิตรฯเพื่อให้มีการยุบสภาและยุติการชุมนุมไปก่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการพบกันระหว่างนายกฯและพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชากาทหารบก(ผบ.ทบ.) ในงานซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพี่นางฯอย่างไร ที่อยู่ ๆ นายกฯลุกจากเก้าอี้เพื่อไปนั่งใกล้ ๆ ผบ.ทบ. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาคงอยากคุยกัน คงไม่มีอะไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเกิดการนองเลือด ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า นายเสนาะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ น่าจะบอกกกับนายกฯและแสดงท่าที่จุดยืนของพรรรคประชาราชเหมือนกัน ว่าจะปล่อยให้สภาพบ้านเมืองลุกลามไปถึงจุดนั้นหรือไม่
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
