นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ว่ามีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ มีกรณีที่เข้าลักษณะปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินของนายชวรัตน์ได้ลดลงในรอบ 4 เดือนเป็นจำนวน 166 ล้านบาท โดยไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมของคู่สมรส ต่อ ป.ป.ช กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2551 เป็นเงินประมาณ 274 ล้านบาท ต่อมานายชวรัตน์ ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมอีกครั้งต่อ ป.ป.ช. เมื่อเข้ารับตำแหน่งรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 เป็นเงินประมาณ 108 ล้านบาท และนายชวรัตน์ ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.อีกครั้ง หลังจากเข้ารับตำแหน่ง รมว. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 เป็นเงินประมาณ 107 ล้านบาท
ดังนั้นจากการตรวจสอบการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อป.ป.ช. ในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีทั้ง 3 ครั้ง เห็นได้ว่ามีการแสดงทรัพย์สินสุทธิจากวันที่ 6 ก.พ. ถึงวันที่ 19 มิ.ย. 2551 ได้ลดลงเป็นจำนวน 166 ล้านบาท ทั้งที่ระยะแจ้งห่างกันประมาณ 4 เดือนเศษ และทำให้สงสัยว่าเงิน 166 ล้านบาทหายไปไหน อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบการยื่นทรัพย์สินหลังจากพ้นตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข ในวันที่ 23 พ.ค. พบว่านายชวรัตน์ ได้ยื่นสัญญาจัดการหุ้นส่วนและหุ้นรัฐมนตรี ซึ่งในสัญญาดังกล่าวแยกเป็นทรัพย์สิน 2 กอง โดยกองทุน ก.มีมูลค่า 99 ล้านบาท และกองทุน ข.มีมูลค่า 18 ล้าน รวมเป็นเงิน 117 ล้านบาท แต่ไม่มีการแสดงไว้ทั้งที่ทรัพย์สินส่วนนั้นยังเป็นของตัวเองอยู่ เพราะไม่ใช่การขายขาดออกไปแต่อย่างใดเพียงแต่เป็นการฝากให้ดูแลเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติโดยจากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมของนายชวรัตน์ ที่ยื่นตอนเข้ารับตำแหน่งรมช.สาธารณสุข ในวันที่ 6 ก.พ.ไม่พบว่ามีการแจ้งเงินลงทุนในส่วนที่เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญจำนวน 2.9 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 7.70 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 22 ล้านบาท อยากถามว่าตรงส่วนนี้มาจากไหน และในการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนั้น นายชวรัตน์ ได้แจ้งในหมวดลงทุนว่ามีหุ้นของบริษัท ชิโน-ไทย ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด รวมจำนวน 337,497 หุ้น ได้แสดงว่ามีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 33.7ล้าน บาท แต่ได้มาแสดงไว้ในสัญญาจัดการหุ้นส่วนและหุ้นรัฐมนตรีที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2551 ไว้ในจำนวนหุ้นที่เท่ากัน โดยแสดงราคาหุ้นละ 0.01 บาท หรือเหลือหุ้นละ 1 สตางค์ เหลือมูลค่ารวมแค่ 3,374 บาท ลดลงกว่าจำนวน 33.7 ล้านบาท
อีกทั้งการแจ้งในครั้งเดียวกัน ได้มีการแจ้งหมวดเงินลงทุน ในบริษัท ไทยเอกรัฐ โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 375,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 37.5 ล้านบาท แต่ได้มาแสดงไว้ในสัญญาสัญญาจัดการหุ้นส่วนและหุ้นรัฐมนตรีที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2551 ไว้ในจำนวนหุ้นที่เท่ากัน โดยแสดงราคาหุ้นละ 0.01 บาท เป็นมูลค่ารวม 3,750 บาท ต่ำกว่าเดิมเป็นเงิน 37.4 ล้านบาท โดยนายชวรัตน์ ไม่ได้นำมูลค่าของกองทุนมารวมแสดงไว้ในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ในคราวต่อมา ซึ่งจะทำให้ทรัพย์สินที่ควรแจ้งมีมูลค่าต่ำไปกว่าความเป็นจริง
ทำให้เข้าใจได้ว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อาจยื่นรายการทรัพย์สินในหมวดเงินลงทุนไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้องตามที่ได้รับรองไว้ อันเข้าลักษณะจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 จึงขอให้ป.ป.ช. ตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป เพราะการแสดงทรัพย์สินครั้งนี้มีพิรุธจำนวนมาก โดยเฉพาะมูลค่าหุ้นที่ลดลงจากหุ้นละ 100 บาทเหลือหุ้นละ 1 สตางค์ ทำไมมันต่างกันมากแบบนี้ มีการแสดงทรัพย์ที่สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง และมีการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ป.ป.ช.ทราบหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าว
นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่าโมเดลการตรวจสอบอำนาจรัฐที่ตนเองเสนอไว้ก่อนหน้าได้ทำงานแล้ว โดยสามารถใช้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของทรัพย์สินของนักการเมืองได้ โดยนักการเมืองต้องชี้แจงให้ได้ว่าสิ่งที่มีอยู่มีที่มาและที่ไปอย่างไร ซึ่งตนเองได้เสนอไปก่อนหน้านั้นว่าหากมีการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมแล้วยังไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินตัวเองได้ ก็ต้องถูกยึดทรัพย์ให้เป็นของแผ่นดิน โดยในกรณีที่ของนายชวรัตน์ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะนายชวรัตน์ มีการเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีหลายครั้งทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินขึ้นลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาซึ่งมีการปรับคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้งยิ่งทำให้ตรวจสอบง่าย
ผมจะทำซอฟแวร์การตรวจสอบทรัพย์ของนักการเมืองออกมาเพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆ โดยกรอกตัวเลขให้ตรงกับช่องรายการต่างๆที่ตั้งไว้เท่านั้น จากนั้นซอฟแวร์ตัวนี้จะคำนวณเองว่านักการเมืองคนดังกล่าวมีทรัพย์สินและหนี้สิน เพิ่มขึ้น ลดลง หรือหายไป จำนวนเท่าใด มีที่มาที่ไปหรือไม่ โดยประชาชนจะได้เห็นโมเดลตัวนี้แน่นอน อีกทั้งในเรื่องนี้ก็อยากให้พรรคร่วมรัฐบาลนำไปบรรจุในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เชื่อว่าจะสามารถทำให้การเมืองไทยดีขึ้นได้ เพราะรายการบัญชีทรัพย์สินจากนี้ไป ต้องไม่ใช่สักแต่รายงานต่อป.ป.ช.ให้เสร็จๆไปเท่านั้น แต่บัญชีที่รายงานต้องกระทบกลับไปมาเพื่อหาที่มาที่ไปให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องถูกยึดทรัพย์ นายเรืองไกร กล่าว
ตะลุยข่าว- ตั้ง 6 ข้อสังเกต รถเพื่อนสเตฟาน หาย
การเข้าพบตำรวจเพื่อแจ้งความกรณีรถยนต์หายของเพื่อนสนิทดารานักแสดงชื่อดัง สันติ วีระบุญชัย หรือ สเตฟาน ดูทีท่าว่าจะมีเรื่องลับลมคมในเสียแล้ว หลังตำรวจได้ตั้งข้อสังเกตแห่งความสงสัยไว้ในหลายประเด็น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
