คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 (ตุลาคม 2551 - กันยายน 2552) ที่มีจำนวน 1.835 ล้านล้านบาท เพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบที่เกิดภาวะซบเซาของเศรษฐกิจทั่วโลก มีกลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกรและคนยากจนตามเป้าหมายของนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เม็ดเงินดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อการจ้างงาน และต้องการมีการกระจายงบฯออกไปอย่างรวดเร็ว ในรูปโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) แต่ต้องไม่เป็นโครงการที่มีลักษณะเป็นงบประมาณผูกพันข้ามปี หรือหมายความว่าต้องใช้ให้หมดภายในปีงบประมาณ 2552
ปรากฏว่าแทบจะทันทีหลังมติ ครม.ดังกล่าว หลายหน่วยงานต่างแสดงความสนใจจะขอให้งบฯก้อนนี้ ทั้งที่หลายโครงการจะอยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์เบื้องต้นของการใช้เงินก็ตาม
ทั้งหลายทั้งปวงจะมีโอกาสหลุดลอดเข้าไปมีเอี่ยวในงบกลางแสนล้านหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ
สำหรับโครงการที่กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เสนอขอเอี่ยวงบกลางก้อนนี้มา ประกอบด้วย
1.โครงการยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท (ถนนปลอดฝุ่น) 34,000 ล้านบาท
2.ค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 24,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรภาครัฐ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการในอัตราเฉลี่ย 6% โดยเห็นว่าจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ
3.เพิ่มค่าใช้จ่ายในโครงการเอสเอ็มแอล 15,000 ล้านบาท
4.การพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตร 9,000 ล้านบาท
5.เพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 7,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ภาคเกษตรมีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม
6.เพิ่มทุนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
7.เงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนชรา 6,000 ล้านบาท
8.ค่าใช้จ่ายในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1,000 ล้านบาท
9.โครงการพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัด หรือโครงการบ้านมั่นคง 1,000 ล้านบาท
10.โครงการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา 1,000 ล้านบาท
กระทรวงการคลัง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 6% ในปีงบประมาณ 2552 คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2551 รวมทั้งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และหวังว่าภาคเอกชนจะปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานตามไปด้วย แต่รายละเอียดของการปรับเพิ่มเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนจะเป็นผู้พิจารณา
นอกจากนี้ จะนำงบกลางปีดังกล่าวไปใช้เพิ่มทุนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย วงเงิน 2 พันล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคาร เพิ่มทุนให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอีก 7,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ภาคเกษตรมีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม
1.การก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงการขุดลอกคูคลองต่างๆ เพื่อให้ชุมชนต่างๆ ได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และในขั้นตอนการก่อสร้าง จะเกิดการจ้างแรงงานในท้องถิ่น
2.การทำวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรชนิดต่างๆ
3.การทำโครงการอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการว่างงานของแรงงานไทยในอนาคต ซึ่งจะมีทั้งการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ รวมถึงจัดหาพื้นที่ทำกิน ทั้งในส่วนของที่ดิน ส.ป.ก.4-01 และกรมธนารักษ์ นอกจากนี้ จะจัดหาแหล่งเงินทุนให้กู้ยืมสำหรับการซื้อปัจจัยการผลิตในการประกอบอาชีพด้วย ส่วนวงเงินแต่ละโครงการจะใช้เท่าไรนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดอยู่
พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่องการปรับเพิ่มอัตราเงินค่าตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ คนละ 1 เท่าตัว หรือคิดเป็น 100% อาทิ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันอัตราค่าตอบแทนต่อเดือน 5,000 บาท ขอเพิ่มอีก 5,000 บาท เป็น10,000 บาท ผู้ใหญ่บ้าน 4,000 บาท ขอเพิ่ม 4,000 บาท เป็น 8,000 บาท แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ปัจจุบันเงินเดือน 2,500 บาท ขอเพิ่ม 2,500 บาท เป็น 5,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต่อปีประมาณ 10,234 ล้านบาท
1.สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน จำนวน 765 ล้านบาท โครงการจ้างบัณฑิตอาสา
2.กรมการจัดหางาน จำนวน 76.5 ล้านบาท โครงการสร้างอาชีพใหม่ให้ผู้ถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
3.กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 380 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงาน โครงการพัฒนาทักษะภาษา เป็นต้น
4.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จำนวน 322 ล้านบาท
- เพิ่มวงเงินในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 270 ล้านบาท
- โครงการความปลอดภัยแรงงานในภาคเกษตร 27 ล้านบาท
- โครงการพัฒนานักบริหารงานบุคคลและนักสหภาพแรงงาน 25 ล้านบาท
รวมวงเงินประมาณ 1,536 ล้านบาท
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมยื่นโครงการเพื่อของบฯดังกล่าวประมาณ 500-600 ล้านบาท เพื่อนำไปส่งเสริม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย
1.การติดไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา และโบราณสถานต่างๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่น อยุธยา เพื่อเพิ่มมิติเรื่องของการท่องเที่ยว
2.การก่อสร้างห้องน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ใหม่ เพื่อให้สะอาด และดูแลง่ายมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นก็มอบให้องค์กรท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล
3.การรักษาความปลอดภัย ซึ่งในที่นี้จะรวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร อาสาสมัครท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รู้จักวิธีช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น การฝึกการโรยตัว การช่วยคนตกน้ำ เป็นต้น
4.การจัดหาอุปกรณ์เพื่อช่วยในการพยุงตัว ซึ่งจะต้องมีไว้ในรถตำรวจท่องเที่ยวทุกคัน และเรื่องของระบบสื่อสารเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่
5.ป้ายบอกทาง ซึ่งจะต้องติดไว้ตามถนนหลวง เพื่อชี้เส้นทางสถานที่ท่องเที่ยว
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอโครงการศึกษารถไฟรางคู่ระยะทาง 2.3 พันกิโลเมตร
โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกฯ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ
เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เบื้องต้นได้กำหนดกรอบที่ชัดเจนไปแล้วว่า โครงการใดที่ทำเรื่องขออนุมัติมา และได้รับเงินไปเงินจะต้องถูกใช้ให้หมดภายในปีงบประมาณ 2552 ดังนั้น ภายหลังจากที่รัฐบาลทำเรื่องขออนุมัติต่อสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมสามัญเดือนมกราคม 2552 หากสภา เห็นชอบทุกหน่วยงานที่เสนอโครงการเข้ามา จะมีระยะเวลาในการใช้จ่ายเงินประมาณ 6-9 เดือน โครงการที่เหมาะสมที่จะใช้เงินงบประมาณส่วนนี้ ควรจะเป็นโครงการที่มีความพร้อมแล้วเท่านั้น และที่สำคัญคนในชุมชนจะต้องได้รับประโยชน์
ในฐานะที่ผมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับผิดชอบพิจารณาโครงการที่เห็นสมควรได้รับอนุมัติเงิน เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน และได้ข้อยุติเกี่ยวกับแนวทางการใช้จ่ายเงินส่วนนี้แล้ว กล่าวคือ จะใช้วิธีการเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนในการใช้จ่ายเงินก่อนนี้ ตามความต้องของชุมชนเองอย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะรวบรวมโครงการต่างๆ ที่มีความเหมาะสมมาร่วมไว้ด้วยกัน ก่อนจะจัดทำเป็นรายละเอียดส่งไปให้ชุมชนแต่ละแห่งทางอี-เมล ได้พิจารณากันเองว่า อยากจะให้มีโครงการอะไรเกิดขึ้นในชุมชนของตนเองบ้าง
ในขั้นตอนการคัดเลือกโครงการจะให้เจ้าหน้าที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำด้วย เมื่อชุมชนเลือกโครงการที่เหมาะสมของตนเองเรียบร้อยแล้วก็จะให้จัดส่งเรื่องเข้ามาที่ส่วนกลางให้พิจารณา ซึ่งแต่ละโครงการที่เลือกมา จะต้องชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนด้วยว่า ทำแล้วจะได้อะไร มีแผนงานประกอบชัดเจน และที่สำคัญต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดให้
แนวคิดดังกล่าวเหมือนกับรัฐบาลจะสร้างเมนูขึ้นมาชุดหนึ่ง โครงการต่างๆ ก็เปรียบเสมือนเป็นรายการอาหารชนิดต่างๆ คนกินอาหารก็คือ คนในชุมชนที่เขาสามารถเลือกได้เองว่า การกินอาหารมื้อนี้ เขาต้องการจะกินอาหารอะไรบ้าง ก็เท่านั้น เขาจะเลือกอะไรที่จะเหมาะสมกับชุมชนของเขาเอง โดยในจำนวนเงินหนึ่งแสนล้านบาทนี้ หากเฉลี่ยจำนวนชุมชนทั่วประเทศที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด จำนวน 8,000 แห่ง เงินก้อนนี้น่าจะเฉลี่ยแบ่งกระจายออกไป เพื่อให้ทำโครงการต่างๆ ชุมชนแห่งหนึ่งจะได้เงินไม่ต่ำกว่าชุมชนละ 12 ล้านบาท
สำหรับโครงการที่มีความพร้อมที่จะส่งรายละเอียดไปให้ชุมชนได้พิจารณาเลือกกันเอง ขณะนี้มีเตรียมโครงการที่จะเป็นตัวอย่างไว้แล้ว จำนวน 13 โครงการ แยกเป็น 10 โครงการแรก เป็นโครงการที่มาจากการนำเสนอของสำนักงบประมาณต่อที่ประชุม ครม.ครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นโครงการที่เห็นว่ามีประโยชน์ ส่วนอีก 3 โครงการ เป็นโครงการในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอรายละเอียด
อย่างไรก็ตาม โครงการที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่หยิบยกมาให้ดูเท่านั้น เพราะยังไม่ทราบหน่วยงานอื่นจะเสนอโครงการอะไรเข้ามาเพิ่มเติ่มหรือไม่ ตัวเลขงบประมาณแต่ละโครงการ โดยเฉพาะ 10 โครงการของสำนักงบประมาณก็ยังเป็นเพียงตัวเลขที่ตั้งไว้เบื้องต้นเท่านั้น ทั้งหมดยังมีการปรับเปลี่ยนกันได้
ข้อมูลจาก มติชน
