นายกฯ เดินหน้าประชานิยม ยืนยัน ไม่ได้ทำเพื่อความอยู่รอดรัฐ- บาล ระบุ อย่าเอาความขัดแย้งทางการเมืองบั่นทอนความเจริญ ประเทศ ชี้ รัฐบาลอยู่นานแค่ไหนขึ้นกับประชาชนตัดสินนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างการเป็นประธานกดปุ่มโอนเงิน การพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านชุมชนเอสเอ็มแอล ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ว่า แนวคิดของโครงการนี้ต้องการให้ประชาชนตัดสินใจได้และกลั่นกรองจากความคิดของประชาชน ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล หรือเพื่อวางแผนเลือกตั้งต่อไป แต่ต้องการยกระดับชีวิตประชาชน จะเรียกว่า ประชานิยม หรือ เป็นรัฐบาลที่ตอบสนองประชาชน ก็ได้ ทั้งนี้ไม่มีรัฐบาลไหนที่ไม่เอาใจประชาชน ทุกรัฐบาลต้องการทำให้ประชาชนพอใจ แต่แนวความคิดแต่ละรัฐบาลไม่เหมือนกัน
แต่บางครั้งท่านบอกว่า รัฐบาลก่อนๆ คิดผิด ผมว่าเรื่องนโยบายนั้น รัฐบาลไหนของใครของมันเพียงแต่ว่ามีความสามารถทำให้การพัฒนาประเทศ สามารถทำให้ปากท้องของประชาชนอยู่ดีกินดีหรือไม่ และประชาชนมีความพอใจในผลปฏิบัติการนั้นหรือไม่ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทุกรัฐบาลต้องทำอย่างนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองว่า อย่าเอามาปะปนกับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน จริงๆ แล้วเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่
เรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา อย่าเอามาบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ถ้าเอาเรื่องนั้นมาบั่นทอน คิดผิด ถ้าใครคิดอย่างนั้น เป็นการทำร้ายพ่อแม่พี่น้องประชาชน ปัญหามีแก้กันไป อย่าให้มากระทบกระทั่งถึงสิทธิประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะพึงมีพึงได้ ผมเคยพูดว่า รัฐบาลนั้นจะอยู่ได้นาน ไม่นานแค่ไหน อยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่คน 2 -3 คนตัดสินใจ อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องยึดมั่น เพราะประชาชนต้องเป็นใหญ่ ประชาชนต้องเป็นผู้มีสิทธิมีเสียงเด็ดขาด อันนี้คือสิ่งที่เราคิดว่าจะต้องดำเนินการไป อย่าไปเสียเวลากับเรื่องที่มีปัญหาความคิดไม่ตรงกัน และทอดทิ้งประชาชนไว้เบื้องหลัง อย่างนั้นรัฐบาลทำไม่ได้ และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ที่ผมบอกแล้วว่า การเลือกตั้งเป็นเสียงประชามติ ถ้าผมทำไปแล้วพี่น้องประชาชนไม่พอใจประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน นายกรัฐมนตรี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ หมู่บ้านทั่วประเทศที่จะมีการโอนเงินตามโครงการ มีทั้งสิ้น 27,699 หมู่บ้าน รวมเป็นเงิน 6,543,000,000 บาท ผ่านธนาคารออมสิน จำนวน 17,475 หมู่บ้าน เป็นเงิน 4,176 ล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 10,224 หมู่บ้าน เป็นเงิน 2,367 ล้านบาท
ทั้งนี้มีการเรียงลำดับเป็นรายภาค ได้แก่ ภาคกลาง 8,712 หมู่บ้าน เป็นเงิน 2,045 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,126 หมู่บ้าน เป็นเงิน 1,898 ล้านบาท ภาคเหนือ 6,940 หมู่บ้าน เป็นเงิน 1,605 ล้านบาท ภาคใต้ 3,312 หมู่บ้าน เป็นเงิน 993 ล้านบาท