ส.ว.เรืองไกรเดินหน้าลุยต่อ ยื่นประธาน ป.ป.ช.ตรวจสอบ 32 รัฐมนตรีสมัยรัฐบาลสมัคร ไม่ยอมยื่นข้อมูลบัตรเครดิต ระบุอาจเข้าข่ายจงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จทั้งๆที่ระบุในแบบชัดเจน เผยสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังแจ้งข้อมูลเรื่องนี้ด้วย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ระบบสรรหาเปิดเผยมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนว่า ได้ทำหนังสือถึง ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช 32 คนว่า จงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่ เนื่องจากในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อ ป.ป.ช.นั้น ไม่มีการแจ้งข้อมูลของบัตรเครดิตว่า ถือบัตรเครดิตชนิดใดหรือไม่ มีเลขที่บัตรที่ถืออยู่เป็นเลขใด ทำให้เข้าใจได้ว่า รัฐมนตรี ที่ไม่แจ้ง ไม่มีหนี้บัตรเครดิตที่จะต้องแจ้งหนังสือของนายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนายสมัคร จากเว็บไซด์ของ ป.ป.ช. รวมจำนวน 44 คน กรณีเข้ารับตำแหน่ง ในหมวดหนี้สิน พบว่า มีรัฐมนตรี ผู้ยื่นรายการในส่วนของเงินเบิกเกินบัญชี ได้แจ้งหนี้บัตรเครดิตไว้จำนวน 12 คน รัฐมนตรีส่วนที่เหลือ จำนวน 32 คน ไม่พบว่า มีการแจ้งข้อมูลของบัตรเครดิต ว่าถือบัตรเครดิตชนิดใดหรือไม่ มีเลขที่บัตรที่ถืออยู่เป็นเลขใด ทำให้เข้าใจได้ว่า รัฐมนตรี ที่ไม่แจ้ง ไม่มีหนี้บัตรเครดิตที่จะต้องแจ้ง ขณะที่คำอธิบายการยื่นแบบของ ป.ป.ช.ระบุให้ต้องแจ้งหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต ทำให้เกิดข้อสังเกตว่ารัฐมนตรี ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหนี้บัตรเครดิต อาจจะมีบัตรเครดิตและได้ใช้บัตรดังกล่าวซื้อสินค้าหรือบริการหรือเบิกเงินในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งซึ่งต้องแสดงรายการหนี้สินของบัตรเครดิตไว้ส่วนนี้ด้วย ซึ่งหากตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าผู้นั้นมีพฤติการณ์จงใจไม่ยื่นแสดงรายการหนี้สินจากบัตรเครดิตและเอกสารประกอบให้ถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
รัฐมนตรีผู้ยื่นรายการหนี้บัตรเครดิตจำนวน 12 คนตามวรรคก่อน ได้แสดงรายการให้ทราบถึงชนิดของบัตร ผู้เป็นเจ้าของบัตร หมายเลขบัตรเครดิต จำนวนเงินที่เป็นหนี้ รวมทั้งหนี้บัตรเครดิตของคู่สมรสด้วย อีกทั้งได้ตรวจพบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตของรัฐมนตรีบางคนที่ได้แจ้งยอดหนี้ไว้มีจำนวนเงินที่ต่างกันกับคราวรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เช่น
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นเงิน 101,005.08 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 78,795.60 บาท
นายสันติ พร้อมพัฒน์ ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นเงิน 87,782.20 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 279,237.02 บาท
นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นเงิน 507,222.51 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 650,744.70 บาท
นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้แจ้งหนี้ที่เข้าใจว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต(หมายเลขบัญชีเป็นตัวเลข 16 หลัก) ไว้ด้วยยอดเงินที่มีจำนวนเท่ากัน โดยได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นเงิน 77,237.11 บาท และยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 77,237.11 บาท
ขณะที่มีรัฐมนตรีบางรายไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตไว้ในแบบแสดงรายการทรัพย์สินในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย เช่น
นายสุพล ฟองงาม ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 โดยไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตในแบบ แต่ได้ยื่นแบบแสดงว่า มีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 18,027.06 บาท
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 โดยไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตในแบบ แต่ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 เป็นเงิน 33,583.00 บาท
นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 โดยไม่พบการแจ้งหนี้บัตรเครดิตในแบบ แต่ได้ยื่นแบบแสดงว่ามีหนี้บัตรเครดิตกรณีรับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 เป็นเงิน 115,131.32 บาท เป็นต้น
หนังสือของนายเรืองไกรระบุว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย เห็นว่า คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของรัฐมนตรีทุกคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลชุดนายสมัครว่า มีการยื่นหนี้บัตรเครดิตไว้ในหมวดเงินเบิกเกินบัญชีครบถ้วนหรือไม่ หากมีผู้ใดไม่ยื่นรายการหนี้บัตรเครดิต ย่อมอาจถือได้ว่า จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินและเอกสารประกอบ เนื่องจากมีคำอธิบายที่ชัดเจนไว้แล้ว หากพบว่า มีรัฐมนตรีผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงหนี้สินตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 263 ขอให้พิจารณาดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายเรืองไกรได้ยื่นหนังสือถึงประธาน ป.ป.ช.ตรวจสอบ ส.ส.384 คนในกรณีเดียวกันนี้มาแล้ว
อนึ่ง รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 263 บัญญัติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป
ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งในวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย โดยให้นำบทบัญญัติมาตรา 92 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยด้วย
ข้อมูลจาก มติชน
