นายอภิรักษ์ กลับดำเนินการเปิด L/C และต่อมาได้แก้ไข L/C เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่ นายสมัคร สุนทรเวช มีผลผูกพันและบังคับใช้ทั้งที่นายอภิรักษ์ ทราบอยู่แล้วว่า การจัดซื้อที่มีการลงนามใน A.O.U. และการลงนามในข้อตกลงซื้อขายรถดับเพลิงฯมีข้อบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หมายเหตุมติชนออนไลน์- เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้พิจารณาเกี่ยวกับการทุจริตในการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,600 ล้านบาทและมีมติ เป็นเอกฉันท์ การกระทำของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีมูลความผิด ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกรุงเทพมหานคร และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ตรวจสอบสัญยาการจัดซื้อดังกล่าวอย่างรอบคอบและยังเปิดแอล/ซีชำระเงินแก่บริษัทผู้ผลิตจนเกิดความเสียหายเป็นตัวเงินหลายพันล้านบาทขณะที่ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสมัคร สุนทรเวช พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ มีมูลเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 11, 12 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ส่วน บริษัท STEYRฯ มีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน นายโภคิน พลกุล กับพวก จึงมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และมาตรา 11, 12, 13 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ต้องส่งรายงาน และเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ขณะที่ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 8
พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร มีมูลเป็น ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และ ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 8
นายราเชนทร์ พจนสุนทร ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มีมูลความผิดทางวินัย ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตามพระราช-บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 วรรคแรก
สำหรับรายละเอียดของคดีนี้มีดังนี้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับโอนสำนวนคดีดังกล่าวจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.
เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
1. เมื่อปลายปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลมีนโยบายที่จะโอนกองบังคับการตำรวจดับเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นหน่วยงานในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า บริษัท STEYR DAIMLER PUCH Spezialfahrzeug AG & CO KG สาธารณรัฐออสเตรีย ได้ริเริ่มโครงการขายสินค้ารถดับเพลิงให้กับกรุงเทพมหานคร โดยร่วมกับ พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง ในขณะนั้น (ซึ่งต่อมาเมื่อโอนกองบังคับการตำรวจดับเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นหน่วยงานในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครแล้ว ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร) เข้าพบหารือกับนายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น เพื่อเสนอขายโครงการรถดับเพลิงกรุงเทพมหานคร และได้มีการกำหนดร่วมกันว่าให้ใช้วิธีดำเนินการในลักษณะรัฐต่อรัฐ โดยมีการทำการค้าต่างตอบแทนเป็นข้ออ้างในการนำเสนอโครงการฯ ซึ่งก่อนหน้านั้นบริษัท STEYRฯ ได้มอบหมายให้ผู้แทนในประเทศไทย ดำเนินการติดต่อบริษัทในประเทศไทยที่เป็นเครือของบริษัทเอกชนใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อให้เข้ามาดำเนินการการค้าต่างตอบแทน โดยบริษัทในเครือของบริษัทเอกชนดังกล่าวได้ยินยอมทำสัญญาจ่ายค่านายหน้าให้กับผู้ติดต่อประสานงานให้กับบริษัท STEYRฯ
2. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถ่ายโอนภารกิจการป้องกันและระงับอัคคีภัยให้กรุงเทพมหานคร
3. บริษัท STEYRฯ ได้เสนอโครงการขายรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยผ่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียประจำประเทศไทย โดยมีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ยื่นข้อเสนอโครงการและให้ดำเนินการในลักษณะรัฐต่อรัฐ ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรีย พร้อมการจัดหาแหล่งเงินทุนให้และรับพันธะการค้าตอบแทนร้อยละ 100 ตามเอกสารใบเสนอราคาของบริษัท STEYRฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ซึ่งมีรายละเอียดสินค้ารถดับเพลิง จำนวน 315 คันและเรือดับเพลิง จำนวน 30 ลำพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย รวม 18 รายการ รวมเป็นเงิน 156,953,203 ยูโร โดยระบุคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละรายการ จำนวนหน่วยที่เสนอขาย ราคาต่อหน่วย และมีการระบุเกี่ยวกับเรื่องค่าภาษีอากรต่าง ๆ การยืนราคา การส่งมอบของ การจ่ายเงิน การค้าต่างตอบแทน และการรับประกัน
ทั้งที่ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ที่มีการจัดทำใบเสนอราคา นั้น การถ่ายโอนภารกิจดับเพลิงมายังกรุงเทพมหานครยังไม่เรียบร้อย ไม่สามารถทราบจำนวนรถดับเพลิงที่จะต้องจัดซื้อที่แน่นอน ใบเสนอราคาของบริษัท STEYRฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 มีรายละเอียดรถดับเพลิง จำนวน 315 คัน และเรือดับเพลิง จำนวน 30 ลำ จึงเป็นเอกสารที่ทำขึ้นมาภายหลังจากที่ได้โอนภารกิจดับเพลิงมายังกรุงเทพมหานครเสร็จสิ้นแล้ว (วันที่ 18 สิงหาคม 2546) แต่เอกสารดังกล่าวได้ลงวันที่ย้อนหลัง(เป็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2546)เพื่อนำมาอ้างอิงว่า เป็นข้อเสนอที่มาพร้อมกับเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย โดยเป็นข้อเสนอจากรัฐบาลออสเตรีย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นการจัดทำโดยบริษัท STEYRฯ
4.วันที่ 22 กรกฎาคม 2546 เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียประจำประเทศไทย เข้าพบกับนายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือรายละเอียดการเสนอขายรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ ตามหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546
5.วันที่ 6 สิงหาคม 2546 นายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ทำหน้าที่เลขานุการของนายประชา มาลีนนท์) ได้มีบันทึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะนั้น สรุปการหารือข้อราชการกับนายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรียประจำประเทศไทย เกี่ยวกับความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาอัคคีภัย
6.วันที่ 7 สิงหาคม 2546 นายสมัคร สุนทรเวช มีบันทึกตอบรับข้อเสนอของนายประชา มาลีนนท์ ว่า กรุงเทพ -มหานครยินดีรับการสนับสนุนการดำเนินการแบบรัฐต่อรัฐ และเรื่องการเจรจาถ่ายโอนภารกิจของหน่วยดับเพลิงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับกรุงเทพมหานคร ก็ไม่มีปัญหาเพราะผู้บังคับการดับเพลิงและคณะ ก็จะโอนมารับราชการที่กรุงเทพมหานครด้วย ทั้งนี้ นายประชา มาลีนนท์ ได้ลงชื่อรับทราบในวันเดียวกัน
7.วันที่ 18 สิงหาคม 2546 กรุงเทพมหานคร ได้จัดตั้งสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) ขึ้น พร้อมกับได้จัดตั้งสถานีดับเพลิง จำนวน 78 สถานี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการป้องกันและระงับอัคคีภัยให้กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546
8.ในเดือนมกราคม 2547 บริษัท STEYRฯ ได้เชิญนายประชา มาลีนนท์ และคณะทำงานที่ปรึกษา เดินทางไปดูงานของบริษัท MAN ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างผลิตตัวรถดับเพลิงให้แก่บริษัท STEYRฯ ที่สาธารณรัฐออสเตรีย ปรากฏว่า นายประชา มาลีนนท์ และคณะได้ไปดูแต่การผลิตรถและอุปกรณ์ดับเพลิง ส่วนเรือดับเพลิง นั้น บริษัท STEYRฯ แจ้งว่า บริษัทไม่ได้ผลิตเรือดับเพลิง แต่ถ้าต้องการก็จะว่าจ้างบริษัทอื่นมาผลิตแทน
9.ต่อมา พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ได้ทำหนังสือขออนุมัติโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 เสนอนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุรายละเอียดความเป็นมาของโครงการฯ และความจำเป็นในการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมครุภัณฑ์บรรเทาสาธารณภัยซึ่งตรงกับใบเสนอราคาของบริษัท STEYRฯซึ่งนายสมัคร ได้อนุมัติโครงการฯ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2547 และได้ลงนามในบันทึกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา
แต่ปรากฏว่า บันทึกที่นำเสนอดังกล่าวยังไม่มีความเหมาะสมทางวิชาการที่ดีพอ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขโดย พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ได้จัดทำบันทึกลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 อีกฉบับ เสนอผ่านการอนุมัติของนายสมัคร ซึ่งเป็นบันทึกที่จัดทำหลังวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 แต่ลงวันที่ย้อนหลัง โดยอาศัยแบบจากร่างบันทึกข้อความของคณะทำงานที่ปรึกษานายประชา มาลีนนท์มีรายละเอียด คือ กำหนดเหตุผลความจำเป็นที่จะจัดซื้อ โดยเปรียบเทียบผลการวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การชำระเงินโดยขอผูกพันงบประมาณประจำปี การชำระเงินแบ่งเป็นเงินงบประมาณจากกรุงเทพมหานครกับเงินอุดหนุนของรัฐบาลในอัตราส่วน 30:70 โดยบันทึกดังกล่าวนี้นายประชา มาลีนนท์ ได้ใช้เป็นแบบในการนำเสนอ นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายโภคิน ได้ให้ปรับอัตราส่วนระหว่างเงินงบประมาณของกรุงเทพมหานครและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เป็น 40:60
10. วันที่ 10 พฤษภาคม 2547 นายประชา มาลีนนท์ ได้มีหนังสือถึงนายโภคิน พลกุล เสนอขออนุมัติโครงการฯ ต่อมานายโภคิน พลกุล และนายประชา มาลีนนท์ ได้ร่วมกันลงนามในหนังสือขออนุมัติโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยได้แนบเอกสารจากสถานทูตออสเตรียและคำแปล ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อบริษัท STEYRฯ ผู้ขาย รวมถึงรายการรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ดับเพลิงที่จะขาย ความช่วยเหลือของรัฐบาลสาธารณรัฐออสเตรียในรูปรัฐต่อรัฐ รวมทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุน และพันธะทางการค้าต่างตอบแทน (Counter Trade)ร้อยละ 100 ในวงเงิน 8,000 ล้านบาท โดยจะขอใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 40 ขออนุมัติเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร้อยละ 60
11.ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2547 คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาโครงการฯ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแล้ว มีมติอนุมัติในหลักการของโครงการ ฯ โดยมีความเห็นของคณะรัฐมนตรีประกอบในประเด็นสำคัญ ดังนี้
(1) วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้และที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศภายใต้การดำเนินการโครงการนี้ ให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรุงเทพมหานครและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันสำรวจตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องความจำเป็นและจำนวนที่จะต้องจัดหาให้ชัดเจนและถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในส่วนที่ฝ่ายไทยมีอยู่แล้ว และส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยให้นำเข้าเฉพาะส่วนที่จำเป็นและที่ไม่มีหรือที่ไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศเท่านั้น
(2) ให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการเกี่ยวกับการทำการค้าต่างตอบแทน (Counter Trade) กับรัฐบาลออสเตรีย สำหรับโครงการข้างต้น โดยประสานกับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในเรื่องนี้ มีหน่วยงานที่ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยเห็นสมควรชะลอโครงการไว้ก่อน เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณมาก ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นการจัดหายานพาหนะ วัสดุและอุปกรณ์ แต่ยังขาดแผนที่ชัดเจนเป็นระบบ ทั้งการบริหารจัดการความพร้อมด้านบุคลากรและแผนการใช้ประโยชน์
สำนักงบประมาณ เห็นว่า ในหลักการควรสนับสนุน แต่มีข้อสังเกตว่า โครงการมีวงเงินสูงมาก แต่ยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการพิจารณาความเหมาะสมทั้งด้านคุณภาพและราคา และเพื่อลดการนำเข้าควรพิจารณาขนาดของโครงการกับครุภัณฑ์ที่มีอยู่ รวมทั้งประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอในการก่อสร้างอาคารประเภทต่าง ๆ จึงควรพิจารณาขีดความ
สามารถที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้เองด้วย
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า กระทรวงการคลัง ได้มีความเห็นเป็นหนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม2547 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 สรุปว่า การจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ วัสดุ-อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ เห็นควรให้ตั้งรายการค่าใช้จ่ายไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะมีความเหมาะสมกว่าการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรีย และมีข้อสังเกตว่า การศึกษาความต้องการของกรุงเทพมหานครในด้านการดับเพลิงโดยเปรียบเทียบกับนครโตเกียวคงจะไม่เหมาะสมเนื่องจากสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน
12. วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทราบ
13. วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยมีนายประชา มาลีนนท์ เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547
14. วันที่ 14 กรกฎาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช เสนอรายงานต่อนายโภคิน พลกุล โดยอ้างถึงผลการประชุมเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) การจัดตั้งสถาบันหรือศูนย์ฝึกอบรมการดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย หรือโรงเรียนการดับเพลิง ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานดำเนินการ
(2) การจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะต่าง ๆ ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันตรวจสอบ และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยืนยันขอให้ตัดรายการศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย และครุภัณฑ์ที่เป็นส่วนประกอบกับอาคารศูนย์ฝึกอบรมฯ รวม 3 รายการ ออก คงเหลือรายการที่จะต้องจัดหา รวม 15 รายการ ในวงเงิน 6,687,489,000 บาท
(3) กรณีสัดส่วนและจำนวนเงินอุดหนุนต่อกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ประชุมเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 มีมติรับหลักการใช้จ่ายจากเงินงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร้อยละ 60 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 40ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ
(4) การดำเนินการเกี่ยวกับการทำการค้าต่างตอบแทน (Counter Trade) กับรัฐบาลออสเตรีย กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการ
15. วันที่ 14 กรกฎาคม 2547 นายโภคิน พลกุล รับทราบและลงนามในบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป และในวันเดียวกัน นายโภคิน เสนอรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเพิ่มยานพาหนะดับเพลิงจำนวน 315 คัน เรือดับเพลิง จำนวน 30 ลำ และครุภัณฑ์ที่จะต้องจัดหาตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการไว้แล้ว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 133,749,780 ล้านยูโร เป็นเงินไทย ประมาณ 6,687,489,000 บาท
16. วันที่ 20 กรกฎาคม 2547 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยแจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทราบ
17. วันที่ 23 กรกฎาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯ โดยมี พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณลักษณะเฉพาะ มีหน้าที่ตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ยานพาหนะ และครุภัณฑ์บรรเทา
สาธารณภัย
18. วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ทูตพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ยื่นร่างข้อตกลงของความเข้าใจ (AGREEMENT OF UNDERSTANDING (A.O.U)) ในเรื่องการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยให้แก่ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติโดย พลตำรวจตรี อธิลักษณ์ได้นำเอกสาร (A.O.U) เสนอคณะกรรมการบริหารโครงการฯ เพื่อร่วมกันพิจารณาข้อตกลง เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมมีผู้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปิด L/C ในเอกสารฉบับภาษาไทยข้อที่ 4 ว่า การเปิด L/C จะต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากการลงนามในข้อตกลงและมีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้อง
ที่ประชุมได้พิจารณาฉบับภาษาอังกฤษ เห็นว่า ระบุไว้ชัดเจนกว่าภาษาไทย โดยฉบับภาษาอังกฤษมีข้อความว่า "ภายใน 30 วัน หลังจากลงนามในข้อตกลงซื้อขาย และภาคผนวกของข้อตกลงซื้อขาย อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ข้อตกลงของความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีการกล่าวอ้างถึงการทำการค้าต่างตอบแทน(Counter Trade) แต่ในที่สุดที่ประชุมได้มีความเห็นรับทราบข้อตกลงดังกล่าว
ส่วนความถูกต้องในด้านกฎหมายเห็นควรให้กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
19. พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ได้จัดทำบันทึกลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เสนอนายสมัคร สุนทรเวช โดยตรง ไม่ผ่านปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด และในวันเดียวกันนายสมัคร ได้ลงนามรับทราบบันทึกดังกล่าว และได้ลงนามในบันทึกข้อความลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 เสนอนายโภคิน พลกุล กรณีการพิจารณาข้อตกลงของความเข้าใจในเรื่องการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวชัดเจนแล้ว ไม่มีสิ่งใดขัดข้อง ไม่มีสิ่งใดที่จะท้วงติง จึงมีความเห็นขอรับทราบข้อเสนอของทูตพาณิชย์ และเพื่อเสนอให้นายโภคิน พลกุล พิจารณาลงนามร่วมกับเอกอัครราชทูตออสเตรีย
ทั้งที่ นายสมัคร ได้ทราบข้อสังเกตต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว แต่มิได้มีการระบุข้อสังเกตในเรื่องข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน และไม่มีข้อสังเกตเรื่องข้อตกลงของความเข้าใจที่ไม่ได้กล่าวถึงการทำการค้าต่างตอบแทน และอีกประการหนึ่งไม่ได้แจ้งให้ทราบถึงข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องในด้านกฎหมายที่ควรให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนาม
สำหรับรายละเอียดในร่าง A.O.U. ที่เสนอนี้ ถูกจัดทำโดยบริษัท STEYRฯ มีข้อความระบุผูกพันให้รัฐบาลไทยต้องเปิด L/C ชนิดเพิกถอนไม่ได้เป็นจำนวนเงิน 133,749,780 ยูโร ทั้งที่ยังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการกำหนดราคาสินค้าไว้ล่วงหน้า
20. ต่อมาในวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ได้มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงของความเข้าใจ(A.O.U) ระหว่างนายโภคิน พลกุล กับเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย
21. วันที่ 4 สิงหาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวชได้เสนอบันทึกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รายงานผลการทำความตกลงกับต่างประเทศ โดยระบุถึงการลงนามในข้อตกลงของความเข้าใจที่ได้ลงนามไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 อ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 และจำเป็นต้องรีบดำเนินการ หากเกิดความล่าช้าอาจก่อให้เกิดความเสียหาย เห็นควรลงนามในหนังสือนำเรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รายงานผลการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีทราบ
ในวันที่ 16 สิงหาคม 2547 นายประชา มาลีนนท์มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รายงานเรื่องผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลงนามใน A.O.U. โดยอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทำความตกลงกับต่างประเทศเพื่อพิจารณานำเรื่องรายงานคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547
22. วันที่ 4 สิงหาคม 2547 พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ สนอบันทึกถึงปลัดกรุงเทพมหานคร (คุณหญิง ณฐนนท ทวีสิน) ขอยกเว้นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2535 ในการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยคุณหญิงณฐนนท นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ซึ่งมีมติว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สามารถดำเนินการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีได้ โดยวิธีพิเศษ ตามข้อ 20 (3) แห่งข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 และอนุมัติยกเว้นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 เฉพาะในกรณีที่ต้องดำเนินการตาม "ข้อตกลงของความเข้าใจ ในเรื่องการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยฯ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ข้อ 1 5 และได้เสนอให้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุรับรองรายงานการประชุมในคราวเดียวกัน อ้างว่าหน่วยงานต้องรีบไปดำเนินการ
23.ในวันเดียวกันนั้น (วันที่ 4 สิงหาคม 2547 ) บริษัท STEYRฯ ให้บริษัทในประเทศไทยที่เป็นเครือของบริษัทเอกชนใหญ่แห่งหนึ่ง ดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยการซื้อต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศแทน โดยมีที่ปรึกษาของบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งเป็นผู้ประสานงานในการดำเนินการให้กับบริษัท STEYRฯ
ในการนี้ ที่ปรึกษาของบริษัทเอกชนดังกล่าวได้รับค่านายหน้าจากบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินการการค้าต่างตอบแทน ร้อยละ 18.18 ของวงเงินค่าบริการที่บริษัท STEYRฯ จ่ายให้กับบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ดำเนินการการค้าต่างตอบแทน คิดเป็นเงินประมาณ 27 ล้านบาท
24. วันที่ 11 สิงหาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช ให้ความเห็นชอบในร่างคุณลักษณะเฉพาะของรายการรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ดับเพลิง จำนวน15 รายการ ที่คณะกรรมการพิจารณาคุณลักษณะเฉพาะได้จัดทำเสนอ และอนุมัติให้ใช้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ทั้งที่ การจัดทำคุณลักษณะเฉพาะดังกล่าวควรแล้วเสร็จก่อนการลงนามใน A.O.U. เพราะจะได้นำไปใช้ประกอบการจัดทำ A.O.U.
อีกทั้ง ไม่ปรากฏว่า เอกสารชุดนี้ได้มีการจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการใด และนำไปใช้ที่ใดบ้าง เนื่องจากบริษัทผู้ขายได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วตาม A.O.U. จึงไม่มีการประกวดราคาและไม่มีการสืบราคา
25. วันที่ 16 สิงหาคม 2547 นายประชา มาลีนนท์ มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติคณะรัฐมนตรี เพื่อก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบ ประมาณในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงฯ
26. วันที่ 20 สิงหาคม 2547 พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ มีบันทึกเสนอขอความเห็นชอบและขออนุมัติต่อนายสมัคร สุนทรเวช ผ่านปลัดกรุงเทพมหานคร ขอจัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะ จำนวน 15 รายการ ภายในวงเงิน 133,749,780 ล้านยูโร เป็นเงินไทย ประมาณ 6,687,489,000 บาท โดยวิธีพิเศษ รวมทั้ง ขออนุมัติเปิด LETTER OF CREDIT (L/C) ชนิดเพิกถอนไม่ได้ ในนามของผู้ขายผ่านธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคาร RAIFFEISEN ZENTRALBANK, VIENNAสาธารณรัฐออสเตรีย ในวงเงิน 133,749,780 ล้านยูโร เป็นเงินไทย ประมาณ 6,687,489,000 บาท ซึ่งบันทึกฉบับนี้ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลงนามผ่านเรื่อง และนายสมัคร สุนทรเวช ได้ให้ความเห็นชอบและอนุมัติตามเสนอในวันที่ 20 สิงหาคม 2547
27. ในวันเดียวกัน (วันที่ 20 สิงหาคม 2547) พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ในฐานะประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ มีหนังสือถึงเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยขอความอนุเคราะห์แจ้งไปยังบริษัท STEYRฯ เพื่อให้ยื่นเสนอราคา และบริษัท STEYRฯ ได้ยื่นเสนอราคาต่อคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ในวันเดียวกันนั้น
28. ในช่วงเวลาเดียวกัน คณะรัฐมนตรีมีการประชุมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 โดยมีมติอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร ภายในวงเงิน 6,687,489,000 บาท และอนุมัติวงเงินโครงการเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการเปิด L/Cอีกจำนวน 20,000,000 บาท หรือตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดดำเนินการเกี่ยวกับการค้าต่างตอบแทน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 โดยให้เน้นไก่ต้มสุกเป็นสินค้าที่จะดำเนินการเป็นลำดับแรก
29. วันที่ 25 สิงหาคม 2547 พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ได้ลงนามบันทึกรายงานผลการจัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย โดยวิธีพิเศษ ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร โดยเห็นควรจัดซื้อครุภัณฑ์ จำนวน 15 รายการ จากบริษัท STEYRฯ และในวันเดียวกัน คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ลงนามผ่านเรื่อง และนายสมัคร สุนทรเวช เพื่อขออนุมัติให้ทำข้อตกลงซื้อขายกับบริษัท STEYRฯ
แต่นายสมัคร สุนทรเวช ยังไม่ได้ลงนาม เนื่องจากรายละเอียดในหนังสือยังไม่สมบูรณ์พอที่จะอนุมัติจัดซื้อได้ คือ ไม่มีการระบุเรื่องการทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนและยังไม่มีข้อยุติว่า ต้องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาร่างข้อตกลงซื้อขายก่อนหรือไม่ จึงได้มีการทำหนังสือลงเลขที่/วันที่เดียวกันขึ้นอีกหนึ่งฉบับ โดยฉบับหลัง มีเนื้อความว่า "กระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามการค้าต่างตอบแทนแล้ว และร่างข้อตกลงซื้อขายนี้ ไม่ต้องส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา โดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้ลงนามในบันทึกฉบับหลังนี้ ทั้งที่ในขณะนั้นกระทรวงพาณิชย์ยังมิได้ลงนามในสัญญาการค้าต่างตอบแทน และเรื่องสัญญาต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาหรือไม่ยังไม่พิจารณาเป็นที่ยุติ
30. วันที่ 25 สิงหาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช มีหนังสือถึงนายโภคิน พลกุล รายงานการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ขึ้นพิจารณาข้อเสนอ เงื่อนไขราคา และขอต่อรองราคา เพื่อนำเสนอกระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุมัติจัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย จำนวน 15 รายการ จากบริษัท STEYRฯ ตามที่สถานทูตออสเตรีย เสนอไว้ในวงเงิน 133,749,780 ล้านยูโร เป็นเงินไทย ประมาณ 6,687,489,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตามข้อตกลงของความเข้าใจ A.O.U. ไม่รวม
ค่าอากรทางศุลกากรหรือภาษีอื่นที่รัฐบาลไทยจะพึงเรียกเก็บ ซึ่งผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ทั้งนี้ นายโภคิน พลกุล ลงนามอนุมัติในวันที่ 27 สิงหาคม 2547 นอกจากนี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2547 นายสมัคร สุนทรเวช ได้มีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้ดำเนินการทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนกับบริษัท STEYRฯ โดยเร็ว
31. ในการดำเนินการทางการค้าต่างตอบแทนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน2547 ปรากฏว่า บริษัทในเครือของบริษัทเอกชนใหญ่ที่ได้รับจ้างจากบริษัท STEYRฯ ให้เป็นผู้ดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน นั้น เป็นเครือญาติของนายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะนั้น ซึ่งนายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับบริษัท STEYRฯ หลีกเลี่ยงไม่ทำการค้าต่างตอบแทนกับรัฐบาลออสเตรียตามที่ได้เสนอเงื่อนไขการรับพันธะการค้าต่างตอบแทนร้อย 100 ไว้ต่อคณะรัฐมนตรี
โดยได้ทำการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการการค้าต่างตอบแทน พ.ศ. 2543 และได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการ การค้าต่างตอบแทน พ.ศ.2547 โอนอำนาจในการกำหนดรายการสินค้าในบัญชีรายการสินค้าการค้าต่างตอบแทน ไปยังอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และได้ร่วมกันผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์ เสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 เน้นสินค้าไก่ต้มสุก เป็นสินค้าที่จะดำเนินการเป็นลำดับแรก ซึ่งภายหลัง นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้า-ต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นชอบให้เพิ่มรายการสินค้าไก่แปรรูปแช่แข็ง (ไก่ต้มสุก) ลงในบัญชีรายการสินค้าต่างตอบแทน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 โดยอาศัยประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว
ต่อมานายราเชนทร์ พจนสุนทร ได้ลงนามในสัญญาการค้าต่างตอบแทนกับบริษัท STEYRฯ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 โดยมีสาระสำคัญว่า คู่สัญญาตกลงจะซื้อสินค้าไทย มูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 133,749,780 ยูโร และสินค้าจะถูกส่งออกไปยังประเทศใดก็ได้ ยกเว้นประเทศต้องห้าม โดยกำหนดเริ่มซื้อสินค้าไทยนับแต่วันที่สัญญามีผลใช้บังคับ และจะซื้อขายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ซึ่งการทำสัญญาดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทเอกชนผู้ดำเนินการฯ ที่เป็นเครือญาติของนายวัฒนา เมืองสุข อาศัยยอดสินค้าไก่ต้มสุกที่ส่งออกไปญี่ปุ่นก่อนแล้วมาตัดยอดเป็นมูลค่าถึงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการทำการค้าต่างตอบแทน และทำให้บริษัทเอกชนดังกล่าว ใช้ระยะเวลาในการทำการค้าต่างตอบแทนเพียงแค่ 1 ปีเศษ ก็ดำเนินการได้เสร็จสิ้น โดยประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากเป็นคำสั่งซื้อจากลูกค้าเดิม และเป็นยอดที่ส่งออกตามปกติอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ซื้อไก่ต้มสุกจากไทยอยู่แล้วทุกปี และไม่มีการส่งไก่ต้มสุกไปยังประเทศออสเตรีย ทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้าประเทศออสเตรีย ถึง 133,749,780 ยูโร
ทั้งนี้ นายวัฒนา เมืองสุข ได้ให้ความเห็นชอบในการกระทำดังกล่าว และทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 แสดงว่าการกระทำถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว อันเป็นเหตุหนึ่งให้มีการเปิด L/C ให้แก่บริษัท STEYRฯ ในวันที่ 10 มกราคม 2548
32. วันที่ 27 สิงหาคม 2547 พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติมีบันทึกเสนอ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน แจ้งว่า บริษัท STEYRฯ ได้ส่งสำเนา "ข้อตกลงของความเข้าใจ ในเรื่องการจัดหาสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายช่างของออสเตรียให้แก่กองอำนวยการ (กรป.กลาง) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งข้อตกลงได้มีการตรวจร่างสัญญาจากอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และมีลักษณะเหมือนการจัดซื้อของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเห็นควรลงนามในหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอถอนคืนร่างข้อตกลงซื้อขายที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด และเสนอนายสมัคร สุนทรเวช เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ใช้ข้อตกลงของความเข้าใจเรื่องการจัดหาสิ่งอุปกรณ์สายขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายช่างของออสเตรียให้แก่กองอำนวยการ (กรป.กลาง) เป็นแบบสัญญาข้อตกลงซื้อขายยานพาหนะและอุปกรณ์ดับเพลิงระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัท STEYRฯ ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช ได้อนุมัติในวันเดียวกัน
ในวันเดียวกันนั้น คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน มีหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอถอนคืนร่างข้อตกลงซื้อขายที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด
33. ในวันที่ 27 สิงหาคม 2547 นายโภคิน พลกุล ลงนามอนุมัติการดำเนินการตามโครงการ และในวันเดียวกันได้มีการร่วมลงนามใน "ข้อตกลงซื้อขายประกอบบันทึกข้อตกลงของความเข้าใจ ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐออสเตรีย โดยกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และบริษัท STEYRฯ ผู้ลงนาม คือ นายสมัคร สุนทรเวช
และผู้แทนบริษัท STEYRฯ (ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.หรือก่อนครบวาระ 2 วัน )
34. ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2547 มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่นายสมัคร สุนทรเวชยังไม่ได้มอบหมายงานในหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้แก่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ปรากฏว่า พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ มีหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการเปิด L/C จำนวน 20,000,000 ล้านบาทซึ่งต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2547 กรุงเทพมหานคร โดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้ทำหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอเปิด L/C (ครั้งที่ 1) ในวงเงิน 133,749,780 ยูโร ให้กับบริษัท STEYRฯ ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 20,000,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายและมอบอำนาจให้พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ เป็นผู้ดำเนินการขอเปิด L/C
35. วันที่ 6 กันยายน 2547 นายสมัคร สุนทรเวช มอบหมายงานในหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้แก่นายอภิรักษ์ ซึ่งต่อมานายอภิรักษ์ เดินทางไปรับฟังการบรรยายสรุปจาก พล.ต.ต. อธิลักษณ์ และสั่งการให้พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ตรวจสอบราคารถดับเพลิงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยจัดซื้อเพื่อเปรียบเทียบราคา และได้มีการหารือรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงฯ ตามโครงการกับผู้เกี่ยวข้อง
36. เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ธนาคารฯ ได้อนุมัติวงเงิน L/C (เฉพาะคราว) 133,749,780 ยูโรขอให้กรุงเทพมหานครยืนยันการจ่ายดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่ธนาคารจ่ายไปก่อน
ในวันเดียวกัน นายอภิรักษ์ สั่งให้ปลัดกรุงเทพมหานคร สั่งการให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอขยายการเปิด L/C ออกไปอีก 1 เดือน เพื่อให้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่รับผิดชอบได้พิจารณาก่อน ซึ่งพล.ต.ต. อธิลักษณ์มีหนังสือถึงปลัดกรุงเทพมหานครแจ้งว่าไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งที่ให้ขยายเวลาการเปิด L/C ออกไปอีก 1 เดือน เนื่องจากสัญญาที่ทำกับบริษัท STEYRฯ ผู้ซื้อต้องเปิด L/C ให้แก่ผู้ขายภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 กันยายน 2547และในวันเดียวกัน พล.ต.ต.อธิลักษณ์ มีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เร่งดำเนินการออก L/C โดยด่วน
37. ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ลงนามในข้อตกลงซื้อขายแล้ว นายอภิรักษ์ มีหนังสือแจ้งธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ระงับการเปิด L/C เนื่องจากมีความจำเป็นบางอย่างเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายและขอยกเลิกการมอบอำนาจให้พล.ต.ต.อธิลักษณ์ดำเนินการเปิด L/C
38. วันที่ 28 กันยายน 2547 นายอภิรักษ์ มีหนังสือถึงอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ขอทราบว่า บริษัท STEYRฯ ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนแล้วหรือไม่
39. วันที่ 30 กันยายน 2547 กรมการค้าต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงกรุงเทพมหานครแจ้งว่า บริษัท STEYRฯ ได้ลงนามในสัญญาการซื้อตอบแทนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 กับกรมการค้า-ต่างประเทศแล้ว และได้ขอความร่วมมือกรุงเทพมหานครแจ้งผลการลงนามสัญญาหลักให้กรมการค้า-ต่างประเทศทราบด้วย ทั้งที่ ปรากฏว่า กรุงเทพมหานคร โดยนายสมัคร สุนทรเวช ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขายกับบริษัท STEYRฯ ไปก่อนแล้ว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ซึ่งตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าตอบแทน พ.ศ. 2547 ข้อ 6 กำหนดให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการลงนามในสัญญาการซื้อหรือการจ้างบริการได้ต่อเมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากกรมการค้าต่างประเทศ ว่า ผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานที่ได้รับการคัดเลือกได้ทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศแล้ว
ดังนั้น การที่นายสมัคร สุนทรเวช ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขายกับบริษัท STEYRฯ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว
40. ในวันที่ 30 กันยายน 2547 นายอภิรักษ์ มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์ โดยให้เหตุผลว่า การทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และตามข้อกำหนดของ A.O.U. ไม่เปิดช่องให้กรุงเทพมหานครสามารถทบทวน
เปรียบเทียบในเรื่องของราคาของสินค้ารถดับเพลิงและอุปกรณ์ตามสัญญาจัดซื้อที่ลงนามแล้วกับราคาสินค้าประเภทเดียวกันจากแหล่งผลิตอื่น ๆ ได้
แต่กระทรวงมหาดไทย ได้มีบันทึกแจ้งนายอภิรักษ์ ว่า นายประชา มาลีนนท์ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีมาเป็นลำดับ และได้มีการลงนามใน A.O.U. และสัญญาจัดซื้อแล้ว รวมทั้ง บริษัทได้ลงนามในสัญญาการซื้อต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศแล้ว จึงเห็นควรเร่งรัดดำเนินการเปิด L/C เพื่อให้เป็นไปตาม A.O.U.
41. เมื่อนายอภิรักษ์ ได้รับหนังสือแจ้งจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ในวันเดียวกัน นายอภิรักษ์ ได้มีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ขอให้พิจารณาอนุมัติวงเงิน L/C (ขอเปิดครั้งที่ 2) ตามสัญญาซื้อขายแก่กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้นายนิยม กรรณสูต ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคนใหม่ (พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547)เป็นผู้ดำเนินการขอเปิด L/C
42. ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2547 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มีหนังสือถึงนายอภิรักษ์ ขอให้ระงับการเปิด L/C เพื่อให้มีการเปรียบเทียบราคาสินค้าจากประเทศสเปน และในวันเดียวกันได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย
43. เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2547 นายอภิรักษ์ โมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้มีการทบทวนเนื่องจากสัญญาซื้อต่างตอบแทนได้ลงนามหลังจากสัญญาจัดซื้อ ซึ่งไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับมีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นควรให้มีการพิจารณาทบทวนตรวจสอบความถูกต้องของการจัดซื้อก่อน
ในวันเดียวกัน นายอภิรักษ์ มีหนังสือถึงบริษัท STEYRฯ แจ้งว่า เนื่องจากยังมีปัญหาบางประการในกระบวนการจัดซื้อตามโครงการ จึงจำเป็นต้องพิจารณาตรวจสอบข้อตกลง
ซื้อขายก่อน ทำให้ไม่อาจดำเนินการเปิด L/C ได้ นอกจากนี้ ได้มีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ระงับการพิจารณาอนุมัติวงเงิน L/C เฉพาะคราวไปพลางก่อน
44. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 นายโภคิน พลกุล มีหนังสือแจ้งนายอภิรักษ์ ว่า กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการดำเนินการค้าต่างตอบแทนกรณีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าต่างตอบแทน พ.ศ. 2547 ข้อ 6 ซึ่งตามเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้มีการบิดพลิ้วเกี่ยวกับสัญญาต่างตอบแทน กรณีนี้จึงไม่นำความข้อ 6 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ มาใช้บังคับ
ส่วนกรณีมีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการดำเนินการไม่ถูกต้องหลายประการนั้น เป็นกรณีที่ต้องให้ป.ป.ช. ดำเนินการไป ส่วนคู่สัญญาก็ควรปฏิบัติตามสัญญาต่อไป และเพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ กทม. จึงควรดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขใน A.O.U.
45. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 นายอภิรักษ์ มีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ขอเปิด L/C โดยมอบหมายให้นายนิยม กรรณสูต เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการซึ่งในวันเดียวกันนั้น นายนิยม ป็นผู้ไปติดต่อธนาคารฯ และดำเนินการเปิด L/C อันเกิดผลสมบูรณ์ระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับธนาคารของผู้ขายในต่างประเทศ
46. ต่อมากรุงเทพมหานครแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และตรวจรับรองต้นแบบในการจัดหารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า ในการตรวจรับพัสดุ และตรวจรับรองของคณะกรรมการฯ นั้น พบว่า รถดับเพลิงเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย ยี่ห้อMITSUBISHI รุ่น L200 ส่วนเรือดับเพลิง ปรากฏว่า บริษัท STEYRฯได้แจ้งให้คณะกรรมการฯ ไปตรวจรับเรือต้นแบบที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากตามเงื่อนไขที่กำหนด ระบุว่า สามารถผลิตในประเทศยุโรป อเมริกา ออสเตรีย หรือไทยได้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจตรี อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และบริษัท STEYR DAIMLER - PUCH Spezialfahrzeug AG & CO KG มีพฤติการณ์มิชอบเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงให้กับกรุงเทพมหานครตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว โดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใด ตั้งแต่ขั้นตอนการริเริ่มโครงการ การเสนอโครงการและการอนุมัติโครงการ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงความเข้าใจ A.O.U. ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสาธารณรัฐออสเตรีย ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้
1. ร่าง A.O.U. ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องด้านกฎหมายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ
2. ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 เรื่อง หลักเกณฑ์การส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา เนื่องจากไม่ได้ส่งร่าง A.O.U. ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา
3. ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2535, วันที่ 1 ตุลาคม 2545,วันที่ 7 มกราคม 2546 และวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เรื่อง การติดต่อทำความตกลงกับต่างประเทศ การทำอนุสัญญา และสนธิสัญญาต่าง ๆ โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2535 กำหนดว่าการทำความตกลงกับต่างประเทศ การทำอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี ควรถือเป็นหลักปฏิบัติว่าในการติดต่อทำความตกลงอนุสัญญา และสนธิสัญญา มอบให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการ และก่อนนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวง ทบวง กรม นั้น ส่งเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง
และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545, วันที่ 7 มกราคม 2546 และวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่กระทรวง ทบวง กรม จะจัดทำความตกลงกับต่างประเทศให้หน่วยงานดังกล่าว ขอความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการลงนามความตกลงทุก ๆ ครั้ง โดยระบุบุคคลที่จะเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย หากผู้ลงนามความตกลง มิใช่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บุคคลผู้ลงนามต้องได้รับมอบอำนาจโดยหนังสือมอบอำนาจ (Full Power) ซึ่งออกให้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ เป็นไปตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อ 7 ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศด้วย และให้ส่งต้นฉบับความตกลงระหว่างประเทศทั้งที่ทำระหว่างรัฐต่อรัฐ รัฐบาลกับรัฐบาล หรือกับองค์การระหว่างประเทศมาเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย)
4. ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 ที่กำหนดว่า ส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศให้นำเข้าเฉพาะส่วนที่จำเป็น และที่ไม่มีหรือที่ไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศเท่านั้น และต้องดำเนินการเรื่องการค้าต่างตอบแทน
แต่ปรากฏว่า A.O.U. ไม่ระบุเรื่องการค้าต่างตอบแทน และไม่ระบุเรื่องความช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลออสเตรีย สินค้ารายนี้ คือ ยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ปรากฏว่า เรือดับเพลิง ซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะตามผนวก 2.10 และโครงประธานรถดับเพลิงชนิด 4 x 4 มิตซูบิชิ L 200 ตามผนวก 2.1 ที่แนบ เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย
5. ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 โดยมีการกำหนดตัวผู้ขาย และสินค้าไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการจัดประกวดราคา ทั้งนี้ ผู้ลงนามทั้งสองฝ่ายใน A.O.U. ต่างมุ่งหมายที่จะให้สาระสำคัญใน A.O.U. มีผลผูกพันต่อผู้ทำสัญญาซื้อรถและเรือดับเพลิงโดยเฉพาะฝ่ายไทยให้เป็นไปตามที่กำหนดรายละเอียดทั้งหมดไว้แล้วใน A.O.U.
พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า เป็นการอาศัยข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐเพื่อกำหนดความผูกพันในเรื่องการขายสินค้า คุณลักษณะของสินค้า ผู้ขายสินค้า และเงื่อนไขอื่น
ซึ่งเป็นการผิดวิสัยของการทำข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ และเป็นการผิดกระบวนการในการทำข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ และมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 ซึ่งข้อตกลงของความเข้าใจ ( A.O.U.) ดังกล่าว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเกิดผลผูกพันรัฐบาลและเกิดสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ โดยต้องทำข้อตกลงซื้อขายต่อไปและผูกพันให้รัฐบาลมีภาระหนี้ที่ต้องชำระถึง 6,687 ล้านบาทเศษ
A.O.U. ดังกล่าวเมื่อมีการลงนามแล้วได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ มิใช่เพื่ออนุมัติซึ่งพยานบุคคล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่เคยรับผิดชอบดูแลการประชุมคณะรัฐมนตรียืนยันว่า "การเข้าทำการตกลงความเข้าใจ (A.O.U.) ของราชอาณาจักรไทยกับต่างประเทศมีกระบวนการและขั้นตอน คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ ส่วนหลักการพิจารณา ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศหรือไม่นั้น มีหลักต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี และหากมีการยกเว้นมติดังกล่าวต้องมีมติยกเว้นที่ชัดเจน
ดังนั้น การนำเรื่องการทำสนธิสัญญาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ ซึ่งไม่ใช่การนำเสนอเพื่อพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ จึงไม่เป็นการยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการเข้าทำสนธิสัญญาแต่ประการใด
นอกจากนั้น การที่คณะรัฐมนตรีไม่ทักท้วงในเรื่องดังกล่าวไม่ถือว่า คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบหรือให้สัตยาบัน ในการเข้าทำสนธิสัญญาแต่อย่างใด ซึ่งโดยหลักแล้วคณะรัฐมนตรีน่าจะสามารถให้สัตยาบันในการเข้าทำสนธิสัญญาซึ่งได้ลงนามโดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจได้ โดยต้องมีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการยกเว้นการปฏิบัติตามมติดังกล่าวอย่างชัดเจน
นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ มีความเห็นแจ้งมายังคณะอนุกรรมการไต่สวน ดังนี้
1.) A.O.U. มีองค์ประกอบครบตามนิยามในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 จึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ
2.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่นายโภคิน พลกุล
3.) กระทรวงการต่างประเทศยืนยันมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 และเรื่องนี้น่าจะถือว่า เป็นการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. ข้อตกลงของความเข้าใจที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อระบุตัวผู้มีอำนาจลงนามแทนรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545
6.บริษัท STEYRฯ ได้จ้างบริษัทในเครือของบริษัทเอกชนใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับนายวัฒนา เมืองสุข เป็นผู้ดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยการซื้อต่างตอบแทนกับกรมการค้าต่างประเทศแทนโดยจ่ายค่าธรรมเนียมบริการเป็นเงินจำนวนร้อยละ 2.20 ของพันธกรณีการซื้อต่างตอบแทน เป็นเงิน 2,942,495.16 ยูโร
นอกจากนี้ การทำการค้าต่างตอบแทนดังกล่าวฝ่ายไทยไม่ได้ประโยชน์ตามที่จัดทำแต่อย่างใด การที่บริษัทเอกชนดังกล่าวได้เข้าทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน โดยใช้ไก่ต้มสุกส่งไปขายต่างประเทศ ทั้งที่ บริษัทดังกล่าวก็ได้ส่งไก่ออกไปยังต่างประเทศเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่นำเอารายการส่งออกไปแจ้งต่อกรมการค้าต่างประเทศว่า ได้ส่งไก่ไปครบจำนวนตามที่ทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนแล้ว
นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 ได้มีการพิจารณาและมีมติให้เน้นเรื่องไก่ต้มสุกเป็นสินค้าอันดับแรก เพื่อพยายามที่จะนำรายการสินค้าไก่ต้มสุกมาทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนซึ่งเป็นเครือญาติกับนายวัฒนา เมืองสุข
การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมจนเป็นเหตุให้ บริษัท STEYRฯ ได้เข้าร่วมในการดำเนินโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
อีกทั้ง ยังร่วมกันโดยการแบ่งหน้าที่กันทำโดยทุจริตทำการออกแบบ กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือบริษัท STEYRฯ ให้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายให้แก่บริษัท STEYRฯ
ที่ประชุมจึงมติว่า การกระทำของ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสมัคร สุนทรเวช พลตำรวจตรี อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 11, 12 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ทั้งนี้ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสมัคร สุนทรเวช ได้กระทำความผิดในขณะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย
ส่วนบริษัท STEYRฯ เนื่องจากไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด จึงมีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน นายโภคิน พลกุล กับพวก จึงมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7 และมาตรา 11, 12, 13 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินนั้น ภายหลังที่นายอภิรักษ์ ข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2547 ได้ทราบข้อมูลว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงฯ และมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งมีการพูดหารือกันในหมู่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งพบว่า A.O.U. มิได้จัดส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และพบว่า การถอนเรื่องคืนมาจากสำนักงานอัยการสูงสุดมีเหตุผลที่ไม่น่ารับฟัง
แต่กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการยกเลิกสัญญ าหรือระงับการดำเนินการตามสัญญา นายอภิรักษ์ เพียงแต่แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อรถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์ ทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายละเอียดในการจัดซื้อ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับการใช้งานและมีอำนาจเจรจาต่อรองกับผู้ขายให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อกรุงเทพมหานครเท่านั้น
อีกทั้ง การที่ได้ดำเนินการขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาทบทวนการจัดซื้อตามโครงการนี้ตลอดมา นายอภิรักษ์ ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงแล้วว่า มีข้อบกพร่องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่กลับอ้างว่าอำนาจในการบริหารเงินงบประมาณทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่เป็นอำนาจของนายโภคิน พลกุล และอ้างว่า ได้รับคำชี้แจงยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยว่าการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงฯ ครั้งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกประการ และแม้จะอ้างว่า ได้รับการเร่งรัดให้กรุงเทพมหานคร เปิด L/C แก่บริษัท STEYRฯ อยู่เสมอก็ตาม ก็ไม่อาจฟังได้
เนื่องจากข้อเท็จจริงอำนาจในการบริหารเงินงบประมาณทั้งหมดอยู่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะว่างบอุดหนุนที่กระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้กรุงเทพมหานครเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2533 ข้อ 6 เพียงแต่กำหนดให้กรุงเทพมหานครต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขออนุมัติในการจ่ายเงินเท่านั้น
ส่วนวิธีการจัดการกรุงเทพมหานครต้องไปดำเนินการบริหารจัดการเอง และการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องดำเนินการตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ.2538 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2533 ข้อ 5
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีเพียงอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานครเท่านั้น มิได้มีอำนาจสั่งการใด ๆ อีกทั้งยังปรากฏว่า มีการทักท้วงจากนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ระดับสูง ซึ่งได้แนะนำให้นายอภิรักษ์ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งถ้าหากได้ดำเนินตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ของตน ก็จะทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อตามโครงการนี้อย่างแน่นอนว่า มีความไม่ชอบอย่างไร
แต่ปรากฏว่าในวันที่ 10 มกราคม 2548 นายอภิรักษ์ กลับดำเนินการเปิด L/C และต่อมาได้แก้ไข L/C ให้แก่บริษัท STEYRฯ เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่ นายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้น ลงนามกับบริษัท STEYRฯ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 มีผลผูกพันและบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาต่อไป ทั้งที่นายอภิรักษ์ ทราบอยู่แล้วว่า การจัดซื้อตามโครงการนี้ได้มีการลงนามใน A.O.U. และการลงนามในข้อตกลงซื้อขายรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย มีข้อบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกทั้ง เมื่อได้รับแจ้งจากธนาคารกรุงไทย เพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขของ L/C นายอภิรักษ์ ได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสนอโดยไม่ชักช้าและมิได้แก้ไขแต่เพียงเงื่อนไข "AND/OR ANY PLACE IN THAILAND เพื่อให้ส่งมอบสินค้าในประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเงื่อนไขอื่นอีกหลายรายการด้วย อันเป็นการแก้ไขให้บริษัท STEYRฯ ได้รับประโยชน์ได้รับเงินจากการเปิด L/C ที่เกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักสุจริตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 และการแก้ไขดังกล่าว ทำให้การกระทำของนายโภคิน พลกุล กับพวก ที่ได้กระทำไปแล้วในตอนแรกยังไม่ปรากฏมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน แต่โดยผลของการเปิด L/C ดังกล่าวทำให้กรุงเทพมหานครต้องจ่ายเงินงบประมาณ ไปแล้วเพื่อชำระเงินงวดตามสัญญา จำนวน 2,354 ล้านบาท โดยไม่ได้ใช้สินค้าตามวัตถุประสงค์ของ
การจัดหาพัสดุแต่อย่างใด
ที่ประชุมจึงมีมติว่า การกระทำของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีมูลความผิด ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกรุงเทพมหานคร และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วนคุณหญิง ณฐนนท ทวีสิน ในฐานะปลัดกรุงเทพมหานคร แม้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับนายโภคิน พลกุล กับพวก ในขั้นตอนของการริเริ่มโครงการ ขั้นตอนของการเสนอโครงการ และอนุมัติโครงการ ตลอดจนถึงขั้นลงนามในข้อตกลงของความเข้าใจ (A.O.U.) โดยมีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท STEYRฯ
แต่คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ในฐานะปลัดกรุงเทพ-มหานครได้ทราบถึงข้อมูลและทราบว่ามีการดำเนินการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครแล้วอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 เกี่ยวกับโครงการนี้ กลับละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อในครั้งนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โดยหากพบว่า เอกสารใดพบข้อพิรุธความผิดปกติหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือพบว่า เอกสารที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็มีหน้าที่แก้ไขถูกต้อง หรือตั้งข้อสังเกต เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวตามหน้าที่แต่อย่างใด แต่กลับลงนามในเอกสารที่มีการเสนอที่ผิดกฎหมาย ทำให้การกระทำของ นายสมัคร สุนทรเวช และพล.ต.ต.อธิลักษณ์บรรลุวัตถุประสงค์ของการกระทำความผิด ในการลงนามในข้อตกลงซื้อขายระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัท STEYRฯ
ที่ประชุมจึงมีมติว่า การกระทำของ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 8
พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 8
นายราเชนทร์ พจนสุนทร ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มีมูลความผิดทางวินัย ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตามพระราช-บัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 วรรคแรก
ให้ส่งรายงาน และเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยแก่ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ และนายราเชนทร์ พจนสุนทร ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 92
และส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสมัคร สุนทรเวช พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ บริษัท STEYR - DAIMLER - PUCH Spezialfahrzeug AG & CO KG และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 70
ส่วนความรับผิดทางละเมิด เนื่องจากโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร ตามที่มีการกล่าวหาร้องเรียนนี้ ในเบื้องต้นพบว่า
กรุงเทพมหานครได้จ่ายเงินไปแล้ว จำนวน 2,354 ล้านบาท (3 งวด) อีกทั้งจะต้องจ่ายค่าภาษีอากรนำเข้า (ศุลกากร) และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 1,300 ล้านบาท ค่าสินค้าที่มีการจัดซื้อแพงทั้งโครงการประมาณ 1,958.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าหน้าท่าของสินค้างวดที่ 2 เบี้ยปรับเงินเพิ่มอีกประมาณ 100 ล้านบาท เมื่อมีการรับมอบสินค้า ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่กรุงเทพมหานครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในครั้งนี้ จึงเห็นควรแจ้งเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
นอกจากนี้ A.O.U. รถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยครั้งนี้ ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 เนื่องจากนายโภคิน พลกุล ลงนามโดยไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งขัดกับมติคณะรัฐมนตรี ขัดต่อระเบียบพัสดุและมีการกระทำโดยไม่สุจริตอันเป็นการฉ้อฉลกรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้บริษัท STEYRฯ ได้รับประโยชน์จากการทำข้อตกลง อันถือว่าการลงนามในข้อตกลงซื้อขายดังกล่าวนี้เป็นการอนุมัติหรืออนุญาตให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลใดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ จึงเห็นควรส่งความเห็นดังกล่าวไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือมีคำพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนการอนุมัติหรืออนุญาตดังกล่าวต่อไป ตามนัยมาตรา 99 แห่งพระราช-บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต่อไป
ข้อมูลจาก มติชน
