นายกฯสมชายยันไม่ยุ่ง"ทักษิณ"หย่าเมียวอนอย่าถามเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว เลี่ยงตอบกรณีรับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจากป.ป.ช. ปชป.เชื่อทักษิณหวังชักธงรบแตกหัก พันธมิตรฯ เอแบคโพลล์ชี้การเมืองทำคนไทยสุขต่ำสุดในรอบ34เดือนเมื่อเวลา 11.30 น. ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ถนนแจ้งวัฒนะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการหย่าร้างระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนจะมีผลอะไรต่อคดีความหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่วันนี้ขอร้องว่าอย่าไปถามเรื่องคนอื่นเขาเลย ยืนยันว่าตนไม่ได้มีการพูดคุยในเรื่องเหล่านี้กับพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยคุยกันเลย
ปชป.เชื่อทักษิณหย่าเมียชักธงรบแตก
นายเทพไทเสนพงศ์ สส.นครศรีธรรมราชผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็น กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร ได้จดทะเบียนหย่าขาดกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โดยยอมรับว่า เป้าหมายนั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีใครที่สามารถแจงข้อเท็จจริงได้ และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเองนั้นไม่ชี้แจงเช่นกัน โฆษกส่วนตัวนั้น ยังเพิ่งทราบภายหลังยอมรับว่าไม่รู้สาเหตุ แต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณหย่านั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณเอง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นเรื่องภายในของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณไม่อาจก้าวล่วงได้
นายเทพไทกล่าวต่อไปว่า ในทางการเมืองเชื่อว่า เป็นนัยยะที่สำคัญ เชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมอำพราง สร้างภาพตามความถนัดของ พ.ต.ท.ทักษิณการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เข้าใจว่าไม่สามารถห้ามได้ ต้องยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้กลายเป็นคนสาธารณะไปแล้ว แต่ใช้มาตรฐานเดียวกับน้องเขย ทำนองคลิปพาสาวเข้าโรงแรมแล้วเป็นเรื่องส่วนตัว ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่อ้างได้
การหย่าครั้งนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องทางการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังส่งสัญญาณการแตกหัก โดยไม่ให้มีผลกระทบในการต่อสู้ให้ถึงครอบครัว ถือโอกาสหลีกเลี่ยง หลังจากนี้เชื่อว่าการเมืองจะร้อนแรงขึ้น การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณเหมือนคนจนตรอก มีความต้องการให้ชัดเจน และแตกหักทางการเมืองขึ้นโดยเร็ว พ.ต.ท.ทักษิณหมดเหตุผล และหนทางที่จะอธิบายกับสังคมโลกว่า ถูกกลั่นแกล้ง โดยการอ้างว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้วยเหตุที่อังกฤษ ซึ่งถือแนต้นแบบของประชาธิปไตย เพิกถอนวีซ่าไม่ให้นักต่อสู้เข้าไปลี้ภัยการเมือง ถือว่าเป็นเหตุผลใหญ่ แม้พ.ต.ท.ทักษิณจะอ้างขอลี้ภัยอีกต่อไปไม่ได้
"สมชาย"ระบุปรับ ครม.เล็กไม่ปรับใหญ่
นายสมชาย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าตนไม่เคยพูดว่าจะปรับหลังวันที่ 16 พ.ย.นี้ทันทีเพียงแต่บอกว่า รอหลังเสร็จงานพระราชพิธีฯให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งงานพระราชพิธี จะมีถึงวันที่ 19 พ.ย. นี้จากนั้นวันที่ 20-26 พ.ย.นี้ตนมีกำหนดการเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย - ยุโรป(เอเปค)ที่ประเทศเปรู
วันนั้นถ้าหากผมพูดผิดก็ต้องขอโทษแต่เท่าที่จำได้ผมพูดประมาณว่า ขณะนี้ยังมีงานสำคัญที่ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ก็ต้องรอให้เสร็จงานทุกอย่างก่อน บังเอิญว่าช่วงไว้ทุกข์อยู่ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ย.นี้เลยอาจมีคนเข้าใจผิดว่า หลังวันที่ 16 พ.ย. นี้จะมีการปรับ ครม. ซึ่งไม่ใช่ นายสมชายกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าการเสนอรายชื่อปรับ ครม.จะเป็นหลังจากการประชุมเอเปคใช่หรือไม่นายสมชาย กล่าวว่า อย่าไปลงวันที่เลยดีกว่า เดี๋ยวจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีก ส่วนตัวคิดว่าเมื่องานการทุกอย่างเสร็จสิ้น แล้วมีเวลาว่าง ก็จะมีเวลาคิดสักนิด
เมื่อถามว่าขณะนี้ได้ตัวบุคคลแล้วหรือยัง นายสมชาย กล่าวว่า ตอนนี้มันก็คิดๆอยู่ แต่ยังไม่ได้เจาะจงร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าต้องเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้พูดมากไม่ได้ อย่างวันนั้นพอพูดไป ก็มีข่าวเสนอทำนองว่า เริ่มหลุด
เมื่อถามว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นการปรับเล็กหรือปรับใหญ่นายสมชาย หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่เล็กไม่ใหญ่ เมื่อถามอีกว่าจะปรับมากกว่า 1 ตำแหน่งหรือไม่นายสมชาย กล่าวว่า เอาแค่นี้ก่อน ทีละช็อตดีกว่า
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องหารือกับใครอีกหรือไม่ในการปรับ ครม.ครั้งนี้นายสมชาย กล่าวว่า ตนเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าจะหารือ ก็คงจะหารือกับเจ้าตัวที่จะไปจะมา
เมื่อถามว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐบาลได้ด้วยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ความขัดแย้งภายในมันไม่มีอะไร ทุกอย่างก็เรียบร้อย
เมื่อถามว่าจะปรับตำแหน่งที่มีปัญหาขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ด้วยหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า อย่าไปถามเช่นนั้น ส่วนจะมีคนนอกเข้ามาหรือไม่นั้น วันนี้ขอเอาแค่นี้ก่อน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ถือเป็นเรื่องของแต่ละพรรค แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีใครแจ้งความจำนงว่าจะปรับ
เมื่อถามถึงกระแสข่าวการดึงพล.อ.พัลลภปิ่นมณี อดีตรองผอ.กอ.รมน. มาดำรงแหน่งรอง ผอ.กอ.รมน.อีกครั้งนายสมชาย กล่าวว่า วันนี้ขอพูดแค่นี้ก่อนแล้วกัน
เมื่อถามว่าขณะนี้ด้านการข่าวมีการรายงานความเคลื่อนไหวของการก่อความไม่สงบหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีฯมาบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตนติดตามข่าวทุกวัน ซึ่งก็มีรายงานเข้ามาทุกวันเช่นกัน ทั้งฝ่ายตำรวจและทหารก็ติดตามดูแลร่วมกับการข่าว ยืนยันว่าถึงวันนี้ยังไม่ได้ข่าวอะไร
เลี่ยงตอบกรณีรับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจากป.ป.ช.
เมื่อเวลา11.30 น. ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ถนนแจ้งวัฒนะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีท่าทีของฝ่ายไทยหลังจากที่ยังหาข้อตกลงไม่ได้เรื่องการถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อนประสาทพระวิหาร ว่า ไม่ใช่เรื่องการตกลงว่าได้หรือไม่ได้ สำหรับกรอบการเจรจาของเรานั้น เราเองก็มีข้อจำกัดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า การจะเจรจาหรือตกลงอะไร ต้องผ่านสภาฯก่อน ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเข้าอยู่ภายในกรอบแล้ว การเจรจาไม่ว่าจะมีข้อตกลงใหม่หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องนอกกรอบที่วางไว้ ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงถือเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง อันนี้ตนไม่ได้พูดว่ารัฐธรรมนูญดีหรือไม่ดี แต่บอกว่ามันเป็นข้อจำกัดที่ลำบากนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามถ้ามีความจำเป็น ก็ต้องนำเรื่องเข้าหารือในสภาฯ เพื่อให้เป็นเรื่องของสภาฯที่จะพิจารณา
เมื่อถามว่าขณะนี้ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการออกมติครม.สนับสนุนแถลงการณ์ร่วมไทย- กัมพูชากรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร แล้วหรือยังนายสมชาย กล่าวตัดบทว่า วันนี้วันอาทิตย์ไปพักผ่อนก่อน จากนั้นรีบหันหลังเดินเข้าบ้านพักทันที
พันธมิตรฯยังงดพูดเรื่องการเมือง
บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลวันนี้ ( 16 พ.ย.) ค่อนข้างเป็นไปด้วยความเงียบเหงาหลังจากที่แกนนำประกาศงดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ระหว่างวันที่ 14 - 16 พ.ย.ในช่วงงานราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยในวันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมต่างแต่งกายด้วยชุดสีดำ เพื่อไว้อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และเฝ้าติดตามการถ่ายทอดพิธีเก็บพระอัฐิ และเชิญพระโกศพระอัฐิออกพระเมรุตามจุดที่มีการติดตั้งโทรทัศน์ และจอโปรเจ็กเตอร์
ทั้งนี้หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทอดพระราชพิธีแล้วบนเวทีพันธมิตรฯ ก็มีการจัดรายการตามปกติ โดยมีนายพิภพ ธงไชย นายสำราญ รอดเพชร และนายพิเชษฐ์ พัทธนโชติ ร่วมกันพูดคุยบนเวทีในเรื่องหลักวิชาการ ไม่ได้มีการออกความเห็นเรื่องการเมืองแต่อย่างใด
กก.ปปช.ระบุเรื่องตรวจสอบบัตรเครดิตสส.ยังไม่เข้าที่ประชุม
น.ส.สมลักษณ์จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกรลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหายื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบส.ส.ร่วม200 คนที่มีบัตรเครดิต แต่ไม่แจ้งหนี้สินบัตรเครดิตในวันเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งอาจถือว่า ปกปิดบัญชีทรัพย์สินในเรื่องเงินเบิกเกินบัญชีหรือไม่ ว่า หนังสือดังกล่าว ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่เพียงแต่หยิบยกมาคุยกันบ้าง เพราะเป็นข่าวออกทางสื่อมวลชน คณะกรรมการจึงยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้ แต่ในความเห็นส่วนตัว ตนมองว่า กรณีนี้เป็นเรื่องหยุมหยิม ยกเว้นเสียแต่มีเจตนาใช้บัตรเครดิตในทางไม่ชอบ เช่น ให้คนอื่นนำไปซื้อสินค้าราคาแพงอย่างรถยนต์ เป็นการต่างตอบแทน หรือมีเจตนาทุจริตในการใช้บัตรเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับเงิน แต่ถ้าเป็น เรื่องหนี้บัตรเครดิต ต้องแจ้งทั้งหมด มันจะเดือดร้อนกันไปหมด เพราะใครๆ ก็มีบัตรเครดิต ใช้แล้วก็จ่ายคืนเป็นปกติ แม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. ก็มีถ้าเทียบกรณีใกล้ๆ กับเรื่องนี้ก็ คือ กรณีที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่แจ้งว่า มีหุ้นส่วนในสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเรื่องนี้นายชวน ไม่ได้มีเจตนาปกปิด แต่ลืม
น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการนำคำร้องเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ก็ต้องนำมาตีความกันว่าเข้าลักษณะการปกปิดหนี้สินเบิกเกินบัญชีหรือไม่ แต่ส่วนตัวตนแล้ว ย้ำว่า ต้องมองเจตนาว่า มีความทุจริตหรือไม่เท่านั้น และเมื่อได้ผลการพิจารณา จึงจะแจ้งให้ผู้ร้อง คือนายเรืองไกรทราบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่สำคัญคือ เราต้องพิจารณาประเด็นที่ว่า ในคำร้องมีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตในทางไม่ชอบหรือไม่ ถ้ามีการตีความว่า การไม่แจ้งหนี้บัตรเครดิตถือเป็นการปกปิดบัญชีทรัพย์สินในส่วนของหนี้เบิกเกินบัญชี แล้วเกิดมาตรฐานใหม่ มันก็ต้องเป็นไปตามมติที่ประชุม
เอแบคโพลล์ชี้การเมืองทำคนไทยสุขต่ำสุดในรอบ34เดือน
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยผลสำรวจความสุขมวลรวมของคนไทย จากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 18 จังหวัด ของประเทศ คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ ลำพูน นครสวรรค์ ปราจีนบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครพนม สกลนคร ศรีสะเกษ นครราชสีมา อุบลราชธานี กระบี่ และสุราษฎร์ธานี จากจำนวนตัวอย่าง 5,267 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-15 พ.ย.2551 พบว่า ความสุขมวลรวมของคนไทยลดลงต่ำสุดตั้งแต่เคยทำวิจัยความสุขมา ในรอบ 34 เดือน
ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งรุนแรงบานปลายทางการเมืองจนมีเหตุทำให้ประชาชนคนไทยด้วยกันบาดเจ็บล้มตาย ปัญหาหลักธรรมาภิบาลของรัฐบาล ปัญหาจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ส่งผลทำให้เกิดความเครียดสะสมในกลุ่มประชาชนทุกเพศทุกวัย ทุกระดับชั้นของสังคม ประชาชนเกินกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 56.9 เห็นว่า รัฐบาลมีปัญหาด้านหลักธรรมาภิบาล เช่น ไม่มีความสง่างาม ไม่ชอบธรรม มีปัญหาด้านจริยธรรมทางการเมือง มีความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อรัฐบาล และผลประเมินความสุขมวลรวมในคนกลุ่มนี้พบว่ามีความสุขมวลรวมเพียง 4.60 เท่านั้น ขณะที่ประชาชนร้อยละ 43.1 เห็นว่ารัฐบาลไม่มีปัญหาด้านหลักธรรมาภิบาล เพราะยังคงมีความสง่างาม มีความชอบธรรมอยู่ และผลวิจัยพบว่าประชาชนกลุ่มนี้มีความสุขสูงกว่าคือมีความสุขอยู่ที่ 5.14
นายนพดล กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 81.9 ระบุว่า เมื่อมองสถานการณ์การเมืองปัจจุบันแล้วทำให้มีความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษเพิ่มมากขึ้น และความสุขมวลรวมของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 4.85 ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 18.1 กลับมีความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษลดน้อยลง แต่ความสุขมวลรวมของคนกลุ่มนี้มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าคนกลุ่มแรกคืออยู่ที่ 4.67 อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความหวังต่อความปรองดองของคนในชาติหลังจากติดตามข่าวการเตรียมงานการซ้อมและงานพระราชพิธีต่างๆ แล้ว พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.2 มีความหวังต่อความปรองดองของคนในชาติ ขณะที่ร้อยละ 28.8 ไม่มีความหวัง
สำหรับผลการจัดอันดับของสิ่งที่จะช่วยทำให้ความสุขมวลรวมของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นนั้น นายนพดล กล่าวว่า ผลการสำรวจระบุว่า อันดับแรก คือ ประชาชนคนไทยทุกคนปฏิบัติตนด้วยความรักความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รองลงมา คือ ทุกกลุ่มทุกฝ่ายหันหน้าจับมือกันต่อหน้าสาธารณชน ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง และทุกฝ่ายทุกคนเคารพ และยอมรับกระบวนการยุติธรรมตามตัวบทกฎหมาย