(22พ.ย.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ในการประชุมรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย.นี้ พบว่าได้มีการหมกเม็ดการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ โดยในหนังสือวาระการประชุมที่แจ้งแก่สมาชิกรัฐสภา ได้มีการบรรจุเรื่องด่วนเรื่องที่ 1 คือ เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 71,543 คน เป็นผู้เสนอ ซึ่งร่างดังกล่าวเป็นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ที่นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โดยร่างดังกล่าวค้างมาจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการสอดไส้เข้ามาให้อยู่ในวาระการประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งร่างฉบับนี้มีสาระสำคัญลดอำนาจองคมนตรี ล้างบางองค์กรอิสระ ฟอกความผิดให้พรรคการเมืองที่จะกำลังถูกพิจารณาเรื่องยุบพรรค และนิรโทษกรรม 111 คน เป็นต้น//
//
นายเรืองไกร กล่าวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การหมกเม็ดด้วยการเสนอให้แก้ไขเพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และเป็นเรื่องไม่ถูกต้องไม่มีความชอบธรรม การทำแบบนี้ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. สูงมากขึ้น ส่วนตัวจึงอยากให้รัฐบาลและคนที่ดึงดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญควรตระหนักและสำเหนียกเรื่องนี้ให้ดีด้วยเพราะเรามีบทเรียนความรุนแรงจากรัฐในวันที่ 7 ต.ค. มาแล้ว และควรคิดกันด้วยว่าการแก้ไขบทบัญญัติของประเทศเพื่อให้ใครเพียงไม่กี่คนพ้นผิดในสมควรหรือไม่
มีการอ้างกันว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับผลไม้เป็นพิษ เพราะเกิดจากการรัฐประหาร แต่ผมอยากให้ลองนึกย้อนไปดูว่าใครกันแน่ที่เคยได้รับประโยชน์จากการรัฐประหารเมื่อปี 2535 และกลายเป็นต้นผลไม้ที่เป็นพิษที่ต้นใหญ่มากตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาและได้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมไทยจนย่อยยับ และยังมีแนวโน้มที่ทำลายสถาบันสูงสุดของประเทศอีกด้วย ถามว่าผลไม้พิษต้นนี้เราอยากได้กลับมาหรือ ผมคิดว่าไม่สมควรที่จะให้ต้นผลไม้พิษต้นนี้เติบโตได้อีก เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่มีสิทธ์ห้ามประชาชนที่จะเข้ามาต่อต้านไม่ให้มาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะพวกเขามาขัดขวางเพื่อไม่ให้ผลไม้พิษนี้กลับมาเติบใหญ่และทำลายประเทศไทยอีกถ้าจะกลับมาก็จะควรจะกลับมาแบบเป็นปุ๋ยเท่านั้น นายเรืองไกร กล่าว
นายเรืองไกร กล่าวด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสนอให้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการส่วนตัวของประธานรัฐสภาหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับรัฐสภาปี 2544 ข้อ 14 ระบุว่า การจัดระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาให้จัดตามลำดับ ในกรณีที่ประธานรัฐสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาก็ได้ ตรงนี้จึงเป็นการตอกย้ำคำพูดของรัฐบาลชุดนี้ใช่หรือไม่ว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จในสมัยประชุมนี้
อาการกระสันอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเองแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ผมคิดว่ามีคำๆหนึ่งที่เหมาะสมกับอาการความอยากจัดของคนที่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเหล่านี้ว่าเป็นความ เงี่ยน ซึ่งไม่ใช่คำไม่สุภาพ เพราะในพจนานุกรมไทย หมายถึง ความอยากจัด ความอยากที่มีสูงมาก ดังนั้นอาการกระสันอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญจนตัวสั่นก็คือความเงี่ยนนั่นเอง นายเรืองไกร กล่าว
บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับสว.-รองผบก.ทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
