บชน.ออกประกาศเตือนฉ.1 ให้ม็อบออกจากพื้นที่ชุมนุม แกนนำพธม.ชม.เดือด เงื้อชกหมอเหวง-นปช.กลางสภา เครือข่ายสานเสวนาฯ เตือนรัฐอย่าใช้กำลังสลายม็อบ วอนทุกฝ่ายใช้วิธีเจรจา เผยเตรียมจัดกิจกรรมทั่วประเทศ ดีเดย์ 1 ธ.ค. อัยการตีกลับ หนังสือ บช.น. ขอถอนประกัน 9 พันธมิตรฯ เหตุไม่แจงรายละเอียดสาเหตุเพิกถอนประกัน เผยนัดฟังคำสั่งจะสั่งฟ้องหรือไม่ 19 ม.ค.ปีหน้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 1 เรื่อง ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ชุมนุมตามที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าปิดล้อมและยึดอาคารสถานที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว(ดอนเมือง) และสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จนถึงในขณะนี้ การกระทำของแกนนำการชุมนุมและกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม และการปฏฺบัติหน้าที่ราชการของรัฐบาล สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของประเทศเป็นอย่างมาก ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาท
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยสั่งให้แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่ชุมนุมทันที และนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่เขตดอนเมืองฯ เพื่อแก้ไข ระงับ ยับยั้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้น
จึงประกาศให้แกนนำและผู้ชุมนุมทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งศาลแพ่ง โดยให้ออกจากพื้นที่ชุมนุม มิฉะนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายจะเข้าดำเนินการใช้มาตรการตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขสถานการณ์โดยทันที รวมทั้งจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่งแก่ผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด
พลตำรวจโทสุชาติ เหมือนแก้ว
ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล/หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
28 พฤศจิกายน 2551
เมื่อเวลา 18.00 น. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) กล่าวภายหลังประชุมนายตำรวจ เพื่อวางแผนประเมินสถานการณ์ควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งข่าวให้ผู้ชุมนุมทราบโดยเร็ว โดยจะแจ้งทุกทาง อาทิ ใบปลิว การใช้รถกระจายเสียง ส่ง SMS ทุกระบบ นอกจากนี้ จะตั้งชุดเจรจาเข้าไปต่อรอง ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานทางกองทัพบก เพื่อให้ชุดต่อรองจากพลร่มป่าหวายเข้ามาช่วยเจรจา พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวต่อว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมหาศาล วันที่ 2-3 ธ.ค.นี้ จะมีพิธีสวนสนาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินาถ จะเสด็จเข้าร่วมพิธี หลังจากนั้นอีก 2 วัน จะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทุกฝ่ายคงต้องถอยกันคนละก้าว ในช่วงนี้ในหลวงและพระราชินีทรงเสด็จมาทรงงานในกรุงเทพฯ เราทุกคนไม่อยากให้ท่านระคายเคืองพระยุคลบาท อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะแจกประกาศฉบับที่ 2 เพื่อกำหนดเวลาตามมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากถึงตอนนั้นผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่คงต้องใช้กำลังเข้าไปผลักดัน เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่รัฐสภา นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยื่นแถลงการณ์ต่อนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภา จากนั้นทั้งหมดได้นั่งแถลงข่าวร่วมกัน โดยนพ.สันต์ อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนต่อต้านรัฐประหารอย่างสันติวิธี โดยอ้างว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีสิ่งบอกเหตุหลายประการที่จะเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ ดังนั้นในฐานะประชาชนมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่จะมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใด ๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ขอฝากไปยังประชาชนทั้งประเทศว่า หากเกิดการรัฐประหารขอให้ประชาชนต่อต้านโดยสันติวิธีทุกรูปแบบเพื่อยับยั้งไม่ให้ทหารเข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ เพราะหากทหารรู้ว่าประชาชนต่อต้านก็จะถอยทันที โดยขอให้ประชาชนนำสิ่งขอทุกชนิดมาขวางถนนที่เป็นเส้นทางผ่านของรถถัง รถบรรทุกกำลังพลของทหาร หรือรวมตัวกันไปล้อมสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง เพื่อไม่ให้ทหารเข้าไปยึดสถานีทุกแห่งได้สำเร็จ และรวมตัวกันในจังหวัดของตัวเองโดยไม่ใช้อาวุธต้านรัฐประหาร นพ.สันต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นพ.เหวงและคณะกำลังแถลงอยู่นั้น ปรากฏว่า นายเทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมานั่งรออยู่ในห้องแถลงข่าว เพื่อยื่นหนังสือต่อนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา ซึ่งนั่งนั่งฟังการแถลงข่าวอยู่ ได้เดินปรี่เข้าไปชี้หน้าด่าและจะชกหน้า นพ.เหวง และนพ.สันต์ พร้อมกับตะโกนย้ำหลายครั้งว่า ทีพวกมึงรุมฆ่าพ่อกู มึงยังทำได้ ให้พวกมึงระวังไว้
ขณะที่รปภ.สภาพยายามเข้ามาล็อคตัวนายเทอดศักดิ์ แต่ไม่สำเร็จ ทำให้นายเทิดศักดิ์ ปรี่จะต่อยอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ได้ชี้หน้าด่าว่า เอามันออกไป รปภ.ปล่อยให้มันเข้ามาได้อย่างไร
ขณะที่นายเทอดศักดิ์ พยายามสะบัดให้หลุดจากการล็อคของรปภ.เพื่อที่จะชกหน้านายสุรพงษ์ที่ตะโกนท้าทายอย่างมีอารมณ์ ขณะที่รปภ.สภาต้องระดมกำลังเข้ามาล็อคตัวนายเทิดศักดิ์ ออกไปจากห้องอย่างทุลักทุเล เพื่อมาสงบสติอารมณ์ในห้องนักข่าวรัฐสภา โดยมีกลุ่ม 40 ส.ว.อยู่ด้วย ซึ่งนายสมชาย ซึ่งเป็นผู้รับรองนายเทิดศักดิ์ เข้ามา ถึงกับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่นายสุรพงษ์ และนายนิสิต ภายหลังแถลงข่าวเสร็จได้ตามออกมาต่อว่ารปภ.สภาว่าทำงานไม่เข็มแข็ง โดยทางจิตวิทยาไม่ควรปล่อยให้เข้าไปในห้องอยู่แล้ว ถ้าเกิดชกส.ส.มาได้จะเสียหายกันหมด อย่างนี้ใช้ไม่ได้ หากมีการพกอาวุธเข้ามาจะเกิดอะไร ขณะที่รปภ.ชี้แจงว่านายเทอดศักดิ์ เข้ามาโดยการรับรองของนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ซึ่งเป็นการรับรองถูกต้องทุกอย่าง จากนั้นทางกลุ่มส.ส.ดังกล่าวได้ขึ้นไปพบกับนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันรปภ.ได้นำตัวนายเทอดศักดิ์ ไปสอบปากคำที่กองรักษาการพร้อมกับแจ้งไปยังสน.ดุสิต เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตามก่อนที่รปภ.จะนำตัวนายเทิดศักดิ์ ไปสอบปากคำ นายเทิดศักดิ์ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายสมชาย และนายสมัคร เชาวภานนท์ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรม และการตำรวจ วุฒิสภา โดยนายเทอดศักดิ์ ระบุว่า ตนเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มทหารเสือพระราชา ต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ที่ผ่านมาถูกกระทำด้วยความรุนแรง และโดนทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธหลายชนิด 15 ครั้ง จนครั้งสุดท้ายพ่อของตนคือนายเศรษฐา เจียมกิจวัฒนา ถูกรุมทำร้ายด้วยอาวุธมีดจนเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน โดยระหว่างเกิดเหตุกลุ่มเสื้อแดงได้เริ่มชุมนุมโดยมีเจ้าหน้าที่สภ.อ.เมืองเชียงใหม่ รักษาการอยู่ แต่กลับไม่ได้ห้ามปราม ซึ่งมีสื่อมวลชนบางสำนักรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มเสื้อแดงจนทำให้เหตุการณ์บานปลาย จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯตรวจสอบเหตุการณ์และพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน การไม่บังคับหรือละเว้นการใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเหตุให้ตนและกลุ่มทหารเสือพระราชาให้ได้รับความเสียหาย
เครือข่ายสานเสวนาฯ เตือนรัฐอย่าใช้กำลังสลายม็อบ
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ดังนี้ ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอาจเกิดความรุนแรงก่อให้เกิดการเสียชีวิตเลือดเนื้อขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งนั้น เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม จึงขอเรียกร้อง ดังต่อไปนี้
1.การยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง แม้จะผิดกฎหมายและสร้างความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ก็ไม่ก่อให้เกิดความชอบธรรมในการสลายผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตเลือดเนื้อขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและตัวแทนผู้มีอำนาจเต็มของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 1 คน มาร่วมกันสานเสวนาเพื่อหาทางออกให้ประเทศโดยสันติวิธี โดยเครือข่ายสานเสวนาฯ พร้อมที่จะเป็นคนกลางจัดสถานที่และวิธีการสานเสวนาให้
2.ในระหว่างการสานเสวนายังไม่ได้ข้อยุติที่ยอมรับกันได้ ทุกฝ่ายจะต้องไม่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น
3.ขอให้ตำรวจและทหารในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ตั้งด่านตรวจค้นอาวุธและปลดอาวุธทุกฝ่ายในทุกจังหวัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง และต้องป้องกันมิให้มีการยิงหรือใช้อาวุธลอบทำร้ายซึ่งกันและกันรายวันอย่างที่ผ่านมา รวมทั้งต้องป้องกันมิให้กลุ่มประชาชนผู้ขัดแย้งปะทะกันโดยเจ้าหน้าที่วางเฉย หากเจ้าหน้าที่วางเฉยย่อมเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา
เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม ขอย้ำว่า ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตามไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่ซับซ้อน มีแต่จะสร้างความร้าวฉานที่ยากจะเยียวยา และเป็นบาดแผลที่ยิ่งลึกและกว้างของสังคมไทย การสานเสวนาและสันติวิถีเท่านั้นที่จะเป็นทางออกของทุกฝ่าย
อนึ่ง เพื่อยืนยันหลักการนี้ สภาพัฒนาการเมือง ตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ "ยุติความรุนแรง แสวงสันติด้วยการสานเสวนา ขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ
อัยการตีกลับหนังสือบช.น.ขอถอนประกัน 9 แกนนำพธม.
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนได้รับหนังสือจากพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ขอให้พิจารณาถอนประกันตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
นายกายสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และเมื่อตนพิจารณาแล้วเห็นว่าในหนังสือดังกล่าวระบุไว้เฉพาะวัตถุประสงค์ ว่าต้องการให้อัยการเพิกถอนการถอนประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 คนเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดและสาเหตุที่จะให้อัยการพิจารณาเพิกถอนประกันตัวผู้ต้องหา ดังนั้น ตนจึงส่งหนังสือแจ้งกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อให้ทำหนังสือพร้อมระบุถึงรายละเอียด เหตุผลต่างๆ ในการถอนประกันให้ชัดเจนและส่งกลับมาให้อัยการพิจารณาใหม่ หากพนักงานสอบสวนส่งหนังสือกลับมา อัยการก็พร้อมพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อน อย่างไรก็ตาม อัยการก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน เข้ามาชี้แจ้งด้วย
อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวว่า สำหรับ พล.ต.จำลอง ผู้ต้องหาที่ 1 และนายไชยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 7 ซึ่งถูกจับกุมตัว และได้รับการประกันตัวจากศาลอาญานั้น ขณะนี้พ้นกำหนดระยะเวลาฝากขังครั้งสุดท้าย และศาลได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องยื่นคำร้องให้อัยการเพิกถอนประกันตัว จึงมีเพียงผู้ต้องหาอีก 7 คนที่เหลือเท่านั้นที่อัยการสามารถสั่งเพิกถอนประกันตัวได้ ซึ่งการยื่นขอเพิกถอนประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นการสั่งคดีของพนักงานอัยการ เคยมีมาแล้วหลายคดี โดยเหตุผลที่ร้องขอส่วนใหญ่เกี่ยวกับการที่ผู้ต้องหาเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งอัยการจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนผู้ร้อง และที่ผ่านมามีทั้งอัยการพิจารณาอนุญาตและไม่อนุญาตถอนประกัน โดยคดีนี้อัยการนัดฟังคำสั่งว่าจะพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คน หรือไม่ ในวันที่ 19 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น.
เกือบวุ่น การ์ดพธม.ล็อกตัวช่างภาพ เอเอฟพี-ไทยโพสต์
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า เกิดเหตุการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าล็อกตัวช่างภาพของ สำนักข่าวเอเอฟพีและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยอ้างว่าเข้าไปถ่ายภาพในจุดที่ไม่ต้องการให้ถ่ายและให้ลบภาพออก แต่ช่างภาพทั้งสองไม่ยอม จากนั้นน.ส.จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ผู้ดำเนินรายการของ เอเอสทีวี และพิธีกรพันธมิตรฯ เข้าเคลียร์โดยให้การ์ดขอโทษ ด้านสื่อทั้งสองก็เรียกร้องให้พันธมิตรฯเคารพสิทธิของสื่อมวลชน
ศรัณยูโต้ลาออกเรื่องจิงผ่านจอยันถูกปลดไม่ง้อช่อง7
นายศรัณยู วงศ์ กระจ่าง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 กล่าวบนเวทีปราศรัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า ตนเองถูกถอดออกจากการเป็นพิธีกรรายการ เรื่องจริงผ่านจอ ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 จริง แต่ขอปฏิเสธเรื่องการลาออก และไม่ง้อสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 ทั้งนี้ เมื่อถูกปลดแล้วก็จะมาขอทำหน้าที่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ ต่อไป เพราะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว แต่ชาติยังเหลืออยู่
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นางปิยะรัตน์ เทศดนตรี ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 ระบุว่า ทางสถานี ไม่ได้ปลดนายศรัญญู แต่ เจ้าตัวตัดสินใจขอลาออกด้วยตนเอง โดยชี้แจงกับนายสมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์ ผู้จัดการฝ่ายรายการ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 และบริษัท กันตนา ผู้ผลิตรายการดังกล่าวว่า มีภารกิจ ส่วนเทปรายการ เรื่องจริงผ่านจอ คืนวันที่ 27 พ.ย. จึงเป็นเทปสุดท้ายของศรัณยู
สมศักดิ์รับชุมนุมอาจยืดเยื้อ เตือนพันธมิตรฯระวังรบ.บุกทีเผลอ
นายสมศักดิ์ โกสัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศัยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ยังปักหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 28 พ.ย. โดยย้ำว่า ให้ผู้ชุมนุมมีความพร้อมเพื่อเตรียมรับสถาณการณ์ เนื่องจากรัฐบาลอาจใช้จังหวะช่วงที่ผู้ชุมนุมไม่มีความระมัดระวังเข้ามาสลายการชุมนุม และยอมรับว่า การชุมนุมอาจจะต้องยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงขอให้ผู้ชุมนุมป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากฝ่ายตรงข้ามเข้ามาบุกรุก ก็ขอให้สู้อย่างเต็มที่ อย่ายับยั้ง
พธม.ถกรับมือเหตุฉุกเฉิน การ์ดตรวจเข้ม-กองยางรถยนต์
นายสาวิทย์ แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว สนามบินดอนเมือง ว่า ขณะนี้มีการปล่อยข่าวเป็นระยะว่าจะมีการสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ภายหลังรัฐบาลออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง
นายสาวิทย์ กล่าววว่า แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประชุมร่วมกันและเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อด้วยความไม่ประมาท ขณะเดียวกันยังประกาศเตือนให้ผู้ชุมนุมระมัดระวังเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง การ์ดพันธมิตรฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา โดยมีการตรวจเข้มผู้ชุมนุมที่จะผ่านเข้าออกไปยังพื้นที่ชุมนุมหลายชั้น ขณะเดียวกันยังนำยางรถยนต์จำนวนมากมาวางไว้บริเวณทางผ่านเข้าออกพื้นที่ชุมนุม
จำลองบอกผู้ใหญ่ขอให้ยุติ แต่หยุดไม่ได้ ตั้งแกนนำชุด 3
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่คนหนึ่งติดต่อมา เพื่อขอพูดคุยและขอร้องให้พันมิตรฯ สลายการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง แต่ตนบอกไปว่า คงสลายการชุมนุมไม่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะเสียหาย เพราะพันธมิตรฯ ไม่ใช่ต้นเหตุของความเสียหาย ทุกอย่างเกิดจากรัฐบาลและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
108 วันผ่านมา พันธมิตรฯ ชุมนุมด้วยความยากลำบาก แต่คนอีกกลุ่มกลับอยู่ด้วยความสบาย แล้วจู่ๆ จะเรียกร้องให้เราสลายการชุมนุมคงไม่ได้ จุดยืนคือเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก และไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่เราเข้ายึดสุวรรณภูมิและดอนเมือง เราได้เดินมาไกลมากถึงขนาดนี้แล้วจะขอให้เราหยุดคงเป็นไปไม่ได้ หากตำรวจอยากจะเข้ามาสลายการชุมนุม ขอเตือนว่าหากเราถูกสลายในวันนี้ วันรุ่งขึ้นจะมีคนลุกขึ้นมามืดฟ้ามัวดิน พล.ต.จำลอง กล่าว
พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตำรวจเตรียมเข้าจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหมดแล้ว เรามีการตั้งแกนนำชุดที่ 3 ที่จะทำหน้าที่แทนเรา เพราะหากแกนนำทั้งหมดถูกจับ ประชาชนจะลุกฮือขึ้นและไม่มีใครควบคุมได้ ดังนั้น หากแกนนำถูกจับ แกนนำชุดที่ 3 จะเข้ามาทำหน้าที่แทนทันที การต่อสู้จะต้องสู้ถึงที่สุด ถึงไหนถึงกัน จะให้หยุดคงเป็นไปไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลักที่พล.ต.จำลองปราศรัยเสร็จแล้ว จะเดินทางไปปราศรัยต่อที่ทำเนียบรัฐบาลและเดินทางจะไปให้กำลังใจพนักงานเอเอสทีวีที่บ้านพระอาทิตย์
จำลองไม่หวั่นพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลั่นพธม.ยังยึดที่มั่น 3 จุด
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ปราศรัยที่สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ว่า เมื่อคืนวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ปักหลักชุมนุมได้อย่างเหนียวแน่นทั้ง 3 จุด คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมืองและทำเนียบรัฐบาล แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกิดขึ้นหนาหูว่า จะมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ตาม
พล.ต.จำลอง กล่าวว่า พันธมิตรฯ ยังยืนยันปักหลักและไม่หวั่นไหวต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น รวมถึงจะชุมนุมต่อ แม้ว่ารัฐบาลได้ประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง สิ่งที่ดำเนินการไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนหตุระเบิดด้านหลังบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สถานที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีและมีเสียงปืนดังขึ้นอีกกว่า 10 นัดนั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป็นการข่มขู่ของผู้ไม่ประสงค์ดี
พธม.บอกตร.กำลังไม่พอสลายม็อบ อ้างทหารเมินช่วยเหลือ
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ถึงการประเมินความเป็นไปได้ในการสลายการชุมนุมว่า จากการประเมินทั้งคืนทราบว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บชภ.1) มีกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม จากการข่าวทราบว่า บชน. ขอกำลังเพิ่มจากกองทัพอากาศ แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่พร้อม ส่วนกองทัพเรือที่ตำรวจภูธรภาค 1 ขอกำลังไปก็เข้าใจว่า ไม่เอาด้วย
นายสุริยะใส กล่าวว่า มวลชนของพันธมิตรฯ มีจำนวนมากกว่าเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น ตำรวจต้องกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมกันทั้ง 2 จุด จำนวนหลายหมื่นคน ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่า ถ้ามีการสลายการชุมนุมจริง พันธมิตรฯ จะอยู่ในที่ตั้งและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โดยเฉพาะความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดอยู่ที่วิธีการที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาด้วย
พธม.จะยื่นศาลปค.ดู พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยันไม่ปิดประตูเจรจา
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ถึงกรณีรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิว่า พันธมิตรฯ เตรียมใช้สิทธิร้องต่อศาลปกครองเช่น เดียวกับกรณีที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เคยมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ทำเนียบรัฐบาล
นายสุริยะใส กล่าวว่า ครั้งก่อนนั้น พันธมิตรฯ ได้ใช้สิทธิร้องต่อศาลปกครอง สุดท้ายศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉินและเห็นว่า การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินขัดรัฐธรรมนูญ และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นที่ 1 คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเป็นกฎหมายที่หมิ่นเหม่ว่า ชอบหรือไม่ชอบ
ประเด็นที่ 2 การเมืองวิธีการดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลาออกเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและยุติความขัดแย้ง โดยต้องชั่งต้องไต่ตรงดูว่า อะไรจะดีกว่ากันนายสุริยะใส กล่าว
นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ประสานงานกับแกนนำเรื่องการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การเจรจาก่อนยกระดับการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องลำบาก แต่เราไม่ได้ปิดทางเสียทีเดียว ถ้ามีการประสานมา ก็คงพูดคุยกัน ส่วนเงื่อนไขการเจรจานั้น ต้องแยกเป็น 2 ระดับ คือ 1.เงื่อนไขทางการเมือง ซึ่งเป็นการกดดันทางการเมืองเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก และ 2. การเจรจาเรื่องการเคลื่อนย้ายมวลชน ที่คงต้องแยกเป็นเรื่องๆ ไป เพราะการเคลื่อนไหวมวลชนถือเป็นอำนาจต่อรอง
ส่วนกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยใช้ตำรวจเป็นกำลังหลัก นายสุริยะใส กล่าวว่า เป็นกุศโลบายของรัฐบาล เพราะถ้าใช้กำลังตำรวจเป็นของรัฐบาล และตำรวจที่ดำเนินการคือตำรวจการเมือง ยถ้ามอบหมายให้ทหารดำเนินการ ทหารจะไม่ดำเนินการแน่นอน หลังจากนี้ ถ้าตำรวจจัดการกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ความชอบธรรมและอำนาจต่อรองของรัฐบาลจะกลับมาทันที จากนั้น รัฐบาลจะโยกย ้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพในที่สุด
บึ้ม-ยิงถล่มสนง.เอเอสทีวี ตร.รวบรปภ.บริษัทได้ที่เกิดเหตุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 01.50 น. วันที่ 28 พ.ย. เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งและเสียงปืนหลายนัด ด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทำให้พนักงานเอเอสทีวีแตกตื่น
หลังเกิดเหตุ ร.ต.ท.ชาญ จังวัง ร้อยเวร สน.ชนะสงคราม เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยพ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม และสารวัตรทหารเรือ เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัว นายพรชัย สงวนพงษ์ อายุ 41 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารเจ้าพระยา ไปสอบสวน เนื่องจากพบนายพรชัยอยู่ในที่เกิดเหตุ และตรวจพบกระสุนปืนและอาวุธมีด
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้น พบร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดบริเวณกระจกด้านหลังสำนักงานเอเอสทีวี ส่วนบริเวณกระจกภายในอาคารตั้งแต่ชั้น 1 - 4 ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน
นายวรรัฐ ภูษาทอง ผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ ตนอยู่ในสำนักงานเอเอสทีวี ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง จึงรีบวิ่งออกมาด้านนอกอาคา หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังต่อเนื่องกันประมาณ 5-10 นาที เมื่อเสียงปืนสงบลง จึงเข้าไปดูภายในห้องส่ง ซึ่งขณะนั้นนายณัฐวุฒิ มิตรมาก ผู้ดำเนินรายการกำลังอ่านสรุปข่าวเที่ยงคืน จากการตรวจสอบพบกระจกสตูดิโอแตกเป็นรูพรุนหลายจุด ส่วนนายณัฐวุฒิบาดเจ็บเล็กน้อย บริเวณง่ามนิ้วมือมีเลือดไหล จากการถูกกระจกบาดมือระหว่างหลบกระสุน
จากการสอบถามการ์ดพันธมิตรฯ ที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยา กล่าวว่า คนร้ายใช้เรือยนต์หางยาวเป็นพาหนะ ล่องมาจากสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปทางสะพานปิ่นเกล้า เมื่อใกล้ถึงสำนักงานเอเอสทีวี คนร้ายยิงระเบิด 2 ครั้ง เล็งไปบริเวณชั้น 4 แรงระเบิดทำให้กระจกห้องทำงานที่ชั้น 4 แตกเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจจับตัวไปนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้านเจ้าพระยาที่วิ่งไปดูที่เกิดเหตุด้านหลังอาคารเป็นคนแรก
เกิดระเบิด 2 ครั้งที่ชุมนุมพธม. สนามบินสุวรรณภูมิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 28 พ.ย. เกิดเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง บริเวณภายนอกอาคารผู้โดยสาร คาดเป็นเสียงประทัด อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา มีความกังวลว่าจะเกิดการสลายการชุมนุมภายหลังรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เหตุการณ์ยังเป็นปกติ
ป่วนดอนเมือง! มือมืดยิงถล่มใส่ม็อบพธม. ตลอดทั้งคืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 28 พ.ย. เกิดเหตุคนร้าย ซึ่งคาดว่าจะก่อเหตุจากฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานดอนเมือง เคราะห์ดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ต่อมาเมื่อเวลา 05.00 น. คนร้ายขับรถกระบะสีดำจากถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้ายิงปืนใส่ผู้ชุมนุมหลายนัด แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ ขณะที่เกิดเหตุรถตำรวจซึ่งอยู่บนโทลล์เวย์พยายามใช้วิทยุสกัดจับคนร้าย แต่ไม่สำเร็จ
ระเบิด - ยิงถล่มใส่แยกมิสกวัน
ยังเกิดเหตุระเบิดป่วนเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน ขณะที่พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายสิบนัดจากด้านหลังรั้ว บช.น.ใกล้แยกวังแดง ต่อเนื่องจนถึงแยกมิสกวัน แขวง-เขตดุสิต กทม. จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบว่ารถควบคุมผู้ต้องหาของสถานีตำรวจ จ.ชัยภูมิ ที่จอดอยู่ด้านหลังรั้ว บช.น. ถูกกระสุนปืนยิงจนกระจกแตก และมีรอยกระสุนปืนตามตัวถังรถหลายสิบนัด บนพื้นยังพบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบชนิดตกอยู่ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมา ร.อ.สุประดิษฐ์ เปล่งฉวี สารวัตรทหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เข้าพบ พล.ต.ต.เอกรัตน์ พร้อมแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ทางด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โทรศัพท์มาแจ้งว่ามีคนร้ายกลุ่มหนึ่งอยู่ภายในอาคารของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้อาวุธปืนและระเบิดยิงถล่มเข้าไปในกลุ่มพันธมิตร ที่บริเวณถนนพิษณุโลก เบื้องต้นทางกลุ่มพันธมิตรเข้าใจว่าเป็นการกระทำของตำรวจ ขอให้ทางทหารเข้าไปตรวจสอบภายในอาคารของกระทรวงศึกษาฯ แต่ทางทหารไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการและอยู่ในที่มืด
ขว้างระเบิดขวดใส่กระทรวง ศธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 02.30 น. มีผู้ขว้างระเบิดขวดเข้ามาบริเวณหน้าป้อมยาม ประตูหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ด้านถนนราชดำเนินนอก บริเวณจุดเกิดเหตุพบเศษขวดแก้ว 2-3 ขวด แตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และมีเศษผ้าชุบน้ำมันตกอยู่ แต่ป้อมยามไม่ได้รับความเสียหาย และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันบริเวณด้านหลังอาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่อยู่ข้างกำแพง ติดสะพานมัฆวานรังสรรค์ พบขวดบรรจุน้ำมันตกอยู่ 1 ขวด แต่อาคารของ สอศ.ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) แจ้งว่าช่วง 02.30 น. มีคนร้ายโยนระเบิดขวดเข้ามาภายในบริเวณหน้าป้อมยาม แต่ใช้ถังดับเพลิงดับไฟไว้ได้ทัน โดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นกับ ศธ.เป็นครั้งที่ 5 แล้ว
รอง ผบช.น.ขู่ม็อบเข้าข่ายก่อการร้าย
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ในฐานะรองโฆษก บช.น.กล่าวถึงยอดผู้ชุมนุมว่า มีผู้ชุมุนมพันธมิตรในทำเนียบรัฐบาล 500 คน ที่ดอนเมือง 300-500 คน และที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 10,000 คน ที่ผู้ชุมนุมบอกว่าจะพัฒนาให้เข้มข้นขึ้นนั้น มันเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ เป็นความผิดร้ายแรง ผู้ชุมนุมต้องพึงคิดให้ดีว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ จะกลายเป็นการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ที่ระบุว่า กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี และความผิดฐานก่อการร้าย เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน จะถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตนยังไม่ฟันธงว่าเข้าข่ายความผิดนี้หรือยัง แต่พยายามบอกให้ทราบว่ามันส่อที่จะเข้าข่ายนี้แล้ว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายสุดชาย บุญไชย ผู้ประสานงานโครงการ เยาวชนร่วมจิตสำนึกประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ผ่านสำนักงานเลขานุการ ตร.เรียกร้องให้ตำรวจเร่งยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้ถอนประกัน 9 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตร เนื่องจากบุคคลทั้งหมดกระทำความผิดซ้ำซาก โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อประเทศชาติ ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 24-27 พฤศจิกายน
พันธมิตรปัดเคลื่อนปิด บน.6
สำหรับความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อเวลา 07.30 น. กลุ่มพันธมิตรจัดกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 100 ค นเดินเท้าไปยังท่าอากาศยานทหารอากาศ กองบิน 6 หรือ บน.6 เนื่องจากคาดว่า ครม.จะขึ้นเครื่องบินเพื่อไปประชุม ครม.ที่เชียงใหม่ โดยมีการ์ดพันธมิตรประมาณ 10 คนคุมกลุ่มผู้ชุมนุมไปด้านข้างสำนักงานท่าอากาศยานดอนเมือง
กระทั่ง เวลา 09.00 น. นายสมศักดิ์ โกสัยสุข แกนนำพันธมิตรแถลงที่อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ดอนเมืองว่า ช่วงเช้ามีการเดินเท้าเพื่อจะไปยัง บน.6 นั้นเพราะทราบว่าจะมีรัฐมนตรีหลายคนไปขึ้นเครื่องบินซี 130 เพื่อไปประชุม ครม.ที่ จ.เชียงใหม่ แต่เราแค่แสดงให้รัฐบาลทราบว่าการเคลื่อนไหวของรัฐบาลนั้นกลุ่มพันธมิตรรับทราบดี ไม่ได้มีเป้าหมายไปปิดล้อม บน.6
จำลองอ้างทำเสียหายน้อยกว่ารบ.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องผู้สื่อข่าว ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร แถลงว่า ในเมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไม่ลาออกและไม่ยุบสภา พันธมิตรก็จำเป็นต้องชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบต่อไปเช่นกัน ข้อเรียกร้องของพันธมิตรยังเหมือนเดิม คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้รัฐบาลนายสมชายออกไป ส่วนความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมินั้น เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรสร้างความเสียหายน้อยกว่าการปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป
เมื่อถามว่า ยุทธศาสตร์ของพันธมิตรครั้งนี้ ถือเป็นการเผาบ้านเพื่อจับหนูเพียงตัวเดียวจนเกิดความเสียหายมากจะคุ้มกันหรือไม่ พล.จ.จำลองกล่าวว่า นี่ไม่ใช่การเผาบ้าน แต่อยู่ที่รัฐบาลหน้าด้านเกินไป ไม่มีรัฐบาลใดในโลกทำแบบนี้ เพียงแค่รัฐบาลลาออกเรื่องก็จบ ไม่ต้องยุบสภาให้เสียเวลา และเสียเงินในการเลือกตั้งด้วย
ต่อมามื่อเวลา 13.00 น. พล.ต.จำลองเดินทางไปกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิว่า สนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดชุมนุมที่กดดันรัฐบาลมากที่สุด ทั้งทหารและผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งประชุมด่วน มีการกล่าวถึงผู้ชุมนุมที่ทำให้สถานการณ์เสียหาย ก็ยอมรับว่าเสียหาย แต่รัฐบาลทำเสียหายมากกว่า เชื่อว่าภายใน 2-3 วันนี้ พันธมิตรจะเป็นฝ่ายชนะ
เมียตั้วถูกโทร.ขู่-ให้ลูกหยุดเรียน
นางหัทยา วงษ์กระจ่าง ภรรยา ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง แกนนำพันธมิตรรุ่น 2 ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วง 2-3 วันมานี้ได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ที่บ้านหลายครั้ง บางครั้งโทร.มาบอกว่า ตั้วอยู่ไหม บอกมันอย่าซ่านักนะ เดี๋ยวไปเก็บศพมันมาด้วย แต่บางทีก็มีบอก เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวโดนแน่ เดี๋ยวก็บึ้มหรอก ทุกวันนี้จึงได้แต่ระวังตัว ดังนั้น ช่วงที่ ตั้ว ไม่อยู่บ้านก็จะมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อช่วยดูแล เรื่องที่เกิดขึ้นตนและลูกรู้ว่า ตั้ว ทำไปตามอุดมการณ์จึงไม่ได้ต่อว่าอะไร
ก่อนหน้านี้ก็มีโทรศัพท์มา แต่จะออกแนวป่วนๆ แต่ช่วงวันอังคาร พุธ พฤหัสฯนี้มีมาบ่อยขึ้น แล้วก็เริ่มมีขู่ วันนี้เลยให้ลูกหยุดเรียน เพราะเขาใกล้จะปิดเทอมเต็มที นางหัทยากล่าว
นปช.เตรียมนำคนเสื้อแดงลุยเอง
เมื่อเวลา 11.00 น. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้จัดรายการ ความจริงวันนี้ นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงข่าวว่า เมื่อพันธมิตรไม่ตอบรับและรัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอของ ผบ.ทบ. ก็ถือว่าเป็นหมัน ทางออกที่ดีที่สุดคือ ครม.มีมติดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้อำนาจตำรวจและทหารใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเข้ามาดูแลสถานการณ์
หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนคงต้องออกมาดำเนินการต่อไป เพราะหากปล่อยช้าไปจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ขอยืนยันว่าพลังประชาชนจะออกมาไม่นานเกินรอ นายวีระกล่าว
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการได้ทันที คือนำประกาศของศาลแพ่งมาใช้ โดยให้พันธมิตรออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ
วันเดียวกัน หลังมีข่าวว่ากลุ่ม นปช.จะไปชุมนุมบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ทางสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม.นำรถดับเพลิง 3 คัน และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งไปตรึงรอบศาลาว่าการ กทม.กั้นแผงเหล็ก 2 ชั้น พร้อมทั้งปิดประตูด้านหน้าศาลาว่าการ กทม.เหลือให้เข้า-ออกเฉพาะประตูด้านข้างเท่านั้น
พันธมิตรยื่นค้านคำสั่งศาลแพ่ง
ด้านนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตร กล่าวว่า คำสั่งศาลแพ่งที่ให้พล.ต.จำลอง กับพวก 13 คน นำผู้ชุมนุมออกจากสนามบินสุวรรณภูมิตามที่บริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) เป็นโจทก์ฟ้องนั้นจะมีผลทันทีที่หมายศาลมาถึงจำเลย ต่างจากคดีที่ฟ้องขับไล่พันธมิตร จากทำเนียบรัฐบาลที่ต้องปิดหมายไว้ 7 วัน เพราะคดีนั้นมีการสร้างเวที จึงต้องปิดหมายให้ทราบล่วงหน้าก่อนรื้อถอน แต่คดีนี้ศาลสั่งให้ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น ไม่ได้ให้รื้อถอนอะไรจำเลยจึงต้องออกทันที ดังนั้นทีมทนายจึงเร่งทำคำคัดค้านคำสั่งศาล เพื่อยื่นต่อศาลแพ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายน ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่ง โดยจะต่อสู้ว่า พล.ต.จำลองกับพวกใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุม ไม่ได้ละเมิดสิทธิในการเดินทางของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเรื่องนี้มีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญจึงขอให้ศาลแพ่งส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากศาลแพ่งไม่เพิกถอนคำสั่ง พันธมิตรมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งศาลแพ่งนายสุวัตรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ชุมนุมพันธมิตรบางส่วนเข้าไปพักผ่อนหลับนอนในห้องรับรองผู้โดยสารพิเศษของสายการบินไทย บริเวณชั้น 3 ในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น อินเตอร์เน็ต เก้าอี้นวดไฟฟ้า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่ามีของใช้บางส่วน เช่น หมอนอิง แก้วน้ำ หายไป และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชำรุดเสียหาย
ศาลแพ่งให้ม็อบออกดอนเมืองทันที
เมื่อเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ที่ศาลแพ่ง บริษัท ทอท. โดยนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ทอท. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง พร้อมพวก เป็นจำเลยที่ 1-13 เรื่องละเมิดและขับไล่ ขอให้ศาลบังคับจำเลยออกจากสนามบินดอนเมืองทันที โดยขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาคดี
ต่อมาที่ห้องพิจารณาคดี 501 ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนฉุกเฉิน โจทก์นำนางพัชรา พรยุทธพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยท่าอากาศยาน เบิกความสรุปว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เมื่อเวลา 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรบุกรุกเข้ามาภายในพื้นที่ ทำให้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่สายการบินต่างๆ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ทั้งนี้ สนามบินดอนเมืองมีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณวันละ 10,000 คน ส่งผลให้ได้รับความเสียหายวันละ 4 ล้านบาท โดยศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในทันที
ยื่นวธ.ช่วยไทยมุสลิมไปร่วมพิธีฮัจญ์
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ตัวแทนผู้ประกอบการกิจการพิธีฮัจญ์ 20 คน นำโดยนายอนุรักษ์ วันแอเลาะ เลขาธิการสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจญ์ เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการ วธ.เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องการเดินทางไปแสวงบุญของชาวไทยมุสลิม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาเป็นตัวแทนมารับหนังสือแทน
นายอนุรักษ์กล่าวว่า พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปีนี้มี 2,041 คน เพราะการปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตร จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการ วธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ดำเนินการดังนี้ 1.ประสานไปยังบริษัท ทอท. ให้เปิดใช้สนามบินอื่น เพื่อให้เครื่องบินมารับพี่น้องชาวไทยมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ 2.ประสานไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย ให้ขยายเวลาการปิดสนามบินจากวันที่ 2 ธันวาคม ออกไปอีก 2-3 วัน และ 3.อยากให้บริษัทการบินไทยจัดหาเครื่องบินไปส่งผู้ที่ยังตกค้าง
ทุกคนจ่ายค่าตั๋ว ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารที่ซาอุดีอาระเบียไว้หมดแล้ว หากไม่สามารถเดินทางไปได้ก็ถือว่าเสียสิทธิ จะไม่ได้รับเงินคืน นายอนุรักษ์กล่าว
กก.อิสลามเตือนระวังมุสลิมพลีชีพ
นายปรีดา เชื้อผู้ดี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี และกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรเห็นใจชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปแสวงบุญ ซึ่งยังตกค้าง รวมถึงแขกของกษัตริย์ นักเรียนทุน และผู้ยากจนที่ประเทศซาอุดีอาระเบียออกค่าใช้จ่ายให้เกือบ 5 พันคนทั่วประเทศ การแสวงบุญที่นครเมกกะมีความสำคัญต่อชาวมุสลิม การที่ไม่สามารถเดินทางไปได้กระทบจิตใจชาวไทยมุสลิมมาก ขณะที่ประเทศซาอุดีอาระเบียจะปิดสนามบินไม่ให้เดินทางเข้าประเทศในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ และห่วงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะอาจทำให้ประเทศซาอุดีอาระเบีย เข้าใจผิดว่ากีดกั้นทางศาสนา รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาทางภาคใต้มากขึ้น
เกรงว่าอาจส่งผลให้มีการรวมตัวของกลุ่มมุสลิมที่ไม่พอใจ การออกมาเรียกร้องครั้งนี้หากไม่สำเร็จ ทางชาวไทยมุสลิมคงจะต้องหาทางในขั้นตอนต่อไป ขณะนี้มีหลายล้านคนที่อาจจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องทางศาสนา และเรื่องนี้อาจจะมีพลีชีพกันได้ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิม นายปรีดากล่าว
ผู้แสวงบุญใต้ให้พันธมิตรเปิดทาง
ด้านกลุ่มผู้แสวงบุญในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 233 คน ซึ่งติดค้างอยู่ที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ที่โรงแรมหาดใหญ่พาราไดซ์ แอนด์รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับกลุ่มพันธมิตรเพื่อเปิดทางให้ผู้แสวงบุญเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้ และเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรยุติการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิม ขณะเดียวกันกลุ่มผู้แสวงบุญต้องการให้ ทอท. และบริษัท การบินไทย รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้แสวงบุญที่ไม่สามารถเดินทางได้
นายมะยากี ปะลู หนึ่งในผู้แสวงบุญ ชาว จ.ยะลา ระบุว่า ผู้แสวงบุญต่างได้รับความเดือดร้อน เดิมจะต้องออกจากสนามบินหาดใหญ่เวลา 06.45 น. ของวันที่ 27 พฤศจิกายน แต่เที่ยวบินสายการบินไทย ทีจี 8530 ซึ่งจะรับผู้แสวงบุญที่สนามบินหาดใหญ่เดินทางไปยังเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถออกจากสนามบินสุวรรณภูมิได้และต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด อีกทั้งไม่ทราบว่าจะได้เดินทางไปเมื่อไหร่
ทอท.ขออิหร่านแอร์ฯช่วยไปส่ง
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ทอท. กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรยังคงชุมนุมบริเวณด้านหน้าอาคารผู้โดยสารขาออก ทำให้ ทอท.จำต้องหยุดให้บริการเที่ยวบินขึ้น-ลงต่อไป ส่วนปัญหาผู้โดยสารที่จะเดินไปประกอบพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ยังตกค้างอยู่ 380 คน ได้ประสานงานไปยังกรมการขนส่งทางอากาศและการบินไทย ช่วยเจรจาให้เครื่องบินของสายการบินอิหร่าน แอร์ไลน์ส ที่จะลงจอดที่ประเทศมาเลเซีย ช่วยรับผู้โดยสารเหล่านี้ โดยใช้สนามบินอู่ตะเภาแทน
น.อ.สมนึก แก้วมะเริง หัวหน้ากองรักษาความปลอดภัยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เผยว่า สนามบินอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติตั้งแต่ปี 2532 สามารถรองรับสายการบินต่างๆ ตามประกาศของการท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์นานาชาติทั่วไป ทั้งการดูแลผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก การตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากร ขณะนี้จัดอัตรากำลังเข้าเวรประจำตลอด 24 ชั่วโมง แต่อาคารขาเข้าสามารถรับผู้โดยสารได้ 500 คน ส่วนขนส่งสินค้ายังมีเครื่องมือเครื่องใช้ไม่เพียงพอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองถูกกลุ่มพันธมิตรปิดล้อมตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาได้รองรับเครื่องบินโดยสารทั้งสายการบินไทยและต่างประเทศหลายเที่ยวแล้ว โดยวันที่ 26 พฤศจิกายน มีเที่ยวบินลง 24 เที่ยว และวันที่ 27 พฤศจิกายน ประมาณ 10 เที่ยว
ข้อมูลจาก มติชน
