width=120 height=160 hspace=5 vspace=5 align=left /แม้จะออกตัวว่ายังมีเวลาตัดสินใจอีกนาน แต่ระหว่างนี้ก็คงต้องทนหูแฉะไปอีกหลายวัน สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. กับเสียงวิจารณ์ดังสนั่นลั่นทุ่งถึงการตัดสินใจลงสนามการเมืองในอีกสองเดือนข้างหน้า เรียกว่า จิ้งจก ส่งเสียงทักกันทั่วทุกสารทิศ
ทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงทหาร เลยไปจนถึงหมู่คนที่รู้จักมักคุ้นนอกวงการ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ สนช. ต่างออกโรงเตือนเสียงดังฟังชัด
กลัวจะตกบ่วงการเมือง จนเสียผู้เสียคนตามนายทหารรุ่นพี่ !!!
แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะออกแนวมั่นใจในตัวเอง สูงมาก ในการเปิดใจล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมเดินมาในวิถีชีวิตจนมาเป็นถึงตรงนี้ได้ ผมเดินมาด้วยลำแข้งของผมคนเดียวเท่านั้น โดยไม่มีอะไรมาช่วยมากมาย ผมสร้างตัวผมเองด้วยความดี ผมเป็นคนมีสัมมาคารวะ และมีความกตัญญู ผมมาด้วยลำแข้ง และแรงกายจริงๆ ผมจะพยายามใช้ปัญญาครั้งสุดท้ายตัดสินใจว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่รับฟังใคร ผมเป็นคนรับฟังแล้วมาชั่งข้อดี ข้อเสีย ดังนั้น ถ้าใครมาคุยกับผม ผมจะสามารถชี้แจงได้ว่าทำไมผมตัดสินใจเรื่องนี้อย่างนี้ มีเหตุผลอะไรประกอบ
ล่าสุด นายเก่า ที่ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกโรงเตือนซ้ำอีกครั้ง
การจะลงมาทำงานการเมือง คงไม่ได้เป็นเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ นัก เพราะจากลักษณะการทำงานทางทหารและปรับมาทำงานทางการเมืองนั้น ต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีการปรับตัวกันพอสมควร คงไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายนัก
เสียงเตือนด้วยความหวังดีอย่างนี้ จะเป็นปัจจัยที่มีผลเปลี่ยนแปลงความคิดของ พล.อ.สนธิ ที่มีใจเอนเอียงเข้าสู่ถนนการเมืองมาครึ่งค่อนตัวแล้วหรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป
แต่จากเงื่อนไขที่ พล.อ.สนธิ บอกว่า ต้องสำรวจความพร้อมทั้งของตัวเอง และประชาชนว่ายอมรับหรือไม่นั้น
ถ้าวัดกันตรงนี้จริงๆ แนวโน้มที่จะ ปิดเกม ก็เป็นไปได้อยู่
เหตุเพราะ พล.อ.สนธิ รู้ตัวดีมาตลอดว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิ ก็ย่อมประเมินได้ว่า ถ้าเพียงต้องการนั่งทำงานในตำแหน่งถนัด จำเป็นถึงขนาดต้องลงสมัครรับเลือกตั้งในนามหัวหน้าพรรคหรือไม่ ???
ที่สำคัญเสียงคัดค้านที่เริ่มดังขึ้นในขณะนี้ ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เข้าใจได้ว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบ ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ
เพราะยังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะมีผลกระทบใดๆ ในเวลานี้
สถานการณ์ของ พล.อ.สนธิ ในวันนี้ จึงดูจะไม่ต่างจากสถานการณ์ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เท่าใดนัก
สมคิด ถูกล็อกด้วยเงื่อนไข 5 ปี จึงยังไม่จำเป็นต้องผลีผลามเปิดตัวเอนเอียงหรืออิงแอบกลุ่มการเมืองใดให้เปลืองตัว
แต่คนที่กำลังแย่คือ แกนนำกลุ่มรวมใจไทย
เจอสารพัดข่าวลือ ข่าวปล่อยที่ล้วนแต่บั่นทอนกำลังใจให้หงายเก๋งไม่เป็นท่า นับตั้งแต่วันประชุมนัดแรกอย่างเอิกเกริก แต่กลับเกิดรายการ ไม่มาตามนัด
ถัดจากนั้นก็มีข่าวระแคะระคายมาว่าฝ่าย สมคิด โต้โผเดิม ค่อยๆ ถอยฉากออก หลังจากเริ่มเห็นทีท่าว่าจะไปไม่รอด
นักการเมือง หน้าเดิมๆ ขึ้นพรวดมากุมบังเหียนยกแผง
ไม่ว่าจะเป็น ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ - เอนก เหล่าธรรมทัศน์ - พิจิตต รัตตกุล
ล่าสุดตอกย้ำกับเสียงยืนยันจากคนสนิทของ สมคิด ที่ชื่อ พิมล ศรีวิกรม์ ที่ออกมาประกาศตัวชัดว่าไม่ได้อยู่กลุ่มรวมใจไทย
จริงๆ แล้วกลุ่มธรรมาธิปไตยของเรายังอยู่ และไม่ได้ไปรวมกับใคร รวมทั้งกรณีของกลุ่มรวมใจไทย เนื่องจากหลักการของกลุ่มธรรมาธิปไตยนั้นเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานทางการเมือง แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการต้องตั้งพรรค
แถมยังย้ำอีกว่า การออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ว่าจะเป็น สุวิทย์ เมษินทรีย์ หรือแม้แต่หัวหน้ากลุ่มธรรมาธิปไตยที่ชื่อ สมคิด เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล
ดังนั้น ข่าวที่ว่าเราขัดแย้งกับรวมใจไทยจนต้องแยกตัวออกมา คงไม่ใช่ เพราะเราก็อยู่ของเรา ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำเวบไซต์ของกลุ่มธรรมาธิปไตยใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
แม้จะไม่ได้พูดชัดเจนว่าไม่ได้อยู่กลุ่มรวมใจไทย แต่การเร่งจัดทำเวบไซต์ในนามกลุ่มธรรมาธิปไตยก็สะท้อนถึงแนวทางที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน แม้แต่ตัว สมคิด เอง ล่าสุดก็ไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับ รวมใจไทย เพียงแห่งเดียว
กลุ่มรวมใจไทยและกลุ่มมัชฌิมา ล้วนเป็นพี่น้อง รู้จักกัน ผมพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มรวมใจไทยเช่นเดียวกับกลุ่มมัชฌิมา เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง โดยจะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกด้านเท่าที่ทำได้ และตามที่ขอบเขตกฎหมายให้สิทธิไว้ ซึ่งกลุ่มรวมใจไทยนั้นผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ หากสามารถจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองได้สำเร็จ ก็พร้อมที่จะไปเป็นที่ปรึกษาพรรคให้
แน่นอนว่า สมคิด ทำได้อย่างมากก็ในฐานะ ที่ปรึกษา
แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจสนับสนุนใครในนาทีนี้ ย่อมมีผลต่อกระบวนการจัดตั้งพรรคของกลุ่มการเมืองนั้นๆ และมีผลต่อเส้นทางการเมืองของ สมคิด ในอนาคตด้วย
ที่สำคัญตอนนี้ดูท่า กลุ่มมัชฌิมา จะไม่อยากรวมกับ รวมใจไทย ซะด้วย
ฉะนั้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง บวกกับติดล็อกเงื่อนไข 5 ปี
สมคิด จึงยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะตัดสินใจ
ส่วน รวมใจไทย จะไปรอดหรือไม่ นั่นอีกเรื่อง !!!
โต๊ะข่าวการเมือง--
แม้จะออกตัวว่ายังมีเวลาตัดสินใจอีกนาน แต่ระหว่างนี้ก็คงต้องทนหูแฉะไปอีกหลายวัน สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. กับเสียงวิจารณ์ดังสนั่นลั่นทุ่งถึงการตัดสินใจลงสนามการเมืองในอีกสองเดือนข้างหน้า เรียกว่า จิ้งจก ส่งเสียงทักกันทั่วทุกสารทิศ
ทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงทหาร เลยไปจนถึงหมู่คนที่รู้จักมักคุ้นนอกวงการ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ สนช. ต่างออกโรงเตือนเสียงดังฟังชัด
กลัวจะตกบ่วงการเมือง จนเสียผู้เสียคนตามนายทหารรุ่นพี่ !!!
แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะออกแนวมั่นใจในตัวเอง สูงมาก ในการเปิดใจล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมเดินมาในวิถีชีวิตจนมาเป็นถึงตรงนี้ได้ ผมเดินมาด้วยลำแข้งของผมคนเดียวเท่านั้น โดยไม่มีอะไรมาช่วยมากมาย ผมสร้างตัวผมเองด้วยความดี ผมเป็นคนมีสัมมาคารวะ และมีความกตัญญู ผมมาด้วยลำแข้ง และแรงกายจริงๆ ผมจะพยายามใช้ปัญญาครั้งสุดท้ายตัดสินใจว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่รับฟังใคร ผมเป็นคนรับฟังแล้วมาชั่งข้อดี ข้อเสีย ดังนั้น ถ้าใครมาคุยกับผม ผมจะสามารถชี้แจงได้ว่าทำไมผมตัดสินใจเรื่องนี้อย่างนี้ มีเหตุผลอะไรประกอบ
ล่าสุด นายเก่า ที่ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกโรงเตือนซ้ำอีกครั้ง
การจะลงมาทำงานการเมือง คงไม่ได้เป็นเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ นัก เพราะจากลักษณะการทำงานทางทหารและปรับมาทำงานทางการเมืองนั้น ต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีการปรับตัวกันพอสมควร คงไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายนัก
เสียงเตือนด้วยความหวังดีอย่างนี้ จะเป็นปัจจัยที่มีผลเปลี่ยนแปลงความคิดของ พล.อ.สนธิ ที่มีใจเอนเอียงเข้าสู่ถนนการเมืองมาครึ่งค่อนตัวแล้วหรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป
แต่จากเงื่อนไขที่ พล.อ.สนธิ บอกว่า ต้องสำรวจความพร้อมทั้งของตัวเอง และประชาชนว่ายอมรับหรือไม่นั้น
ถ้าวัดกันตรงนี้จริงๆ แนวโน้มที่จะ ปิดเกม ก็เป็นไปได้อยู่
เหตุเพราะ พล.อ.สนธิ รู้ตัวดีมาตลอดว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิ ก็ย่อมประเมินได้ว่า ถ้าเพียงต้องการนั่งทำงานในตำแหน่งถนัด จำเป็นถึงขนาดต้องลงสมัครรับเลือกตั้งในนามหัวหน้าพรรคหรือไม่ ???
ที่สำคัญเสียงคัดค้านที่เริ่มดังขึ้นในขณะนี้ ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เข้าใจได้ว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบ ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ
เพราะยังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะมีผลกระทบใดๆ ในเวลานี้
สถานการณ์ของ พล.อ.สนธิ ในวันนี้ จึงดูจะไม่ต่างจากสถานการณ์ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เท่าใดนัก
สมคิด ถูกล็อกด้วยเงื่อนไข 5 ปี จึงยังไม่จำเป็นต้องผลีผลามเปิดตัวเอนเอียงหรืออิงแอบกลุ่มการเมืองใดให้เปลืองตัว
แต่คนที่กำลังแย่คือ แกนนำกลุ่มรวมใจไทย
เจอสารพัดข่าวลือ ข่าวปล่อยที่ล้วนแต่บั่นทอนกำลังใจให้หงายเก๋งไม่เป็นท่า นับตั้งแต่วันประชุมนัดแรกอย่างเอิกเกริก แต่กลับเกิดรายการ ไม่มาตามนัด
ถัดจากนั้นก็มีข่าวระแคะระคายมาว่าฝ่าย สมคิด โต้โผเดิม ค่อยๆ ถอยฉากออก หลังจากเริ่มเห็นทีท่าว่าจะไปไม่รอด
นักการเมือง หน้าเดิมๆ ขึ้นพรวดมากุมบังเหียนยกแผง
ไม่ว่าจะเป็น ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ - เอนก เหล่าธรรมทัศน์ - พิจิตต รัตตกุล
ล่าสุดตอกย้ำกับเสียงยืนยันจากคนสนิทของ สมคิด ที่ชื่อ พิมล ศรีวิกรม์ ที่ออกมาประกาศตัวชัดว่าไม่ได้อยู่กลุ่มรวมใจไทย
จริงๆ แล้วกลุ่มธรรมาธิปไตยของเรายังอยู่ และไม่ได้ไปรวมกับใคร รวมทั้งกรณีของกลุ่มรวมใจไทย เนื่องจากหลักการของกลุ่มธรรมาธิปไตยนั้นเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานทางการเมือง แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการต้องตั้งพรรค
แถมยังย้ำอีกว่า การออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ว่าจะเป็น สุวิทย์ เมษินทรีย์ หรือแม้แต่หัวหน้ากลุ่มธรรมาธิปไตยที่ชื่อ สมคิด เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล
ดังนั้น ข่าวที่ว่าเราขัดแย้งกับรวมใจไทยจนต้องแยกตัวออกมา คงไม่ใช่ เพราะเราก็อยู่ของเรา ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำเวบไซต์ของกลุ่มธรรมาธิปไตยใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
แม้จะไม่ได้พูดชัดเจนว่าไม่ได้อยู่กลุ่มรวมใจไทย แต่การเร่งจัดทำเวบไซต์ในนามกลุ่มธรรมาธิปไตยก็สะท้อนถึงแนวทางที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน แม้แต่ตัว สมคิด เอง ล่าสุดก็ไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับ รวมใจไทย เพียงแห่งเดียว
กลุ่มรวมใจไทยและกลุ่มมัชฌิมา ล้วนเป็นพี่น้อง รู้จักกัน ผมพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มรวมใจไทยเช่นเดียวกับกลุ่มมัชฌิมา เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง โดยจะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกด้านเท่าที่ทำได้ และตามที่ขอบเขตกฎหมายให้สิทธิไว้ ซึ่งกลุ่มรวมใจไทยนั้นผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ หากสามารถจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองได้สำเร็จ ก็พร้อมที่จะไปเป็นที่ปรึกษาพรรคให้
แน่นอนว่า สมคิด ทำได้อย่างมากก็ในฐานะ ที่ปรึกษา
แต่อย่าลืมว่าการตัดสินใจสนับสนุนใครในนาทีนี้ ย่อมมีผลต่อกระบวนการจัดตั้งพรรคของกลุ่มการเมืองนั้นๆ และมีผลต่อเส้นทางการเมืองของ สมคิด ในอนาคตด้วย
ที่สำคัญตอนนี้ดูท่า กลุ่มมัชฌิมา จะไม่อยากรวมกับ รวมใจไทย ซะด้วย
ฉะนั้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง บวกกับติดล็อกเงื่อนไข 5 ปี
สมคิด จึงยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะตัดสินใจ
ส่วน รวมใจไทย จะไปรอดหรือไม่ นั่นอีกเรื่อง !!!
โต๊ะข่าวการเมือง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
