ตั้ง ‘กรรมการ’พิจารณามอบถอน-กลับคืนไฟเขียว ก.ม.สัญชาติใหม่ ครม.ให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง พิจารณา มอบ-ถอน-กลับคืน สัญชาติไทย ด้าน สนช.-มท. มองปัญหาคนละมุม แต่จุดร่วมเดียวกัน ปค. บ่นท้อ ติดขัดงบประมาณ แถมเจ้าหน้าที่มีน้อย ขณะที่ กมธ. วิสามัญ ชี้ยังมีปัญหาทุจริต เกาไม่ถูกที่คัน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ...ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงอำนาจรัฐมนตรีในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกกฎกระทรวง ข้อบังคับ ประกาศ หรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้ยังให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการสั่งการให้ผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้มีสัญชาติไทย เนื่องจากตกอยู่ในข้อสันนิษฐานตามมาตรา 7 วรรคสาม ให้ได้สัญชาติไทยเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมทั้งปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ขอแปลงสัญชาติกรณีที่เป็นสามีของผู้ซึ่งได้แปลงสัญชาติไทย หรือของผู้ได้กลับคืนสัญชาติไทย หรือของผู้มีสัญชาติไทย เพื่อให้สามารถแปลงสัญชาติได้สะดวกรัดกุมขึ้น และกำหนดให้ผู้แปลง สัญชาติเป็นไทยต้องมีหนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือปรับปรุงคณะกรรมการผู้มีหน้าที่ถอนสัญชาติไทยใหม่ให้เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ และมีอำนาจหน้าที่กลั่นกรองเรื่องการอนุญาตให้สัญชาติไทย การถอนสัญชาติไทย และการกลับคืนสัญชาติไทยก่อนเสนอให้รัฐมนตรีใช้ดุลพินิจ รวมทั้งปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย
ด้านแหล่งข่าวจากกรมการปกครอง เปิดเผยหลังครม.รับร่าง พ.ร.บ.ฯ ว่า หลักการของร่างกฎหมาย คือ ต้องการที่จะให้สัญชาติไทยแก่เด็กที่ไร้สัญชาติรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพราะปัจจุบันมีผู้ต้องการสัญชาติไทยกลุ่มต่าง ๆ จำนวนมาก แต่ยังติดขัดในขั้นตอนการปฏิบัติการ เพราะร่างกฎหมายของกรมการปกครองฉบับนี้ เป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้ไร้สัญชาติด้วยการมองปัญหาและอุปสรรคภายในของตนเอง ซึ่งจะแตกต่างจากร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มองปัญหาจากสายตาของคนภายนอก ดังนั้น รายละเอียดของทั้ง 2 ร่าง พ.ร.บ.นี้จะมีความแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายที่เหมือนกัน ดังนั้น การทำงานของกระทรวงมหาดไทยในการให้สถานะแก่บุคคลอาจจะล่าช้าในทางปฏิบัติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทางกระทรวงฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. 10 ม.ค. 2548 ที่ผ่านมา แต่ติดขัดด้วยงบประมาณ บุคลากรและความแตกต่างของแต่ละกลุ่มปัญหา เนื่องจากปัญหาการไร้สถานะของบุคคลนั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่ มีจำนวนผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและปัญหาสั่งสมมายาวนาน
ด้าน รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเช่นกันว่า ปัจจุบันการแก้ไขการไร้สถานะของบุคคลของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. 10 ม.ค.2548 ในขั้นตอนการพัฒนาสถานะเป็นสัญชาติไทยใช้เวลา 1 ปี ซึ่งเป็นเวลานานและมีการทุจริต สามารถแก้ไขด้วยการเปลี่ยนวิธีไปแสดงตัวตนที่อำเภอแทนก็จะใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นการลดเวลาและตัดขั้นตอนการทุจริตออกไป ซึ่งวิธีนี้เคยเป็นมติ ครม.เมื่อ พ.ศ. 2547 สมัยนายโภคิน พลกุล เป็น รมว.มหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อถอนคำสั่ง ปว.337 ที่ออกในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ในความเป็นจริงยังมีข้าราชการและชาวบ้านที่ทราบไม่หมด หรือข้าราชการที่ทราบแต่ไม่กระทำตาม มติ ครม. ดังกล่าวเป็นการคืนสัญชาติให้แก่คนที่เกิดก่อน 14 ธ.ค. 2515 ซึ่งถูกถอนสัญชาติจากคำสั่ง ปว.337 โดยไปแสดงตนและหลักฐานที่อำเภอโดยตรง และอำเภอก็ออกบัตรประชาชนให้ ซึ่งข้าราชการรู้บ้างไม่รู้บ้าง ที่รู้แล้วทุจริตก็มี และมตินี้ยังรวมไปถึงคนเชื้อสายไทยที่เกิดในประเทศไทยด้วย
อนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติที่เสนอผ่าน ครม.ไปแล้วนั้น คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะใช้ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิในเรื่อง ดังกล่าวใน 2 หลักการคือ 1.การสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตน สำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร และ 2.การเร่งรัดให้สถานะตามกฎหมายแก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทยติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ขณะที่ทาง สนช.ต้องการแก้ไขกฎหมาย 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.ลูกพ่อไทย, 2.เด็กที่เกิดจากพ่อแม่เข้าเมืองโดยไม่ถาวร, 3.สามีต่างด้าวสามารถร้องขอให้สัญชาติเด็กหากมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และ 4.การอนุญาตให้แปลงสัญชาติของเด็กไร้รากเหง้าโดยสิ้นเชิง และการสร้างกลไกการจัดการเรื่องสัญชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรณีลูกแม่ไทยถูกแก้ไขไปเรียบร้อยในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน พ.ศ. 2535 แล้ว แต่ได้ถูกชะลอเอาไว้ ด้วยเหตุผลความมั่นคง และความเข้าใจผิดว่าเป็นการแจกสัญชาติ.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
