ภาพความคลุมเครือทางการเมืองเริ่มเข้าจุดโฟกัสจากที่เห็นภาพที่หม่นๆ ก็ได้ภาพที่ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง เห็นสีสันได้ชัดเจนขึ้น หลังกลุ่มก๊วนการเมืองที่แบ่งเซลล์ออกมาจากอดีตพรรคไทยรักไทย 1 พรรค 2 กลุ่ม คือ พรรคประชาราช กลุ่มมัชฌิมา และกลุ่มสมานฉันท์ หยุดแทงกั๊ก และร่วมแสดงเจตนารมณ์ตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาส่งผลให้ทำเนียบขั้วการเมืองตอนนี้ มีชื่อ เพื่อแผ่นดิน บรรจุอยู่ในสารบบ กลายเป็นพรรคที่ใครๆ บอกว่าเป็นพรรคทางเลือกที่ 3 เรียบร้อยแล้ว หลังจากปล่อยให้ 2 ขั้วการเมือง คือขั้วอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน กับขั้วพรรคพลังประชาชน ต่างขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ เตรียมพร้อมเลือกตั้งไปก่อนหลายก้าว
โฟกัสไปที่ขั้วการเมืองแรก พรรคพลังประชาชน ที่ตอนนี้ตกที่นั่งกำลังถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองแน่นอนแล้ว แม้ หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แม่บ้านพรรค จะออกมาตีเกราะเคาะไม้ยืนยันว่าพลังประชาชนพร้อมร่วมงานกับทุกพรรคการเมือง แต่คงไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าที่จะประกาศเป็นพันธมิตรด้วย นอกจากพรรคนอมินีที่ไปตั้งขึ้นใหม่ โดยมีเป้าหมายลดแรงเสียดทานถูกพรรคการเมืองหลักอื่นๆ ปล่อยเกาะ เพราะอย่างน้อยหลังการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ หากพลังประชาชนอาศัยฐานเสียงของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานที่มีอย่างท่วมท้น จนพลิกสถานการณ์ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะถ้าวัดจากตัวเลขโนโหวตในการลงประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตัวเลขพลังประชาชนต้องมี ส.ส.ก็เฉียดๆ 200 เสียง ดังนั้น หากจะมีพรรคนอมินีอื่นพร้อมร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโดดเดี่ยวอย่างถาวร
ขณะที่ ขั้วอดีตฝ่ายค้าน ที่จับกลุ่มรวมตัวกันอย่างแนบแน่น มาตั้งแต่การร่วมมือกันบอยคอตการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ทั้ง 3 พรรคก็เป็นไปด้วยความชื่นมื่น การเลือกตั้งครั้งนี้ทั้ง 3 พรรคได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน คือ ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังประชาชน คู่แค้นเก่า!!!
การเลือกตั้งครั้งนี้หาก 3 พรรคสามารถทำสัญญาใจ เกลี่ย ส.ส.ลงสมัครโดยไม่ห้ำหั่นกันเองจนเลือดโชก เขตไหนหลบได้หลบ เขตไหนหลบไม่ได้ก็สู้กันอย่างพี่น้อง ตัวเลขหลังการเลือกตั้งของ 3 พรรค ไม่น่าจะได้ ส.ส.เกิน 150 เสียง
ซึ่งตัวเลขนี้ยังเป็นรองพรรคพลังประชาชน ไม่เพียงพอสำหรับการเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้น ตัวแปรสำคัญจึงอยู่ที่พรรคทางเลือกที่ 3 ที่ชัดเจนล่าสุดคือ พรรคเพื่อแผ่นดิน การควบรวมของ พรรคประชาราช กลุ่มมัชฌิมา และกลุ่มสมานฉันท์ ถ้าประเมินจากฐานอำนาจของแกนนำ เสนาะ เทียนทอง สมศักดิ์ เทพสุทิน พินิจ จารุสมบัติ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ สุวิทย์ คุณกิตติ ตัวเลขที่น่าจะได้หลังการเลือกตั้ง ไม่น่าจะเกิน 100 เสียง
ดังนั้น ตัวแปรที่สำคัญที่จะได้ตัวเลข ส.ส.ส่วนที่เหลือก็คือ พรรคทางเลือกที่ 4 หรือ 5 จึงต้องจับตาเคลื่อนไหวของ กลุ่มรวมใจไทย ของประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หรือสมาชิกใหม่ที่ให้ความสนใจกลุ่มนี้คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ กลุ่มโคราช ของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ถือเป็นอีก 2 กลุ่มที่น่าจับตามองว่าจะมีทิศทางอย่างไร
แต่แนวโน้มการจับร่วมเป็นพันธมิตรกับพลังประชาชนมีโอกาสน้อยมาก โอกาสการร่วมมือกับอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคเพื่อแผ่นดิน มีความเป็นไปได้มากกว่า
เพราะการรวมกลุ่มหรือตั้งพรรคทั้งหมด อยู่บนพื้นฐานตัวเลขคณิตศาสตร์ทางการเมืองว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส.เท่าไหร เพื่อคำนวณออกมาเป็นตัวเลขในการจัดตั้งรัฐบาลผสม และการจัดสรรโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง
ส่วนเรื่องอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง หรือประชาชน เป็นเพียงคำพูดที่ทำให้ดูสวยหรูขึ้นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องท้ายๆ ที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จะคิดถึง
เมื่อภาพการเมืองเริ่มชัด ปฏิบัติการผสมพันธุ์กลุ่มการเมืองต่างๆ เสร็จสิ้นลง การเข้าสู่สนามการเลือกตั้งจะคึกคักมากขึ้น
โดยเฉพาะตัวเลข ส.ส.หลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้ทิศทางการเมืองไทย ซึ่งเมื่อถึงสถานการณ์ตอนนั้น อย่าลืมคำว่า มิตรแท้และศัตรูถาวร ไม่เคยปรากฏในสารบบการเมืองไทยเช่นกัน !!!
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
