คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษออกมาเผยถึงข้อมูลรัฐมนตรีถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ว่าถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายเพราะรัฐธรรมนูญมีบทเฉพาะกาลให้ยกเว้น แต่ในแง่จริยธรรมถือว่าไม่เหมาะสม จนเป็นเหตุให้รัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศลาออกไปแล้ว 5 คน
สร้างความไม่พอใจให้กับนายกฯ ถึงกับโทรศัพท์มาตำหนิว่า ป.ป.ช.ควรแจ้งเรื่องนี้กับนายกฯ หรือตัวรัฐมนตรีที่เข้าข่ายโดยตรง มากกว่านำเสนอผ่านสื่อ
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ป.ป.ช.ถูกเพ่งเล็งว่าอาจมีส่วนร่วมกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางส่วน และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หวังโค่นรัฐบาล
เรื่องราวข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ชี้แจงไว้ดังนี้
-กรณีข่าวที่เกิดขึ้นจากมติป.ป.ช.ที่พิจารณา 3 รัฐมนตรีถือหุ้นเกินร้อยละ 5
การทำงานของป.ป.ช.ต้องมีหลัก และอาศัยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อเราทำหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระกึ่งตุลาการ ความเที่ยงธรรมจึงสำคัญที่สุด รวมถึงความถูกต้องที่ทำให้กรรมการทุกคนต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา
1 ปีที่ผ่านมา เราทำงานอย่างมีอิสระ ไม่มีใครมาแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น ทุกหน่วยงานให้ความสนับสนุนดีมาก ผมเชื่อมั่นในกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ทุกคนทำงานอย่างทุ่มเท มีความคิดเป็นอิสระ ในขณะที่ทำงานเป็นทีม ถือมติส่วนใหญ่
-มีการวิจารณ์ว่าป.ป.ช.บางคนไม่โปร่งใส เป็นสีเทา
เท่าที่ทำงานร่วมกันมา ยืนยันว่าไม่มีใครเป็นอย่างที่ถูกวิจารณ์ ทุกคนทำงานตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรนอกเหนือ ยืนยันได้เพราะอยู่กันมา 1 ปี เข้าใจกันดีพอสมควร
-รู้สึกอย่างไรที่สนช.หยิบมติป.ป.ช.ไปขยายผลเพื่ออภิปรายนายกฯและครม.
ตามรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.มีบทบาทให้เข้ามากำกับดูแลคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง ถ้ามีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่เช่นกัน ต้องรายงานไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบ ขณะเดียวกันก็รายงานมายังป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน และอาจเป็นเหตุนำไปสู่การถอดถอน
ดังนั้น ขณะนี้เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมไม่ใช่จะพูดกันเพียงลอยๆ แต่มีบทลงโทษอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนสนช.ที่ทำหน้าที่เป็นสภาอยู่ในขณะนี้ เขาสามารถหยิบประเด็นต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบได้ คงไม่เป็นอะไร
-ป.ป.ช.ถูกครหาว่ามีส่วนล้มรัฐบาล
เราทำหน้าที่ของเราและทำอย่างตรงไปตรงมา อย่างกรณีรัฐมนตรีบางคนถือหุ้นเกินร้อยละ 5 นั้น ความจริงก็ไม่มีความผิด แต่เมื่อตรวจพบ ป.ป.ช.ต้องรายงานให้นายกฯ ทราบในฐานะเป็นผู้รักษาการพ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543
แต่การแสดงบัญชีทรัพย์สินต่างๆ นั้นเป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบเสร็จต้องแถลงตามมติของที่ประชุมตามที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ เมื่อแถลงเสร็จจึงทำรายงานให้กับนายกฯ ทราบ ทำให้ข่าวที่ออกไปนั้นเกิดเหลื่อมล้ำกัน
-มีข่าวว่านายกฯ โทรศัพท์มาตำหนิประธานป.ป.ช.โดยตรง
เวลาที่ประชุมกรรมการป.ป.ช. มีมติอย่างไรต้องแถลงข่าวตามนั้น เรื่องดังกล่าวต้องทำหนังสืออย่างเป็นทางการชี้แจงให้นายกฯ ทราบด้วย และในความเป็นจริง ป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่ต้องคอยไปบอกครม. อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจ เพราะเราทำอย่างตรงไปตรงมา
นายกฯ โทร.มาถาม ท่านดีมาก ท่านน่ารัก วันนั้นที่โทร.มาท่านถามเชิงหารือว่าการทำงานและวิธีการทำงานเราจะทำอย่างไรกันดี เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงานร่วมกันต่างๆ
ผมก็บอกว่ากำลังจะประชุมกรรมการป.ป.ช.แล้วจะได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนให้ทราบว่าเราทำงานกันอย่างไร ซึ่งได้แถลงไปแล้ว แต่ความจริง ป.ป.ช.อาจจะทำได้ลำบากเหมือนกันกับการที่จะให้ใช้วิธีบอกกันเป็นการภายในก่อน
สำหรับรัฐมนตรีใหม่ที่จะเข้ามา ถ้ายังสงสัยในส่วนใดก็สอบถามได้เลย ความจริง ครม.ก็มีเลขาธิการครม. ซึ่งมีหน้าที่ชี้แจงอยู่แล้ว แต่ป.ป.ช.สามารถร่วมชี้แจงได้ หากยังมีข้อสงสัยและไม่ให้เกิดการขัดต่อกฎหมาย
ความจริงที่ข่าวออกไปว่านายกฯ โทร.มาตำหนินั้น ไม่มีหรอก นายกฯ ไม่ได้ตำหนิอะไรเลย ท่านน่ารัก ที่โทร.มาหารือว่าจะทำอย่างไรกันดีเพื่อให้การดำเนินการต่างๆ อยู่ในกระบวนการ ไม่มีข้อตำหนิหรือต่อว่าใดๆ
ผมกับนายกฯ รู้จักกันมานาน เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยที่ผมอยู่ กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
-ป.ป.ช.ครบรอบ 1 ปีในวันที่ 6 ต.ค.นี้
ผลงานป.ป.ช.มี 2 ด้าน คือ ด้านการป้องกันและด้านการปราบปราม งานด้านการปราบปรามนั้นมีเรื่องตกค้างจำนวนมาก เป็นหมื่นเรื่อง เนื่องจากไม่มีกรรมการป.ป.ช.อยู่นานถึง 2 ปี และยังมีงานใหม่เข้ามาอีกเดือนละ 200 เรื่อง
กรรมการป.ป.ช.จึงมุ่งจะสะสางงานให้น้อยลงไป และต้องมีหลักในการบริหารจัดการ ดึงเรื่องที่มีความเสียหายมากๆ หรือเรื่องที่ใกล้หมดอายุความขึ้นมาก่อน แต่ก็ต้องทำทุกเรื่อง
ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชุดนี้ชี้มูลไปแล้ว 59 เรื่อง ส่วนเรื่องใดที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ เช่น ไม่ใช่เรื่องทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ใช่การผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องปล่อยให้เรื่องตกไป ไม่รับ หรือส่งคืน ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีเกือบ 3,000 เรื่อง ถือว่าเยอะมาก
อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่ต้องส่งไปให้หน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการตามประกาศ คปค.ข้อ 6 ซึ่งมีอีกกว่า 3,000 เรื่อง รวมแล้วป.ป.ช.พิจารณาไปได้กว่า 6,000 เรื่อง
นอกจากนี้ การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ค้างการตรวจสอบอยู่กว่า 30,000 บัญชี และยังมีเข้ามาอีกกว่า 10,000 บัญชี ทางกรรมการป.ป.ช.ตรวจสอบไปแล้ว 11,000 บัญชี ทำให้ยังเหลือค้างอีกกว่า 30,000 บัญชี ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก โดยเฉพาะบัญชีผู้บริหารระดับท้องถิ่นที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
ป.ป.ช.กำหนดเป้าหมายร่วมกันว่าต้องการลดการพิจารณางานที่ค้างอยู่จำนวนมากนี้ให้ได้ อย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ให้ได้ครึ่งหนึ่งก็ยังดี และที่ทำมานี้ถือว่าน่าพอใจ
สำหรับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯ จะเร่งทำให้ได้มากกว่านี้ ผลการทำงานของป.ป.ช.จะเป็นที่น่าพอใจหรือไม่นั้น ต้องให้สังคมและประชาชนเป็นผู้มองเอง
ทุกวันนี้เรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น การทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้เทคนิคในการทุจริตในเชิงต่างๆ มากมาย ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องตามให้ทันเรื่องเหล่านี้
ทำให้เราต้องมุ่งแก้ไขและปรับปรุงการทำงานใน 3 ประเด็น คือ 1.การพัฒนากฎหมาย เพื่อให้เอื้อต่อการทำงาน จึงตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน
2.การพัฒนาบุคลากรของป.ป.ช. จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะ การพัฒนาความรู้ความสามารถและความชำนาญทั้งเรื่องกฎหมาย เทคนิคการไต่สวนและต้องมีผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการสอบพยานในคดีต่างๆ ไม่ว่าด้านการเงินหรือด้านอื่นๆ นำมารวมกันเป็นคลังสมองเอาไว้
3.การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ เช่น การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและได้ทราบข้อมูลต่างๆ ต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน
โชคดีที่กรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญมาจากด้านต่างๆ เช่น ตุลาการ หัวหน้าศาลฎีกา อัยการ และผู้มีประสบการณ์งานป.ป.ช. นักวิชาการ นักบริหาร เรียกว่าได้ทีมที่หลากหลาย และยังมีเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ทำงานเข้มแข็งมาก และยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ สื่อมวลชนเป็นอย่างดี
แต่ที่ยังหนักใจ คืองานยังค้างอยู่เยอะแยะ ยังไหว เพราะแนวโน้มการทำงานดีขึ้น เพราะปีหน้าจะอยู่ในคดีที่เราสามารถควบคุมได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ป.ป.ช.ดำเนินเรื่องเฉพาะผู้บริหารระดับสูงขึ้นไป จะทำให้เรื่องที่เข้ามาสู่กรรมการป.ป.ช.น้อยลงไป จะได้ดูเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
กรรมการป.ป.ช.ทุกคนทำงานอย่างมุ่งมั่นและทำตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความอึดอัด ไม่โดนกดดันจากใครทั้งสิ้น ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน เช่น รัฐบาล สนช. คมช. หน่วยงานอื่นๆ สื่อมวลชน เพราะเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศที่ต้องช่วยกันปราบปราม
และขอย้ำว่าป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระกึ่งตุลาการ ดังนั้น เราจะมีวาระซ่อนเร้นไม่ได้ เราทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วจะมามีปัญหาเสียเองก็ไม่ควรทำหน้าที่ต่อไป
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เราถือว่าเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำงานในการปราบปรามทุจริตต่อไป
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
