ปธ.กกต. วอนให้เห็นใจกกต. ยัน ให้ทุกคนยอมรับเล่นตามกติกา กกต.ไม่ออกเป็นกฎหมายก็ถือว่าดีแล้ว ส่วนใครไม่เชื่อก็แล้วแต่ถ้าผิดกฎหมายมาก็ฟันทั้งนั้น เชื่อปชช.ส่วนใหญ่เข้าใจกกต. สำหรับจะทำเรื่องไปขอต่อ องค์การนิรโทษกรรมฯ ก็คงไม่เกี่ยวกับกกต.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่กกต.มีมติให้อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย 111 คน ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ว่า เป็นเพียงการตอบข้อหารือเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดถึงแม้ว่าจะมีการออกเป็นมติเพราะเราต้องทำโดยเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่มติที่ไปบังคับใคร เป็นความเห็นข้างมาก และกกต. ก็มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องตอบภายใน 30 วัน ซึ่งถือว่าเป็นงานหนักเพราะยังมีอีกเป็นสิบๆ คำถาม ดังนั้น ต้องเข้าใจกกต.ด้วยว่าได้ตอบไปตามที่เห็น ซึ่งกตต.แต่ละคนไม่ได้หารือกันก่อนและความคิดต่างๆ ก็เปลี่ยนไปได้ตามเหตุการณ์
อย่างเรื่องนี้เรียนได้ว่า กตต.ก็มีความเห็นตั้งแต่แรกว่าจะมีการตีความอย่างแคบหรืออย่างกว้าง แต่ว่าในที่สุดเมื่อถึงวันลงมติคะแนนก็ออกมาแบบนี้เป็นเสียงข้างมาก บางคำถามเป็นเอกฉันท์เลย ผมคิดว่ามันชัดเจนเพียงพอแล้วว่าเรามีความเห็นอย่างไร เราก็ชัดเจนที่สุดและไม่ว่าเราไปเข้าข้างใคร หรือไปทำความเสียหายให้ใคร เพราะเราจำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามที่หารือเข้ามา ดังนั้นขอให้เห็นใจกกต.ด้วย ประธาน กกต.กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการตั้งเวทีปราศรัยของอดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย สามารถทำได้หรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า ทำได้หรือไม่ได้ก็ต้องพิจารณาให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ถ้าทำแล้วผิดกฎหมายก็ต้องมีการดำเนินการกัน ซึ่งจะเป็นฝ่ายบ้านเมืองที่ไม่ใช่กกต.ก็ได้ เพราะฉะนั้น ทาง กกต.พยายามรักษาความเป็นกลางอยู่และจะตอบทุกคำถามที่ส่งมาให้ กกต. โดยเราพยามที่สุดที่จะให้เป็นธรรมตามกฎหมาย
“จริงๆ แล้วที่เราตอบข้อหารือ เราก็ตอบไปตรงๆ เรียกว่า ทวนคำถามเขาเลย เช่น การเป็นวิทยากรทั่วๆ ไปเราก็ไม่ได้ห้ามอะไร ส่วนการที่นายจาตุรนต์ จะปราศรัยเขาก็บอกว่าทำเป็นส่วนตัวในฐานะประชาชนถ้าไม่เกี่ยวกับการปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมืองก็น่าจะทำได้ แต่อย่าให้มีคำพูดอะไรที่ทำให้มองว่าเป็นการหาเสียงเพื่อช่วยพรรคใดพรรคหนึ่ง อย่างที่กกต. บางท่านได้บอกไปแล้วว่ามันจะมีผลเสียต่อพรรคได้ เพราะอาจจะทำให้พรรคถูกยุบเป็นผลทางกฎหมายต่อไป ซึ่งทาง กกต. จะจับตามองและมีเจ้าหน้าที่ของเราไปดูอยู่ ทุกคำพูดจะกลับมาที่เรา และกกต.ก็จะมาพิจารณา หากมีอะไรที่ไม่ถูกกฎหมายก็ต้องดำเนินการ เพราะกกต. ก็คงไม่ปล่อยไว้” นายอภิชาต กล่าว
เมื่อถามว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องออกเป็นประกาศหรือระเบียบใช่หรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า คิดว่าน่าจะไม่จำเป็นเพราะเราไม่อยากให้มันหยุมหยิมเพื่อบังคับกัน แต่ กกต. อยากจะให้มีเสรีแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเพราะกฎหมายออกมาแล้วก็ใช้บังคับกับทุกคน รวมถึงกกต.ด้วย ซึ่งเราก็ระมัดระวังพอสมควร ดังนั้น ถ้าทำแต่พอควรก็คงไม่เป็นไร ส่วนกรณีที่ทั้ง111 คน จะทำเรื่องไปที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (เอไอ) ก็คงไม่มีอะไร ไม่มีผลต่อกกต. ถ้าเขารับพิจารณาก็ให้พิจารณาไป คงไม่เกี่ยวกับกกต. ส่วนตัวคิดว่า เราไม่ได้ไปจำกัดสิทธิ์ของใครและคงไม่ต้องมีการทบทวนมติของกกต.แต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ หาก111 คนจัดเวทีปราศรัย จะทำให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกกต. ออกมาประท้วงชุมนุมยืดเยื้อ นายอภิชาต กล่าวว่า คงไม่มีการชุมนุมของประชาชน เพราะเท่าที่ฟังเสียงประชาชนก็พบว่าคนที่เห็นด้วยก็ยังมีอีกมาก ฉะนั้นขอให้ทุกคนช่วยกัน อย่าให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองกำลังต้องการความสงบและสมานฉันท์ เมื่อถามย้ำว่า 111 คน ควรทำตัวอย่างไร ประธาน กกต.ตอบว่า คิดว่าเราไม่ได้ไปตัดสิทธิ์เขาทั้งหมด ถ้าเราดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง จะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าการที่ศาลเพิกถอนสิทธิแบบนี้ ต้องมีผลต่อตัวผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์บ้าง ไม่ใช่ว่าจะจำกัดอยู่แค่ 2-3 ข้อตามกฎหมายเดิม เพราะในกฎหมายใหม่มีข้อควรปฏิบัติอีกมาก จึงอยากให้ยอมรับ ทั้งนี้เข้าใจว่ามีคนใน 111 คนเข้าใจและยอมรับซึ่งคงมากกว่าคนที่ไม่ยอมรับด้วย
เมื่อถามว่ามีพรรคเกิดใหม่ เช่น พรรคเพื่อแผ่นดินออกมาระบุว่า มติดังกล่าวทำ ให้พรรคเสียเปรียบเพราะบุคลากรเก่งๆ ถูกจำกัดทำให้พรรคอื่นได้เปรียบ นายอภิชาต ทางกกต. เข้าใจ แต่ก็ยืนยันทางกกต. จำเป็น โดยเฉพาะการหาเสียงขอให้คิดว่า ผู้สมัครต้องแสดงคุณงามความดีโดยส่วนตัวของเรา โดยไม่ต้องเกี่ยวกับ พ่อ กับญาติ พี่น้องแล้วครั้งนี้ขอให้เป็นใครที่ดีได้ด้วยตัวเอง และประชาชนจะเห็นว่าใครเป็นอย่างไร
นายอภิชาต ยังได้กล่าวถึง กรณีการสอบสวนเอกสารลับฯ ว่า คาดว่าทางคณะกรรมการฯคงจะสามารถส่งให้กกต.พิจารณาได้ในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า โดยกกต.จะเร่งพิจารณาทันที โดยกกต.จะพิจารณาในส่วนของกฎหมายมากกว่า เพราะในเรื่องความมั่นคงมีผู้รับผิดชอบโดยตรงข้างบ้านเมืองอยู่แล้ว
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
